พลิกนิยามเพศ : ไทยเดินหน้ากฎหมายรับรองสิทธิคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์
- ภาพโดย ชนากานต์ เหล่าสารคาม
อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม แต่งกายเพื่อเข้าร่วมงานไพรด์ในกรุงเทพฯ ภาพ : ชนกานต์ เหล่าสารคาม/HaRDstories
- Published
- 8 min read
ความสำเร็จในการออกกฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทยปูทางไปสู่เป้าหมายต่อไปในด้านสิทธิของกลุ่ม LGBTQI+ “ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศสภาพ” แต่ร่างกฎหมายกำลังเผชิญการต่อต้านจากนักการเมือง เนื่องจากการรับรองตัวตนทางเพศนอกเหนือจากชายและหญิงยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ตลอดเดือนไพรด์ ช่วงมิถุนายนที่ผ่านมา หัวเมืองใหญ่ทั่วไทยล้วนประดับประดาด้วยธงสีรุ้งโบกสะบัดสว่างสดใส เมื่อผู้คนจำนวนมากหลากหลายอัตลักษณ์เพศออกมาร่วมเฉลิมฉลองขบวนพาเหรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไพรด์ปีนี้เป็นปีแรกที่คู่สมรสเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมาย
แต่สำหรับ พักตร์วิไล สหุนาฬุ วัย 61 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Intersex Thailand การเฉลิมฉลองนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติรับรองเพศสภาพ” ด้วยเช่นกัน โดยเขาชี้ว่า ร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้จะเป็นก้าวย่างสำคัญในการปกป้องสิทธิกลุ่มคนผู้มีเพศสภาพหลากหลายในไทย
“เรายังห่างไกลจากการเป็นสังคมที่เปิดกว้างและเคารพสิทธิของคนทุกเพศอย่างแท้จริง ตอนนี้ยังคงมีการเลือกปฏิบัติและการคุกคามกลุ่มคนผู้มีเพศสภาพหลากหลายอย่างแพร่หลาย ในขณะที่สิทธิหลายอย่างของกลุ่ม LGBTQI+ ก็ยังไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย” พักตร์วิไล กล่าว
เขาชี้ว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในหลายด้านเรื่องสิทธิกลุ่ม LGBTQI+ กระนั้นเอง กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศหลายกลุ่มยังคง “ไม่มีตัวตน” ในทางกฎหมาย เนื่องจากระบบกฎหมายไทยยังยอมรับเพียงแค่เพศชายและหญิงเท่านั้น ทำให้กลุ่มคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ (intersex) และกลุ่มคนที่ไม่จำกัดเพศ (non-binary) ไม่ได้รับการรับรอง ถูกเลือกปฏิบัติ และถูกปฏิเสธสิทธิพื้นฐานที่ควรจะได้รับ
อินเตอร์เซ็กส์ = ไม่มีสิทธิ
จากข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ คือคำที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่มีลักษณะทางเพศแต่กำเนิด ซึ่งไม่ตรงกับกรอบจำกัดของร่างกายเพศชายหรือเพศหญิง โดยมีการประมาณการว่าประชากรโลกประมาณ 1.7 เปอร์เซ็นต์เกิดมาพร้อมกับลักษณะของภาวะอินเตอร์เซ็กส์
พักตร์วิไล ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Intersex Thailand กล่าวว่า แม้ว่าในระดับสากลคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์จะได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQI+ แต่ในประเทศไทยความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ยังคงจำกัดมาก นี่เองทำให้เขาตัดสินใจร่วมก่อตั้งองค์กร Intersex Thailand ขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิของคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ผศ.นพ.สิระ กอไพศาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้คนทั่วไปไม่เข้าใจและไม่คุ้นเคยกับภาวะอินเตอร์เซ็กส์ ส่วนใหญ่มาจากความซับซ้อนของภาวะดังกล่าว
“ภาวะอินเตอร์เซ็กส์คือสภาวะที่ร่างกายมีโครโมโซมเพศ ฮอร์โมนเพศ หรืออวัยวะสืบพันธุ์ที่แตกต่างจากร่างกายชายหญิงทั่วไป ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาทางกายภาพและลักษณะทางเพศผิดแผกออกไป” ผศ.นพ.สิระ กล่าว
ภาวะอินเตอร์เซ็กส์นั้นเกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย ภาวะนี้จึงปรากฏได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะปรากฏภาวะอินเตอร์เซ็กส์ที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องมีอัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น บางภาวะก็ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง
“เนื่องจากความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของภาวะอินเตอร์เซ็กส์ แม้แต่แพทย์ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้ก็ยังไม่เข้าใจภาวะนี้อย่างถ่องแท้” ผศ.นพ.สิระกล่าว
ในเมื่อคำว่า “ภาวะอินเตอร์เซ็กส์” ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่หน่วยงานของรัฐและคนทั่วไปยังไม่ตระหนักถึงการมีอยู่และสิทธิของคนกลุ่มนี้ ซึ่งนำไปสู่ความยากลำบากในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่เหมาะสม
พักตร์วิไลเองก็มีประสบการณ์ตรงกับการถูกเลือกปฏิบัติและความยากลำบากเหล่านี้เช่นกัน ภายหลังจากที่เขาได้ค้นพบว่าตนเองมีภาวะอินเตอร์เซ็กส์เมื่อไม่นานมานี้
พักตร์วิไลเผยว่า เขาเพิ่งจะมารู้ตัวว่าเป็นอินเตอร์เซ็กส์ก็เมื่อราว 11 ปีก่อน
Related Stories
•
- โดย เคน จี เวเบอร์
•
- โดย ณิชา เวชพานิช
“พี่เกิดมาเป็นผู้หญิงแต่ตั้งแต่จำความได้ พี่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นตั้งแต่เด็ก พี่ชอบทำตัวเหมือนผู้ชาย ชอบเพื่อนผู้หญิง ก็นึกว่าตัวเองเป็นทอม จนกระทั่งสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของร่างกายในช่วงวัยรุ่น ร่างกายเริ่มมีการพัฒนาลำลึงค์และมีถุงอัณฑะขึ้นมา แต่พี่ก็ยังมีหน้าอกและมีประจำเดือนอยู่” เขากล่าว
พักตร์วิไลระบุว่า เป็นเวลาหลายสิบปีที่เขารู้สึกแปลกแยกและละอายที่ตัวเองแตกต่าง แต่การได้รู้ว่าตัวเองมีภาวะอินเตอร์เซ็กส์กลับทำให้เขารู้สึกโล่งใจและเข้าใจตัวเองมากขึ้น
“ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าพี่ไม่ได้เป็น (อินเตอร์เซ็กส์) คนเดียว แต่ยังมีอีกหลายคนที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับกรอบเพศชายหรือหญิง” เขากล่าว
แต่การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ของตัวเองก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทางกฎหมายของเขาได้ เมื่อ พักตร์วิไลต้องการเข้ารับการผ่าตัดเพื่อยืนยันเพศสภาพด้วยการผ่าตัดเอาหน้าอกออก อย่างไรก็ตามเขากลับถูกปฏิเสธ เพราะกฎหมายไทยยังคงระบุให้เขามีสถานะเป็นเพศหญิง และการผ่าตัดดังกล่าวถูกจัดเป็นการศัลยกรรมเพื่อความงาม
“แม้ว่าสังคมไทยจะยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ว่าถ้าไม่มีการรับรองสิทธิและอัตลักษณ์ตามกฎหมาย คนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ก็ยังจะต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและไม่เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน” เขากล่าว “นี่คือเหตุผลที่เราต้องผลักดันร่างพระราชบัญญัติรับรองเพศสภาพ เพื่อให้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายใหม่ที่รับรองและคุ้มครองสิทธิของคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์”
เผชิญผ่าตัดเลือกเพศ
นอกเหนือจากความยากลำบากในการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานแล้ว คนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการถูกแทรกแซงทางการแพทย์โดยไม่เต็มใจตั้งแต่แรกเกิด โดยเฉพาะการเลือกเพศ
ผศ.นพ.สิระอธิบายว่า เมื่อเด็กเกิดมาพร้อมกับลักษณะทางเพศที่ไม่ชัดเจน ขั้นตอนทางการแพทย์ตามปกติคือการผ่าตัดเพื่อกำหนดเพศ โดยแพทย์จะปรึกษากับพ่อแม่เพื่อเลือกเพศให้กับเด็ก
อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Thai Intersex Rights เน้นย้ำว่าการแทรกแซงดังกล่าวอาจสร้างบาดแผลทางใจให้กับเด็กในระยะยาวได้ เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่เกิดขึ้นโดยที่เด็กไม่ได้ให้ความยินยอมหรือรับรู้ หลาย ๆ กรณี เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมากลับพบว่าเพศที่ถูกเลือกให้ไม่ตรงกับอัตลักษณ์ของตัวเอง นำไปสู่ความทุกข์ทรมานทางจิตใจไปตลอดชีวิต
องค์การสหประชาชาติยังได้ประณามการผ่าตัดที่ไม่ได้รับความยินยอมดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เธอย้ำว่า เด็กมีสิทธิที่จะยืนยันเพศสภาพของตัวเองเมื่อโตพอและพร้อมที่จะเลือก และการกำหนดเพศให้กับเด็กที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ตั้งแต่แรกเกิดควรต้องยุติลง
อิชย์อาณิคม์ เล่าว่า เธอเกิดและถูกระบุเพศว่าเป็นชาย อย่างไรก็ตามร่างกายของเธอไม่สามารถพัฒนาลักษณะความเป็นเพศชายได้อย่างเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น
“เราคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นกะเทยที่มีลักษณะผู้หญิงมาก ๆ เพราะร่างกายไม่ได้มีลักษณะความเป็นชายมากเท่าไหร่” เธอกล่าว “แต่ตอนเราอายุ 26 เราเจอว่าเรามีเลือดลักษณะเหมือนประจำเดือนไหลออกมา ตอนแรกก็ตกใจมาก”
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้อิชย์อาณิคม์ ได้ทราบว่าตนเองมีภาวะอินเตอร์เซ็กส์ หลังจากได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมงานที่ Thai Intersex Rights อย่างไรก็ตามในสูติบัตรของเธอยังคงระบุว่าเป็นเพศชายพร้อมคำนำหน้าว่า “นาย” ทั้งที่เธอมีอัตลักษณ์ทางเพศเป็นหญิงอย่างชัดเจน
การที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศในบัตรประชาชน สร้างความยากลำบากในชีวิตประจำวันให้กับเธอเป็นอย่างมาก เช่นเมื่อต้องทำธุรกรรมทางโทรศัพท์ที่ต้องยืนยันตัวตน แต่เธอก็ยอมรับว่าคนอื่นๆ ประสบกับการเลือกปฏิบัติที่แย่กว่านั้นมาก
อิชย์อาณิคม์ย้ำว่า เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานรัฐให้การรับรองเพศสภาพอื่นๆ เพราะนั่นเป็นสิทธิของกลุ่มคนที่ไม่จำกัดเพศและผู้ที่มีเพศหลากหลายที่จะสามารถระบุอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองได้
ทางเลือกชีวิตนอกเหนือจากชายและหญิง
นอกจากกลุ่มคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์แล้ว กลุ่มอัตลักษณ์นอนไบนารีก็ถือเป็นอีกกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่เผชิญปัญหาจากการขาดการรับรองและคุ้มครองทางกฎหมาย เพราะคนกลุ่มนี้อัตลักษณ์ทางเพศอยู่นอกเหนือจากเพศชายและหญิง
ตะวัน ตะลันกูล นักศึกษาปริญญาโท วัย 22 ปี ที่ระบุว่าตัวเองเป็นทั้งนอนไบนารีและอินเตอร์เซ็กส์ เชื่อว่าการรับรองอัตลักษณ์ความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นทางการ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมการยอมรับและความเท่าเทียมในสังคม
“ในฐานะที่ผมระบุว่าตัวเองเป็นนอนไบนารี ผมมองว่าเพศและเพศสภาพไม่ใช่แค่คู่ตรงข้ามระหว่างชายกับหญิง แต่เป็นสเปกตรัมที่มีสีสันมากมายอยู่ตรงกลาง” ตะวันกล่าว “ตั้งแต่เด็กผมสังเกตว่าตัวเองไม่อยากทำตามกรอบของเพศชายหรือหญิง ผมเลยเป็นในแบบที่ผมอยากเป็น”
สำหรับตะวัน เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องของทางเลือก “ก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เรามักจะมีทางเลือกมากกว่าสองทางเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินหรือการแต่งกาย ทางเลือกขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว”
ตะวันเกิดมาเป็นเพศหญิง แต่ภายหลังได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเพศได้อย่างปกติ ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการที่ไม่เหมือนคนทั่วไป
การที่เขาแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคมทำให้ตะวันรู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียน ไม่เพียงแค่จากเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาจารย์บางท่านด้วย
“ผมคิดว่านี่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เข้าใจเรื่องความลื่นไหลทางเพศ และยังคงมีกรอบความคิดแบบสองเพศที่ตายตัว” ตะวันกล่าว “พวกเขามักจะบอกว่าผมคิดมากเกินไปหรือแค่พูดเล่นเมื่อผมระบุว่าตัวเองเป็นคนที่มีภาวะเพศกำกวม คนส่วนใหญ่คาดหวังให้ผมทำตามบรรทัดฐานของสังคมและเลือกทำตามกรอบของเพศใดเพศหนึ่ง”
อะไรคือ พ.ร.บ.รับรองเพศสภาพ
เนื่องจากขณะนี้มีเพียงเพศชายและหญิงที่ได้รับการยอมรับและคุ้มครองภายใต้กฎหมายไทย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติรับรองเพศสภาพฉบับใหม่ สามารถเป็นทางออกในการรับรองสิทธิและอัตลักษณ์ทางเพศให้กับกลุ่ม LGBTQI+ ได้
“เพศและเพศสภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นเรื่องของอัตลักษณ์และเสรีภาพของทุกคน” ธัญวัจน์กล่าว “กฎหมายฉบับนี้จะช่วยยืนยันสิทธิในการแสดงออกซึ่งตัวตนและใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขาเลือก”
ธัญวัจน์เสริมว่า กฎหมายดังกล่าวยังจะช่วยปกป้องคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์และคนข้ามเพศจากการถูกกีดกันและการเลือกปฏิบัติ ด้วยการมอบสิทธิและสถานะทางกฎหมาย ทำให้พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง
จากการวิเคราะห์ของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ระบุว่า ยังมีร่างกฎหมายรับรองเพศสภาพอีก 4 ฉบับที่มาจาก พรรคก้าวไกล กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยและกลุ่ม Intersex Thailand
แม้ร่างกฎหมายแต่ละฉบับจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปตามแนวทางของผู้ร่าง แต่ทุกร่างก็มีหลักการสำคัญร่วมกัน 4 ข้อ ได้แก่ การอนุญาตให้ประชาชนสามารถจดแจ้งเพศสภาพของตนเองได้ การรับรองเพศสภาพที่นอกเหนือจากเพศชายและหญิง การห้ามผ่าตัดกำหนดเพศให้กับทารกที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์และการอนุญาตให้บุคคลสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อให้ตรงกับเพศสภาพที่ตนเองต้องการได้
ในฐานะผู้ร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกล ธัญวัจน์หวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญลำดับถัดไป หลังจากที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้ผ่านไปแล้ว เพื่อยืนยันสิทธิของทุกคนในการกำหนดเพศและอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง
ต่อสู้เพื่อสิทธิ
แม้กลุ่ม LGBTQI+ ต่างตั้งความหวังไว้กับร่างกฎหมายรับรองเพศสภาพ แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร โดยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ลงมติไม่ยอมรับร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกล โดยให้เหตุผลว่าการรับรองเพศสภาพที่นอกเหนือจากเพศชายและเพศหญิงนั้นขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลาม นอกจากนั้นอาจส่งเสริมให้เกิดการหลอกลวงเรื่องเพศได้
สุดท้ายแล้ว ธัญวัจน์กล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างกฎหมายสามฉบับที่เหลือในเร็ววันนี้ เนื่องจากร่างกฎหมายทั้งสามฉบับยังคงอยู่ในระหว่างการรวบรวมรายชื่อให้ครบ 10,000 รายชื่อ
“ความท้าทายหลักของร่างกฎหมายนี้คือ คนส่วนใหญ่ยังคงมองว่ากฎหมายนี้สุดโต่งเกินไป อาจเป็นเพราะความไม่เข้าใจ ความหวาดกลัว หรือความเชื่อแบบอนุรักษนิยม” เขากล่าว “ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทำคือแก้ไขความเข้าใจผิดต่ออัตลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ”
ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นด้วยว่าการเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดต่อการคุ้มครองสิทธิกลุ่ม LGBTQI+
แม้จะมีการจัดงานไพรด์เพื่อส่งเสริมสิทธิและอัตลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQI+ ทั่วประเทศ แต่เธอมองว่างานเฉลิมฉลองประจำปีเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงทัศนคติและความตระหนักรู้ของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย
“แม้จะมีความพยายามในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในช่วงเดือนไพรด์ แต่การรณรงค์เหล่านี้มักจะจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มเล็กๆ และไม่สามารถเข้าถึงคนส่วนใหญ่ในสังคมได้” เธอกล่าว
เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า ในกลุ่ม LGBTQI+ ด้วยกันเอง ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์และกลุ่มนอนไบนารี ซึ่งมักจะถูกบดบังด้วยกลุ่มที่ใหญ่กว่าและยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไป
เธอยังย้ำว่า แม้สังคมไทยจะค่อนข้างเปิดกว้างต่อกลุ่ม LGBTQI+ แต่ก็มีคนอีกจำนวนมากที่ยังคงยึดติดกับแนวคิดเรื่องเพศและเพศสภาพแบบคู่ตรงข้ามชายหญิงอยู่ ด้วยเหตุนี้ คนที่มีภาวะอินเตอร์เซ็กส์และนอนไบนารี ซึ่งมีความซับซ้อนและไม่ชัดเจนทั้งในด้านรูปลักษณ์และอัตลักษณ์ทางเพศ พวกเขาจึงกลายเป็นกลุ่มแปลกแยกและถูกกีดกันออกจากสังคม
“การส่งเสริมสิทธิและอัตลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQI+ คือการรณรงค์ระยะยาว และร่างพระราชบัญญัติรับรองเพศสภาพเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น” ชลิดาภรณ์กล่าว
“โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้มีความหวังกับร่างกฎหมายนี้มากนัก เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าสุดท้ายแล้วกฎหมายฉบับนี้จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แข็งแกร่งเพื่อท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมเรื่องเพศแบบสองขั้ว และค่อยๆ สร้างความตระหนักรู้ให้คนในสังคมเข้าใจและยอมรับความซับซ้อนของเพศและเพศสภาพ”
ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ได้ทำงานกับสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง อาทิ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กรีนนิวส์ บางกอกโพสต์ และสปริงนิวส์ ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคอนเท้นท์ข่าว ที่สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ เขามีความเชี่ยวชาญในประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในไทยและชาติอาเซียน
ชนากานต์ เหล่าสารคาม เป็นช่างภาพข่าวในประเทศไทย และสตริงเกอร์ของเอเอฟพี (Agence France-Presse) เธอเริ่มต้นเส้นทางด้วยพู่กัน ก่อนจะเปลี่ยนมาถือกล้องเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน
More Features
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
- โดย HaRDstories and Delta News Agency





