ไทยจะรุ่งหรือร่วงในวิกฤตมลพิษพลาสติก
ไทยติดสิบอันดับต้นๆ ของโลกที่ปล่อยขยะลงทะเล แต่ตัวแทนรัฐบาลยังมีจุดยืนไม่ชัดในการประชุมครั้งสำคัญ หาข้อสรุปกติกาโลกฉบับใหม่เรื่องพลาสติก
- Published
- 4 min read
กรุงเทพ – พฤศจิกายนนี้ โลกออนไลน์ไทยต่างพากันลุ้นกับภารกิจ #saveพะยูน นักวิทยาศาสตร์พยายามเพาะแปลงคะน้าแซมผักกาดขาวเพื่อเป็นแหล่งอาหารเสริมให้กับพะยูนในทะเลอันดามัน ทดแทนแหล่งหญ้าทะเลที่หายไปกับมลพิษพลาสติก
พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ว่าจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาหนึ่งปีระหว่าง 2566-2567 พบพะยูนเกยตื้น 73 ตัว คุกคามพยูนที่เหลืออยู่ราวสองร้อยตัวทั่วไทย
อาหารหลักของพะยูน “หญ้าทะเล” กำลังเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นผลจากโลกร้อน นอกจากนี้ ยังพบพะยูนเกยตื้นตายเพราะกินขยะพลาสติก ห้าปีก่อน สังคมไทยต่างพากันจะตะลึงกับการตายของลูกพะยูน “มาเรียม” เพราะเศษพลาสติกขวางลำไส้จนอักเสบ ขณะที่ชาวเน็ตพากันเป็นห่วงสิ่งมีชีวิตสปีชีส์นี้ แต่หลายคนอาจยังนึกไม่ถึงรากของปัญหาในชีวิตประจำวัน – พลาสติก
มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เผยรายงานฉบับใหม่ว่า การผลิตพลาสติก ซึ่งทำมาจากปิโตรเลียม ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับสามของประเทศ รองเพียงแต่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอื่นๆ ขณะเดียวกันที่การผลิตพลาสติกปล่อยมลพิษสู่สภาพอากาศ ก็ทำให้ท้องทะเลปนเปื้อนไปพร้อมๆ กัน
ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ นานาประเทศกำลังเตรียมตัวประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อหาข้อสรุปสนธิสัญญาที่มีผลบังคับทางกฎหมายเพื่อแก้ไขวิกฤตพลาสติก ณ เมืองปูซาน เกาหลีใต้ ทว่าจนถึงบัดนี้ ตัวแทนประเทศไทยยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจนต่อการเจรจาครั้งสำคัญ
กติกาโลกใหม่สู้มลพิษพลาสติก
สองปีก่อน ผู้นำประเทศ 175 ได้ตกลงจะพัฒนาสนธิสัญญาที่มีข้อผูกพันทางกฎหมายเพื่อหาทางแก้วิกฤตพลาสติกให้ลุล่วงภายในปี 2567 โดยมุ่งจัดการการบริโภคพลาสติกให้ยั่งยืน คำนึงอย่างครบวงจรชีวิตของพลาสติก ตั้งแต่กระบวนการผลิต การออกแบบไปถึงกำจัด
แต่การเจรจาข้อตกลงผ่านไปแล้วสี่ครั้ง แถมด้วยประชุมวงย่อยอีกหลายที ทว่านานาประเทศก็ยังหาข้อตกลงไม่ได้ ทำให้การประชุมเจรจารอบที่ห้า (การประชุม INC-5) ที่เมืองปูซานเป็นเวทีเจรจาครั้งสุดท้าย ก่อนจะเคาะข้อสรุปเพื่อเซ็นรับรองกันปีหน้า
พลาสติกเพิ่งถูกผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อราวหนึ่งร้อยปีก่อน ทว่านับตั้งแต่ปี 2493 จนถึงวันนี้ การผลิตได้ทวีขึ้นถึง 230 เท่า
ที่ผ่านมา มีรายงานว่าที่ประชุมเห็นตรงกันเรื่องการรีไซเคิลและควบคุมเครื่องมือประมงที่ทำมาจากพลาสติกและเป็นภัยคุกคามสัตว์ทะเล แต่ยังไม่เห็นตรงกันเรื่องจำกัดการผลิตพลาสติกและสารเคมีอันตรายที่ใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ยังพบรายงานข่าว ว่าการเจรจาต่อรองเต็มไปด้วยตัวแทนบริษัทปิโตรเลียมที่เข้าไปล็อบบี้ ทางด้านประชาสังคมและตัวแทนชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าร่วมได้ในฐานะผู้สังเกตการณ์
ต้องทำมากกว่านี้
ปี 2565 ประเทศไทยติดสิบอันดับประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากสุดในโลก หกปีถัดมา ไทยได้ออกโร้ดแมพการจัดการขยะพลาสติกสำหรับสิบปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม มาตรการลดแจกถุงหรือพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งอื่นๆ ต่างลดหย่อนลงช่วงโควิดระบาดและยังเป็นมาตรการสมัครใจ
สองสัปดาห์ก่อนหน้าการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 25 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม กรีนพีซ ประเทศไทยและ 160 องค์กรอนุรักษ์ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งให้ตัวแทนรัฐบาลไทยที่จะไปร่วมเจรจาแสดงจุดยืนการแก้ไขปัญหาพลาสติกที่จริงจังและลงมือทำมากยิ่งขึ้น
“เราอยากเห็นการลดการผลิตพลาสติกให้อยู่ในจุดสมดุล ให้โลกใบนี้ก้าวข้ามไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้ซ้ำ” พิชามญชุชุชุ์ รักรอด กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าว “เราอยากให้มีการปฏิบัติเป็นรูปธรรมและกรอบเวลาที่ชัดเจน”
ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะและริเริ่มโครงการลดขยะจากต้นทางที่เป็นต้นแบบการลดขยะในเมือง Chula Zero Waste อธิบายในงานเสวนาตอนตุลาคม “พลาสติกราคาถูกหมายความว่าเรา ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคไม่ได้รับผิดชอบต่อผลกระทบผ่านราคา เราจะปล่อยแบบนี้ไปตามตลาดเสรีไม่ได้ รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดด้วยมาตรกรบังคับทางกฎหมาย”
ปัจจุบัน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำลังพัฒนาร่าง “พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” ฉบับแรกของไทย ซึ่งจะริเริ่มบังคับใช้แนวคิดการคำนวณต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการผลิตพลาสติก
ไร้ทิศทางชัดเจนจากผู้แทนไทย
อีกเพียงสองอาทิตย์ก่อนการประชุมปูซาน แต่จุดยืนการเจรจาของประเทศไทยยังไม่ชัดเจน ตัวแทนกรีนพีซเผยว่า กรมควบคุมมลพิษจะส่งผู้แทนเข้าร่วมการเจรจา โดยอ้างอิงกรอบการเจรจาเคาะโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายกฯ เป็นประธาน
ในวันยื่นหนังสือ ตัวแทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อ เช่นที่มักทำในการยื่นหนังสืออื่นๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของกระทรวงให้ข้อมูลผู้สื่อข่าว HaRDstories ว่าการประชุมบอร์ดสิ่งแวดล้อมเมื่อ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้กำชับความสำคัญของมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หารือหรือมีมติในเรื่องรายละเอียดอื่นๆ
กันยายนที่ผ่านมา ไทยไม่ได้ร่วมลงชื่อกับปฏิญญา “สะพานสู่ปูซาน” (Bridge to Busan) ซึ่งกว่าสี่สิบประเทศร่วมกันเซ็นเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ร่วมบรรลุการผลิตพลาสติกในจุดที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ปฏิญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
เมื่อเทียบกับการประชุมระหว่างประเทศ เช่น การประชุมโลกร้อนยูเอ็น COP ที่จัดเวลาไล่เลี่ยกัน การประชุมสนธิสัญญาพลาสติกได้รับความสนใจน้อยกว่าจากภาครัฐและสาธารณะ
หากการเจรจาระหว่างประเทศเรื่องพลาสติกหาข้อสรุปไม่ได้ที่ปูซาน มีแนวโน้มว่ากระบวนการเจรจาจะขยายต่อไปสู่ปีหน้า

