สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านและค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังบีบคั้นแรงงานสตรีทฟู้ดในไทย

ภาพโดย ไมลี โอสเตน-ทาน

แพรวพรรณ นัดนรา กำลังเตรียมทำเมนูผัดในครัวที่บ้านก่อนรุ่งสาง ใกล้กับตลาดหมู่บ้านนักกีฬาในกรุงเทพมหานคร ภาพ : ไมลี โอสเตน-ทาน

บทความนี้เผยแพร่ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Fuller และ HaRDstories

สำหรับแม่ค้ารถเข็นสตรีทฟู้ดในกรุงเทพ การเอาตัวรอดไม่เคยง่าย และสงครามอีกซีกโลกกลับยิ่งซ้ำเติมให้ชีวิตพวกเธอยากลำบากขึ้นไปอีก

ช่วงตีห้า อากาศเมืองไทยร้อนอบอ้าวชวนอึดอัดในห้องหน้าบ้านของแพรวพรรณ นัดนรา ประตูเหล็กถูกดันขึ้น เผยให้เห็นห้องเล็กๆ ที่เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องครัวในตัว พร้อมข้าวของสารพัดวางปะปนกัน แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้คลายร้อนเพราะไร้ลมพัด มีเพียงเปลวไฟที่เคี่ยวหม้อแกงและน้ำยาขนมจีนสามหม้อ ยิ่งซ้ำเติมให้อากาศร้อนอบอ้าวขึ้นไปอีก

แพรวพรรณ ในวัย 57 ปี ยืนง่วนกับการคนและหั่นวัตถุดิบ พร้อมปรุงรสอาหารที่จะจัดเตรียมไว้  ก่อนที่เธอและผู้ช่วยจะช่วยกันยกขึ้นรถเข็นเหล็ก เพื่อเข็นไปยังตลาดหมู่บ้านนักกีฬาตรงสุดถนนย่านตะวันออกของกรุงเทพฯ  แพรวพรรณ ในชุดผ้ากันเปื้อนสีแดงและรวบผมไว้ข้างหลัง ไปถึงตลาดตอนหกโมงเช้าและขายกับข้าวทั้งเจ็ดอย่างหมดเกลี้ยงภายในเก้าโมงเช้า ทำรายได้ราว 2,000 บาท

รายได้อันน้อยนิดที่เคยหาได้วันต่อวันเริ่มไม่มั่นคง เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดศึกโจมตีอิหร่านช่วงปลายกุมภาพันธ์ จนช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดเป็นระยะ และดันราคาสินค้าพื้นฐานพุ่งสูงนานหลายเดือน เหล่าผู้ค้าสตรีทฟู้ดทั่วเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อประคองชีวิต เมื่อต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ แก๊สหุงต้มและน้ำมันรถมอไซต์คอยกัดกินกำไรอันน้อยนิดลงเรื่อยๆ 

แม่ค้าสตรีทฟู้ดกระทบหนัก

ตั้งแต่กับข้าว ขนมหวาน ไปจนถึงผลไม้สด ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยไม่เพียงช่วยหล่อเลี้ยงคนไทยส่วนใหญ่ แต่ยังเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทว่ายามนี้ อาชีพการทำมาหากินพวกเขาไม่ต่างกับแรงงานทั่วทวีปเอเชียที่กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง เมื่อต้นทุนสูงขึ้น สวนทางกับจำนวนลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวและพนักงานออฟฟิศที่ลดน้อยลงเพราะเปลี่ยนไปทำงานจากบ้าน 

“เช่นเดียวกับทุกวิกฤติการเมือง ไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงอย่างไร คนยากจนและกลุ่มเปราะบางที่สุดก็มักเป็นผู้ได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุดเสมอ ในกรณีนี้ ไม่เพียงแต่แรงงานที่ต้องพึ่งพาอาหารราคาถูกเพื่อประทังชีวิต แต่ยังรวมถึงผู้ขายอาหารให้พวกเขาด้วย” เดวิด เวลช์ ผู้อำนวยการศูนย์โซลิดาริตี้ เซ็นเตอร์ (Solidarty Center) ประจำประเทศไทย กล่าว องค์กรแห่งนี้เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนสิทธิแรงงาน ความปลอดภัยในที่ทำงาน ค่าจ้างที่เป็นธรรมและการตั้งสหภาพแรงงาน  “เห็นได้ชัดเลยว่า  ผู้ค้าสตรีทฟู้ดได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงและวิกฤติเพียงใด”

“ในกรุงเทพฯ คาดว่ามีผู้ค้าสตรีทฟู้ดที่ลงทะเบียนในระบบไม่กี่พันราย แต่มีหลายพันชีวิตกระจายตัวทำมาหากินอยู่นอกระบบ ทั้งตั้งแผงบนถนนสายหลักของเมือง ขายตามตลาด หรือเดินตระเวนขายตามย่านท่องเที่ยวคึกคักนานนับหลายชั่วโมง โดยราว 70%ของคนกลุ่มนี้คือผู้หญิง ส่วนในกัมพูชา จำนวนแรงงานสตรีทฟู้ดหญิงสูงถึง 75%และในลาวพุ่งสูงถึง 90%ผู้หญิงหันมาทำอาชีพนี้เพราะต้นทุนเริ่มต้นต่ำและมีเวลายืดหยุ่นพอที่จะดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน” มาร์เซลา วัลดิเวีย ผู้จัดการโครงการและนักวิจัยจากเครือข่ายวิจัยสตรีในอาชีพนอกระบบ (Women in Informal Employment: Globalizing and Organizing: WIEGO) ระบุ

แรงงานส่วนใหญ่ในอาชีพนี้คือผู้หญิง ซึ่งพวกเธอมักต้องแบกรับทั้งชั่วโมงการทำงานอันยาวนานไปพร้อมๆ กับภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัว

“ผู้หญิงคือกลุ่มคนที่ต้องแบกรับแรงกระแทกเหล่านี้ไว้สองทาง ทั้งในระดับครัวเรือน ต้องรับมือกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร และในมิติของธุรกิจที่พวกเธอทำอยู่” แอนนา แคโรไลนา โอกานโด ผู้ประสานงานฝ่ายวิจัยของ WIEGO กล่าว 

Related Stories

เงาหนี้นอกระบบคอยคุกคาม

ที่ตลาดหมู่บ้านนักกีฬา ในบรรดาผู้ค้าทั้งหมด 180 ราย มีผู้หญิงมากถึง 160 รายและแพรวพรรณก็คือหนึ่งในนั้น ในแต่ละวัน เธอต้องใช้น้ำมันพืชสองขวดใหญ่เทลงกระทะร้อนฉ่า ทว่าสินค้ายอดฮิตที่จำเป็นต้องใช้นี้ กลับปรับราคาขึ้นจากลิตรละ 45 บาท เป็น 51 บาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม เช่นเดียวกับเนื้อหมู เธอเล่าว่า ราคาพุ่งขึ้น 25% และเนื้อไก่เพิ่มขึ้นถึง 30%ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมดที่เธอสั่งตรงจากตลาดค้าส่งผ่านแอปพลิเคชั่น Line พุ่งสูงขึ้นจากวันละ 4,000 บาท แตะระดับ 7,000 บาท นับตั้งแต่ต้นปี

แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มาจากชุมชนรายได้น้อย ซึ่งไม่มีกำลังพอที่จะแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น พุทธิณี โกพัฒน์ตา ผู้ประสานงานประจำกรุงเทพฯ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HomeNet Thailand) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวว่า “พวกเขาจึงจำใจต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ระหว่างยอมโหมขายของดึก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปล้นหรือทำร้ายร่างกาย มองหาอาชีพใหม่ หรือไม่ก็ต้องยอมกู้หนี้นอกระบบ”

ที่ตลาดแห่งนี้ แม่ค้าหลายคนจำใจเลือกทางเลือกอย่างหลัง เพราะคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์กู้เงินจากธนาคาร และไม่แน่ใจว่าจะไปหางานอื่นทำได้ที่ไหน เจ้าหนี้นอกระบบยินดีปล่อยกู้ ทว่ากลับคิดอัตราดอกเบี้ยมหาโหดสูงถึง 20% ขี่รถตระเวนรอบตลาดขนาด 400 ตารางเมตรแห่งนี้ทุกบ่ายเพื่อตามเก็บเงิน ซึ่งโอแกนโดจาก WIEGO ชี้ว่า นี่คือการสร้าง “กับดักทางโครงสร้างให้กับแรงงานเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานหญิง”  

ทางเดียวที่ทำให้แพรวพรรณรอดพ้นจากการเป็นหนี้เงินกู้คือ จำใจปรับขึ้นราคาอาหารจานละ 10 บาท แม้ดูเหมือนเป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อย แต่นั่นกลับส่งผลกระทบต่อลูกค้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะพวกเขาก็ต่างกำลังดิ้นรนสู้กับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

“คนที่ต้องพึ่งพาอาหารสตรีทฟู้ด ไม่ใช่กลุ่มพนักงานออฟฟิศเงินเดือนสูง แต่เป็นแรงงานที่อยู่ระดับล่างสุดของฐานค่าจ้างต่างหาก” เวลช์ กล่าว

 

ก่อนและหลัง… สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

แพรวพรรณตัดสินใจเลิกตามข่าว เพราะยิ่งดูก็ยิ่งเครียด แม้เธอจะลังเลกับการปรับขึ้นราคาอาหาร ทว่าภาระในการส่งเสียลูกชายเรียนมหาวิทยาลัยและแม่สามีที่ชราภาพ ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่น “ฉันพยายามทนให้ถึงที่สุดแล้ว แต่ก็แบกต้นทุนไม่ไหว” เธอกล่าวหลังจากช่วงเวลาลูกค้าแน่นขนัดยามเช้าเริ่มซาลง

พ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ ในตลาดต่างไม่กล้าปรับขึ้นราคาตาม เพราะกลัวว่าราคาจะสูงเกินกว่าที่ลูกค้าจะรับไหว “พวกเขายอมที่จะแบกรับภาระทั้งหมดไว้ด้วยตัวเองมากกว่า” พุทธิณีจาก HomeNet กล่าว 

ผลลัพท์ก็คือ ธริณี มาบัว วัย 60 ปี แม่ค้าขายผลไม้ตามฤดูกาลอย่าง มังคุด เงาะและมะม่วง ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสามทุ่มทุกวัน ต้องตกอยู่ในวงจรการเป็นหนี้นอกระบบ

“ก่อนหน้าจะเกิดสงคราม เคยขายได้วันละประมาณ 10,000 บาท แต่ตอนนี้หายไปครึ่งหนึ่งเลย” ธริณีกล่าว โดยมีลูกสาวคอยช่วยขายอยู่ข้างๆ ขณะที่สามีไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ยอดขายที่ลดลงทำให้เหลือเงินติดกระเป๋าเพียงน้อยนิด หลังจากต้องแบ่งเงินซื้อของมาขายในวันถัดไปและหักจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ครอบครัวหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ทุกวันนี้ ธริณีต้องจ่ายหนี้คืนวันละ 400 บาทจากรายได้รวม 5,000 บาท ซึ่งเงินส่วนใหญ่ที่จ่ายไปนั้นเป็นเพียงแค่ดอกเบี้ยมหาโหด 20% เท่านั้น

กลุ่มคนขายอาหารอาจยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าคนขายสินค้าประเภทอื่น เช่น เรณู เดวีเลาะ ประธานตลาดซึ่งขายสินค้าจำเป็นน้อยกว่าอย่างถุงเท้าและของเล่น เพราะอย่างไรเสีย ผู้คนก็ยังต้องซื้ออาหารกิน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องซื้อสินค้าของเธอ ส่งผลให้กำไรหดหายลงอย่างมากในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้

นอกจากนี้ เธอยังต้องขับรถไปยังตลาดอีกแห่งเพื่อซื้อของมาสต็อกไว้ขาย และนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเปิดฉากขึ้น ราคาน้ำมันก็ผันผวนหนัก จนพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ลิตรละราว 40 บาทในเดือนมิถุนายน เรณูระบุว่า ช่วงนั้นเธอต้องจ่ายค่าน้ำมันเต็มถังสูงถึง 2,000 บาท เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมที่เคยจ่ายเพียง 1,500 บาทเท่านั้น แม้ช่วงนี้ราคาน้ำมันจะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ลิตรละ 35 บาท แต่ต้นทุนในการซื้อสินค้ามาสต็อกทั้งหมดกลับพุ่งสูงขึ้นถึงเดือนละ 15,000 บาท จากเดิมที่ 10,000 บาท ในขณะที่กำไรหดหายลง เธอรู้สึกกังวลในอนาคตข้างหน้า

ประสบการณ์ของผู้หญิงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทั่วทั้งเอเชีย ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยต่างต้องจำใจแบกรับผลกระทบจากสงครามที่ประทุขึ้นไกลออกไปหลายพันกิโล โดยไร้การเยียวยาจากภาครัฐในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ โดยปกติแล้ว รัฐบาลมักมองข้ามคนกลุ่มนี้เนื่องจากพวกเขาอยู่นอกระบบภาษี กฎหมายแรงงานไม่คุ้มครองและไร้สวัสดิการรองรับ

เรณูเล่าว่า ผู้ค้าในตลาดบางคนกำลังคิดจะเลิกขายของเพื่อไปรับจ้างทำงานบ้านแทน ซึ่งแม้จะเป็นงานนอกระบบอีกหนึ่งรูปแบบ แต่ก็แทบจะไม่ต้องใช้เงินลงทุน อย่างไรก็ดี พุทธิณีนักวิจัยด้านแรงงานชี้ว่า อาหารรถเข็นริมทางเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลายประเทศแถบเอเชีย รัฐจึงควรยื่นมือมาปกป้องและคุ้มครองคนกลุ่มนี้ให้ดียิ่งขึ้น

“เราเห็นผู้ค้าสตรีทฟู้ดอยู่ทุกหนแห่ง พวกเขาคือฐานรากระบบเศรษฐกิจ ทว่าตอนไหนก็ตามที่รัฐบาลคิดนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา คนกลุ่มนี้กลับถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ” เธอกล่าว ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการบรรเทาความเดือนร้อนเพื่อลดแรงกระแทกจากวิกฤติตะวันออกกลางให้แก่ประชาชนทั่วไป แต่กลับไม่มีนโยบายใดที่เจาะจงช่วยเยียวยาผู้ค้าสตรีทฟู้ดโดยเฉพาะ และสถานการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาคเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียหรือเวียดนาม 

 

ช่วยเหลือผู้ค้าริมทาง 

อย่างไรก็ตาม มีหนึ่งโครงการที่ส่งผลมาถึงมือผู้ค้าสตรีทฟู้ด นั่นคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งรัฐบาลช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย 60% สำหรับสินค้าบางประเภท รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มยาวไปถึงเดือนกันยายน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น 

“โครงการนี้ช่วยกระตุ้นให้คนกล้าออกมาจับจ่ายเพิ่มขึ้นจริงๆ” จันทรา แม่ค้าขายทิชชู่กล่าว ขณะกำลังง่วนกับการบริการลูกค้า ทว่าเธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากโครงการนี้สิ้นสุดลง และผู้คนต้องกลับมาจ่ายเงินราคาเต็มอีกครั้ง 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เพิ่มเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีสิทธิ์ พร้อมทั้งออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าสำหรับบางภาคธุรกิจ แต่กลับไม่ครอบคลุมถึงผู้ค้าย่อยราย ส่วนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค อย่างรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ใช้นโยบายเครดิตภาษีและการคืนเงินภาษี ด้านอินโดนีเซียและมาเลเซียเลือกใช้วิธีอุดหนุนราคาน้ำมัน  ขณะที่เวียดนามมีการลดภาษีบางประเภทและลดภาษีนำเข้า แต่มาตรการเหล่านี้กลับไม่ได้มุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยโดยตรง และหลายครั้งก็กีดกันพวกเขาออกไปจากการช่วยเหลือโดยสิ้นเชิง

“สิ่งที่รัฐบาลพอจะช่วยได้มากที่สุดในตอนนี้” เรณู ประธานตลาด กล่าว “คือการควบคุมและตรึงราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง เพราะนี่คือสินค้าที่ผู้ขายรายย่อยต้องพึ่งพาอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องขนย้ายรถเข็นของเดินทางไปยังจุดขายในแต่ละวัน”

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา  รัฐบาลไทยได้เริ่มแสวงหาช่องทางเจรจาจัดหาน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่ย่อมเยากว่าการนำเข้าจากซัพพลายเออร์ประจำในแถบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการเจรจา ในระหว่างนี้ ท่ามกลางการตอบโต้อย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงผันผวน แม้จะปรับลดลงมาบ้างในขณะนี้  โดยกระทรวงพลังงานของไทยได้พยายามบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนด้วยการทยอยตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะๆ 

“ฉันเห็นใจรัฐบาลนะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ฝีมือของพวกเขาแน่นอน แต่มาตรการลดหย่อนภาษี เงินอุดหนุนก้อนใหญ่ และนโยบายที่เจาะจงช่วยเหลือผู้ค้าสตรีทฟู้ดรวมถึงกลุ่มคนที่ยากจนที่สุด ควรถือเป็นวาระเร่งด่วนอันดับแรกอย่างแท้จริง” เวลช์กล่าว “นั่นคือหัวใจสำคัญ”

เมื่อไร้การสนับสนุนจากภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไรจึงต้องยื่นมือเข้ามาผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มสหภาพแรงงาน พร้อมทั้งเร่งสร้างทักษะทางการเงินให้แก่กลุ่มแรงงานหญิง  พุทธิณีเล่าว่า มีผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากฝากความหวังเรื่องอนาคตทางการเงินไว้กับการเสี่ยงโชคซื้อ ‘สลากกินแบ่งรัฐบาล’ หรือ ล็อตเตอรี่ “พวกเขากำลังดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อหาทางรอดให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ในระหว่างนี้ HomeNet กำลังเร่งค้นหาช่องทางที่จะช่วยให้ผู้ค้าริมทางสามารถเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนของธนาคารได้ ขณะที่ StreetNet International ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกเพื่อแรงงานนอกระบบ ก็กำลังพลิกวิกฤตินี้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้แรงงานนอกระบบได้รับการยอมรับในฐานะแรงงานในระบบอย่างเป็นทางการ

“เมื่อเรามองไปยังกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนเมืองนี้อย่างแท้จริง คนเหล่านั้นก็คือผู้ค้าริมทาง” นัสตาเซีย ไทส์แมนส์ ผู้ประสานงานประจำภูมิภาคเอเชียแห่ง StreetNet กล่าว “นั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องย้ำถึงความสำคัญของการยอมรับสถานะแรงงานของพวกเขา ซึ่งจะเปิดทางให้พวกเขารวมกลุ่มจัดตั้งสหภาพ และเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางในเวทีพูดคุยเกี่ยวกับโลกแห่งการทำงาน” ไทส์แมนส์ระบุว่า การได้รับการยอมรับนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงหลักประกันทางสังคมที่จำเป็น สิทธิการลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างหรือประกันสังคม

“ต่อให้ไม่มีวิกฤติในช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้น ทว่าสถานการณ์โดยรวมของผู้ค้าริมทางเหล่านี้ ก็ตกอยู่ในขั้นวิกฤตและย่ำแย่มากพอแล้ว” เธอกล่าวเสริม

เมื่อถามว่า เธออยากส่งสารอะไรถึงเหล่าผู้นำที่มีส่วนรับผิดชอบต่อความผันผวนทางการเงินที่เธอกำลังเผชิญ…ผู้นำที่แทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากวิกฤตินี้ แพรวพรรณได้ตั้งคำถามสั้นๆ ว่า “ทำไมต้องมาสู้รบแย่งชิงกันด้วย พวกคุณก็ร่ำรวยกันขนาดนี้แล้ว จะอยากรวยขึ้นไปอีกทำไม”

บทความนี้เผยแพร่ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Fuller สำนักข่าวเพื่อสิทธิสตรี และ HaRDstories สมัครรับข่าวสารจาก Fuller เพื่อติดตามรายงานข่าวและบทความมุมมองเฟมินิสต์จากทั่วโลก

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.