สำหรับผู้หญิงม้งที่ถูกผลักออกจากตระกูลหลังการหย่าร้าง พิธีกรรมหนึ่งกำลังเปิดทางให้พวกเธอได้กลับสู่บ้านและตระกูลของตน
การหย่าร้างเคยทำให้ผู้หญิงม้งทางภาคเหนือของประเทศไทยต้องอยู่โดยไม่มีตระกูล ไม่มีสิทธิ์ในมรดก และไม่มีบทบาทใดๆ ในพิธีกรรมของครอบครัว แต่วันนี้ อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
- โดย อิสระ พนาสันติกุล
- Published
- 4 min read
หมู่บ้านแม่ตะละใหม่, เชียงใหม่ – พิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการเชิญผู้อาวุโสร่วมโต๊ะอาหาร ประกอบด้วยอาหารสองจานและเหล้าอีกสี่แก้ว ผู้อาวุโสกล่าวอวยพรด้วยถ้อยคำที่คนในชุมชนม้งไม่คิดว่าจะได้ยิน“ไม่ว่าจะลูกชายหรือลูกสาว ต่างก็เป็นเลือดเนื้อของตระกูล การรับลูกสาวกลับบ้านไม่ใช่เรื่องผิดผี” เขากล่าว “แต่เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความเข้าใจ และเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ”
ในพิธีมีทั้งผู้อาวุโส คนหนุ่มสาว และผู้หญิงในชุดปักลายสีดำแบบม้ง บางคนยกมือปาดน้ำตา บางคนจับมือกันไว้ เมื่อพิธีจบลง สมาชิกตระกูลต่างดื่มเหล้าข้าวร่วมกัน เหล้าที่ใช้ผนึกคำมั่นสัญญาของชาวม้งต่อหน้าฟ้าและดิน
นี่คือพิธี “ต้อนรับลูกสาวที่หย่าร้างกลับบ้าน” ธรรมเนียมที่เครือข่ายสตรีม้งใช้เวลากว่าสิบปีในการฟื้นฟู และขณะนี้กำลังค่อยๆ แพร่หลายไปทั่วภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อหลายตระกูลเริ่มเลือกรับเอาพิธีนี้มาใช้ ตระกูลแซ่ย่าง (Yaaj Txawb) หนึ่งในตระกูลม้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็เพิ่งประกอบพิธีนี้ในงานรวมญาติประจำปี และตระกูลม้งอื่นๆ ก็เริ่มทำตาม
อย่างไรก็ตาม พิธีนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน และแม้แต่ผู้สนับสนุนเองก็ยังมองว่าพิธีกรรมยังมีข้อจำกัด
เมื่อหญิงม้งถูกขับออกจากบ้านโดยธรรมเนียม
โดยพื้นฐานแล้ว สังคมม้งถูกจัดระเบียบตามระบบตระกูลฝ่ายชาย (patrilineal clans)
แต่ละตระกูลเป็นกลุ่มคนที่ใช้นามสกุลเดียวกัน สืบเชื้อสายผ่านสายผู้ชาย และมีพันธะร่วมกันในพิธีกรรมต่างๆ หากผู้หญิงแต่งงานจะต้องออกจากตระกูลต้นกำเนิดของตน เพื่อเข้าร่วมตระกูลของสามี หลังจากนั้นวิญญาณบรรพบุรุษของครอบครัวจะได้รับการดูแลโดยผู้ชายในบ้าน ขณะที่ผู้หญิงที่แต่งงานออกไปแล้วจะไม่ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของสายตระกูลพ่ออีกต่อไป
ผลจากการหย่าร้างหรือเป็นหม้ายจึงอาจรุนแรงมาก เนื่องจากตามธรรมเนียมแล้ว ผู้หญิงที่การแต่งงานสิ้นสุดลงจะไม่ได้รับการยอมรับกลับเข้าตระกูลเดิม เพราะเชื่อกันว่าลูกสาวเมื่อแต่งงานออกไปแล้วจะไม่ใช่ ‘คนในบ้านพ่อแม่’ ของตนเองอีกต่อไป
ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมของครอบครัวเดิม ไม่มีสิทธิ์ในมรดก และในสายตาของจารีตแล้วไม่ต่างจากคนไม่มีสังกัด
ความเชื่อดั้งเดิมที่ว่านี้เคยถูกใช้เพื่อเป็นกุศโลบายในการลดการหย่าร้างในอดีต แต่เมื่อวิถีชีวิตผู้คนรวมถึงวิถีชีวิตชาวม้งเปลี่ยนไป จำนวนการหย่าร้างเพิ่มขึ้น ประเพณีนี้กลับทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่หลังการหย่าร้างโดยไม่มีการคุ้มครองหรือสถานะทางสังคมใดๆ ผู้หญิงม้งที่ผ่านการหย่ามักถูกตีตราว่าเป็น ‘คนไร้เจ้าของ’ และต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด บางคนต้องแต่งงานใหม่เพื่อความมั่นคง บางคนต้องย้ายออกไปทำงานในเมือง
สำหรับประภัสสร แซ่กือ ที่เคยผ่านพิธีต้อนรับกลับบ้านด้วยตัวเอง พิธีนี้มีความหมายส่วนตัวอย่างยิ่งสำหรับเธอ “ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เมื่อได้รับการปฏิบัติในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มีแรงใจในการทำมาหากิน และกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง” เธอกล่าว
อุไร ยังชีพสุจริต นักวิชาการชาวม้งจากเครือข่ายสตรีม้งแห่งประเทศไทยกล่าวว่า “ในอดีต เราแทบไม่เคยเห็นหญิงหม้ายม้งได้กลับบ้านเลย พิธีนี้จึงมีความหมายต่อจิตใจของพวกเขามาก หลายครั้งเราเห็นญาติพี่น้องสะอื้น มีน้ำตาคลอ และโอบกอดกัน”
อุไรเล่าต่อว่า บรรยากาศเช่นนั้นคล้ายกับตอนพิธีแต่งงาน แต่ในพิธีรับลูกสาวม้งกลับบ้านนั้น เสียงสะอื้นของพวกเขามีความหมายอีกแบบ มันไม่ใช่เสียงของการจากลาครอบครัว แต่เป็นเสียงของความตื้นตันที่ตัวเองได้ถูก ‘รัก’ และ ‘รับ’ ให้กลับมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวทางสายเลือดอีกครั้ง
ทศวรรษแห่งการขับเคลื่อน
เครือข่ายสตรีม้งแห่งประเทศไทยทำงานเพื่อฟื้นฟูพิธีนี้มานานกว่าสิบปี โดยอาศัยหลักฐานที่ชี้ว่า พิธีต้อนรับลูกสาวกลับบ้านเคยมีอยู่ในประเพณีม้งมาก่อน ก่อนจะเลือนหายไปตามกาลเวลา
การรณรงค์เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี 2556 เมื่อสมาชิกเครือข่ายเสนอแนวคิดนี้ต่อหมู่บ้านแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน รัศมี ทอศิริชูชัย เลขาเครือข่ายสตรีม้งแห่งประเทศไทย ยังจำปฏิกิริยาครั้งแรกที่เธอพูดกับผู้ใหญ่บ้านของทั้งสองหมู่บ้านและแกนนำในชุมชนที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชายได้ดี ตอนนั้นเธอขอความร่วมมือเรื่องพิธีกรรม หนึ่งในนั้นลุกขึ้นพูดทันทีว่า “อย่าเอาความนอกเข้ามา และอย่าเอาความในออกไป” แต่เครือข่ายยังคงเดินหน้าทำงานต่อ
ภายในปี 2560 โครงการเริ่มลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับม้งตระกูลต่างๆ “เราไม่ต้องการให้เรื่องนี้เป็นแค่โครงการของผู้หญิง” รัศมีกล่าว “เราอยากให้เป็นโครงการของชาวม้งทั้งหมด” และในปีต่อๆ มา ตระกูลม้งถึง 18 ตระกูล ได้ให้คำมั่นอย่างเป็นทางการว่าจะยอมรับพิธีนี้
อย่างไรก็ตามเสียงคัดค้านยังไม่หายไป ทางเครือข่ายพบเพจโจมตีบนโซเชียลมีเดีย และคำวิจารณ์จากชุมชนม้งในลาวที่กล่าวหาว่าผู้หญิงม้งเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายวัฒนธรรมม้ง แต่รัศมีเชื่อว่า ผู้ที่ต่อต้านอย่างจริงจังนั้นยังคงเป็นเพียงคนส่วนน้อย
ว่าด้วยข้อจำกัดของพิธีกรรม
ไม่ใช่ทุกคนที่สนับสนุนสิทธิของผู้หญิงจะมองว่าพิธีนี้เพียงพอ
สุจริต ปั้นกิจวานิชเจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่ากลาง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นชาวม้งเช่นกันกล่าวว่า ตนเข้าใจเจตนาที่ดีของพิธีนี้ แต่ก็ยังตั้งคำถามถึงข้อจำกัดของมัน โดยมองว่า การรับลูกสาวกลับบ้านนั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
“เหมือนหนีเสือปะจระเข้” เขากล่าวโดยยกสุภาษิตมาเปรียบเทียบ ผู้หญิงที่ออกจากชีวิตแต่งงานที่มีปัญหา อาจกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ได้ แต่ตามธรรมเนียมแล้ว พิธีกรรมและการเซ่นไหว้ทั้งหมดในบ้านเป็นหน้าที่ของผู้ชาย พวกเธอสามารถกลับไปอาศัยอยู่ใต้หลังคาบ้านพ่อแม่ได้ แต่ไม่สามารถดูแลวิญญาณบรรพบุรุษของครอบครัวได้ หากพ่อแม่เสียชีวิตลง เธอก็ยังต้องพึ่งพาพี่น้องผู้ชายเพื่อทำพิธีกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว
“วันหนึ่งผู้หญิงคนนั้นอาจต้องเผชิญกับความไม่พอใจหรือความขุ่นเคือง” จุดยืนของเขาคือ หากสังคมม้งให้สิทธิผู้ชายในการประกอบพิธีกรรม ก็ควรให้สิทธินั้นกับผู้หญิงเช่นเดียวกัน
เครือข่ายสตรีม้งไม่ได้ปฏิเสธประเด็นนี้ สำหรับพวกเธอ พิธีรับลูกสาวกลับบ้านเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ หลายครอบครัวเลือกทำพิธีรับลูกสาวกลับบ้านแบบส่วนตัว โดยไม่ได้ผ่านโครงการหรือพิธีอย่างเป็นทางการ “พ่อแม่ที่รักลูกตัวเอง พวกเขาก็จะทำมันเองอยู่แล้ว” รัศมีกล่าว
การเปลี่ยนแปลงที่เปิดกว้างขึ้น
เครือข่ายสตรีม้งยังเริ่มทำงานร่วมกับชุมชนชนพื้นเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญความตึงเครียดคล้ายคลึงกันระหว่างประเพณีดั้งเดิมกับชีวิตร่วมสมัย
นักรณรงค์กล่าวว่า ผู้หญิงม้งที่กลับบ้านไม่ได้กลับมาในฐานะผู้พึ่งพา หลายคนมีอาชีพมั่นคง อย่างอาชีพครู พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเป็นฝ่ายดูแลพ่อแม่ที่กำลังสูงวัยมากกว่าเป็นฝ่ายพึ่งพาพี่น้อง
“ผู้หญิงที่เป็นหม้ายไม่ใช่คนไร้ศักยภาพ แต่คือกำลังหลักในหลายกิจกรรมของชุมชน” จรุวัลย์ พนมไพร สมาชิกเครือข่ายสตรีม้งกล่าว ขณะที่อภินันท์ ยังชีพสุจริต ผู้สืบเชื้อสายจากตระกูลแซ่ย่างซึ่งเข้าร่วมงานรวมญาติที่แม่ตะละใหม่ มองเรื่องนี้อย่างเรียบง่ายว่า
“ถึงเวลาต้องเปลี่ยนความเชื่อที่ว่า ลูกสาวที่หย่าร้างจะนำโชคร้ายมาสู่ครอบครัว”
รายงานเพิ่มเติมโดย เคน จี เวเบอร์
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
