Search
Close this search box.

อีกสองปี ไทยจะมีศูนย์ทำแท้งจังหวัดละหนึ่งศูนย์?

เมื่อทำแท้งถูกกฎหมายแล้ว แต่การเข้าถึงบริการยังยาก ผู้สนับสนุนเร่งกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มสถานบริการ-ขจัดอคติบุคลากรแพทย์

รัชณีกร จำรัสภูมิ/กลุ่มทำทาง

กรุงเทพฯ​ – สามปีหลังจากไทยเปิดให้การทำแท้งถูกกฎหมาย กลุ่มทำทางและเครือข่ายยื่นหนังสือต่อรัฐสภา เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการให้มีบริการยุติการตั้งครรภ์ครอบคลุมทั่วประเทศ 

เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลุ่มทำทาง ร่วมกับองค์กรเครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) และสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ได้ยื่นหนังสือแก่กรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ณ รัฐสภาเกียกกาย 

ในวันเดียวกัน เมื่อสามปีก่อน ประเทศไทยได้แก้กฎหมายอาญาเพื่อรองรับสิทธิการทำแท้ง ทำให้ปัจจุบัน สามารถยุติการตั้งครรภ์อายุครรภ์ไม่เกิน 20 สัปดาห์ได้ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง การเข้าถึงบริการยังยากลำบากเพราะมีจำนวนสถานบริการอยู่จำกัดและอคติของบุคลากรทางการแพทย์ 

 

หนึ่งจังหวัด หนึ่งศูนย์บริการในโรงพยาบาลรัฐ

ปี 2564 ไทยได้ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาศูนย์บริการยุติการตั้งครรภ์ในโรงพยาบาลของรัฐอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่งภายในห้าปีหลังจากแก้กฎหมาย หรือภายในปี 2569 ทว่าสามปีผ่านไป ยังขยายได้ไม่กี่จังหวัดและหลายสถานบริการยังเป็นสถานบริการของภาคเอกชน

กลุ่มทำทางได้รวบรวมข้อมูลจากรายงานโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่าตั้งแต่ไทยแก้กฎหมาย มีสถานให้บริการยุติการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 28 แห่ง โดยขยายเพิ่มในพื้นที่ 6 จังหวัด 

นั้นทำให้มีสถานบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัยในปี 2566 มีทั้งหมด 180 แห่ง นับว่ายังมีอีก 20 จังหวัดในไทยที่ยังไม่มีศูนย์ให้บริการ 

“แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้ทำแท้งได้แล้ว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ให้การสนับสนุนค่าบริการยุติการตั้งครรภ์ 3,000 บาทให้กับคนไทยทุกคนทุกสิทธิหลักประกันสุขภาพ แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนกลับยังคงเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ตามกฎหมายได้อย่างยากลำบากไม่ต่างจากก่อนที่จะมีการแก้ไขกฎหมายแต่อย่างใด” กลุ่มทำทางระบุในจดหมายที่ยื่นแก่ตัวแทนคณะกรรมการจากสภาผู้แทนราษฎร

ในบรรดาสถานให้บริการ 180 แห่ง หลายแห่งยังเป็นคลินิกเอกชนที่ไม่ได้เข้าร่วมกับสิทธิหลักประกันสุขภาพ ซึ่งสนับสนุนค่าบริการยุติการตั้งครรภ์ 3,000 บาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมด สำหรับคลินิกเอกชน ค่าใช้จ่ายการทำแท้งอายุครรภ์ 12 สัปดาห์เริ่มต้นตั้งแต่ 3,000 – 4,000 บาทและอาจสูงถึง 20,000 บาทสำหรับอายุครรภ์ 20 สัปดาห์

“จากการทำงานของกลุ่มทำทาง พบว่าผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการมากกว่าร้อยละ 70 ไม่มีเงินพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการในคลินิกเอกชน” กลุ่มทำทางและเครือข่ายระบุในจดหมาย พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดตัวชี้วัด เช่น เพิ่มจำนวนสถานบริการยุติการตั้งครรภ์อย่างน้อยปีละ 20 สถานบริการ หรือปีละ 10 จังหวัด จนกว่าจะครบทั้ง 77 จังหวัดตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอีกสองปีข้างหน้า 

ความต้องการสูง

กลุ่มทำทางเผยว่า มีผู้รับบริการยุติการตั้งครรภ์ในสถานบริการที่ขึ้นทะเบียนกับสปสช.รวม 94,610 คน  ตั้งแต่ปี 2561-2565 ทว่าทางกลุ่มเชื่อว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการมากกว่านั้นที่เข้ารับบริการจากคลินิกและโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับสปสช.

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการและความจำเป็นเร่งด่วนขยายศูนย์ให้บริการ จากสถิติเฉพาะที่บันทึกกับทางสปสช.พบว่ามีผู้ใช้บริการ 13,693 รายในปี 2564 และเพิ่มขึ้นเป็น 20,500 รายในปีถัดมาเช่นเดียวกับจำนวนผู้ที่ติดต่อขอรับการปรึกษาเพื่อการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยของสายด่วน 1663 ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2561 มีจำนวน 18,487 คนและเพิ่มขึ้นสองเท่าในปี 2565  

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลจำนวนการทำแท้งระดับประเทศที่ชัดเจน กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดทำรายงานการสำรวจตัวเลขจำนวนการทำแท้งระดับประเทศ เพื่อทราบถึงขนาดของปัญหาและสถานการณ์ที่แท้จริง” เครือข่ายระบุ

 

ฆ่าเชื้ออคติ

ระหว่างยื่นหนังสือ นักรณรงค์สิทธิทำแท้งได้มอบสเปรย์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเป็นของขวัญแก่ตัวแทนส.ส. เพื่อ “ฆ่าเชื้ออคติการทำแท้ง”

ปี 2566 กลุ่มทำทางและเครือข่ายเองได้จัดกิจกรรมติดตามผลการขยายบริการทำแท้งคล้ายกับปีนี้ โดยจัดกิจกรรม “กรวดน้ำแผ่บุญกุศล” ให้กับผู้หญิงที่เสียชีวิตและเป็นโรคจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยและ “กรวดน้ำคว่ำขัน” รัฐมนตรีสาธารณสุขที่ไม่เร่งรัดการขยายบริการ หน้ากระทรวงสาธารณสุข

รายงานข่าวของ HaRDstories พบว่าอุปสรรคใหญ่ของการให้บริการทำแท้งในไทยยังเกี่ยวกับอคติของบุคลากรทางการแพทย์ที่มองว่าเป็นเรื่องบาปหรือผิดหลักทางศาสนา โรงพยาบาลหลายแห่งปฏิเสธไม่ให้บริการและไม่ส่งต่อเคสไปที่โรงพยาบาลอื่น 

“การยุติการตั้งครรภ์เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย แต่อุปสรรคในเมืองไทยก็คือหน่วยบริการไม่ค่อยมี” นายแพทย์กฤช ลี่ทองอิน ที่ปรึกษาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวในพิธีเปิดในการประชุมการยุติการตั้งครรภ์และความเป็นธรรมด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ (ARJC) จัดที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 

“ความรู้สึกของแพทย์ที่ให้บริการยังรู้สึกไม่เห็นด้วย ทำให้ผู้หญิงหลายคนพยายามยุติการตั้งครรภ์เองซึ่งไม่ปลอดภัยและอาจทำให้เสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำและกลุ่มชายขอบ”

ถึงแม้การทำแท้งจะถูกกฎหมายแล้ว แต่ยังพบสถิติการทำแท้งไม่ปลอดภัยอยู่มาก กรมอนามัยรายงานว่าปี 2565 พบผู้หญิงที่เสียชีวิตโดยเกี่ยวข้องกับการแท้ง 4 ราย 

การประชุม ARJC จัดขึ้นครั้งแรกในไทยเพื่อเป็นตัวแทนในทวีปเอเชีย หลังจากที่การประชุมสามครั้งก่อนหน้าจัดขึ้นในทวีปอเมริกา ยุโรปและแอฟริกา โดยมีผู้เข้าร่วม 315 รายจาก 60 ประเทศ ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการและนักกิจกรรมด้านการยุติการตั้งครรภ์ งานประชุมจัดขึ้นในธีม “พันธกิจท้าทายไม่สิ้นสุด” ซึ่งย้ำถึงความเป็นจริงในหลายประเทศว่าหลังจากการทำแท้งกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายแล้ว แต่ภารกิจที่จะพัฒนาการบริการทำแท้งปลอดภัยสำหรับทุกคนยังไม่สิ้นสุด 

การประชุมสี่วันจัดโดยเครือข่ายยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัยในเอเชีย (Asia Safe Abortion Partnership) ร่วมกับสามหน่วยงานในไทย ได้แก่ ภาควิชาอนามัยครอบครัว คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานอนามัยเจริญพันธุ์ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมพัฒนาเครือข่าย RSA ซึ่งมีอาสาสมัครให้คำปรึกษาเรื่องการทำแท้งปลอดภัยในไทยมาต่อเนื่อง