Search
Close this search box.

มองกระแส ‘กำแพงกันคลื่น’ มิตรแท้หรือศัตรูถาวรของทะเล?

ตัวแทนชุมชนหาดทรายรี จังหวัดชุมพร ระบุว่าโครงการกำแพงกันคลื่นแห่งนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกระทันหันในปี 2558 โดยที่ชาวบ้านหลายคนไม่ได้รับทราบ ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี / HaRDstories

ในรอบไม่กี่ปีมานี้ “กำแพงกันคลื่น” ได้ปรากฏตัวขึ้นตามชายหาดหลายแห่งในประเทศไทย ด้านหน่วยงานรัฐยืนยันว่าจำเป็นต้องมีสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ไว้เพื่อปกป้องชายหาดจากการกัดเซาะทางชายฝั่ง แต่นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเตือนว่าการแก้ไขปัญหาด้วยสิ่งก่อสร้างถาวรเช่นนี้ อาจจะสร้างความเสียหายเชิงถาวรต่อสภาพแวดล้อมของชายหาดต่างๆ ด้วยเช่นกัน

“ผมโตมากับทะเลครับ” อภิศักดิ์ ทัศนีย์ หรือ “น้ำนิ่ง” เล่าสรุปชีวิตตนเองสั้นๆ “ผมเป็นลูกชาวประมง บ้านผมที่ชุมพรห่างจากทะเลไปแค่ 100 เมตร แม่ผมพาไปเดินเล่นแทบทุกวัน” 

เมื่อน้ำนิ่งเข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมในจังหวัดสงขลา เขาก็ยังชอบไปเดินเล่นริมชายหาดใกล้โรงเรียน โดยเฉพาะในวันที่เหนื่อยล้าหรือคิดมากกับผลการเรียน

“รู้สึกผูกพันกับทะเลครับ สำหรับผม หาดเป็นพื้นที่ความสุขของคน คนไปทะเลมีแต่ความสุข ไม่ต้องจ่ายเงินด้วย เป็นพื้นที่เดียวที่ประชาชนสามารถเอนจอยได้ทุกคน มีความหมายกับชีวิต”

ด้วยความสัมพันธ์ทางใจที่มีกับชายหาดเช่นนี้ น้ำนิ่งเล่าว่าเขาจึงตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อวันหนึ่งในปี 2555 เขาสังเกตเห็นคนงานกำลังนำเอา “บิ๊กแบ็ค” มาก่อสร้างบนชายหาดชลาทัศน์ที่เขาไปเดินเล่นอยู่แทบทุกวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นมาตรการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง 

ด้วยความกลัวว่าชายหาดชลาทัศน์จะถูกเปลี่ยนแปลงไปจนสิ้นร่องรอยเดิม น้ำนิ่งรวมตัวกับเพื่อนๆและประชาชนในพื้นที่ เคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างแนวป้องกันดังกล่าว ก่อนจะยกระดับการต่อสู้ด้วยกับยื่นฟ้องศาลปกครองให้ระงับการก่อสร้าง โดยในขณะนั้น น้ำนิ่งมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น 

หลังจากที่ข่าวการต่อสู้ที่หาดชลาทัศน์เผยแพร่ออกไป น้ำนิ่งจึงได้ทราบข่าวจากชุมชนอื่นๆ ว่าชายหาดอีกหลายแห่งมีการก่อสร้างในลักษณะเดียวกัน โดยที่มิได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่หรือการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ ผลที่ตามมาคือชายหาดหลายแห่งตามชายฝั่งของประเทศไทย – ตั้งแต่เมืองท่องเที่ยวในภาคใต้ไปจนถึงหาดชุมชนในภาคตะวันออก – เริ่มถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างแข็งอย่างหิน กระสอบทรายและคอนกรีต หรือที่เรียกรวมกันว่า “กำแพงกันคลื่น”

“ที่หาดชลาทัศน์ สุดท้ายเราหยุดโครงการไปได้ แต่เราก็ได้รู้ว่ามีที่อื่นๆ ด้วย” น้ำนิ่งกล่าวให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories 

การค้นพบดังกล่าว นำไปสู่การก่อตั้งกลุ่ม “Beach for Life” ของน้ำนิ่งและเพื่อนๆ ในเครือข่าย เพื่อติดตามการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยอาศัยทั้งข้อมูลหรือข่าวสารที่เผยแพร่สู่สาธารณะและคำบอกเล่าจากประชาชนในพื้นที่ จนสรุปได้ว่ามีการสร้างกำแพงกันคลื่นไม่ต่ำกว่า 125 โครงการ ด้วยงบประมาณกว่า 8.4 พันล้านบาท ตั้งแต่ Beach for Life เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2558 เป็นต้นมา 

น้ำนิ่งและนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมคนอื่นๆ กล่าวว่าการก่อสร้างกำแพงกั้นคลื่นเริ่มแพร่หลายอย่างสังเกตได้ชัด หลังรัฐบาลมีคำสั่งถอดกำแพงกั้นคลื่นจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ในปี 2556 ส่งผลให้โครงการประเภทกำแพงกันคลื่นจำนวนมากได้รับการอนุมัติจากทางการทั่วประเทศไทย โดยไม่มีกระบวนการคัดกรองและศึกษาผลกระทบอย่างเข้มงวดดังเช่นในสมัยที่ยังต้องทำ EIA

“พอมีการถอดกำแพงกันคลื่นออกจาก EIA ปุ๊บ เราเริ่มเห็นโรคกำแพงกั้นคลื่นระบาดไปทั่วประเทศ” น้ำนิ่งกล่าวให้สัมภาษณ์ พร้อมเสริมว่ามีโครงการลักษณะนี้อีกจำนวนมากที่ Beach for Life ไม่ได้รับรู้หรือเก็บข้อมูลไว้ เนื่องจากบางโครงการไม่ได้เป็นข่าว กว่าที่กลุ่มจะทราบก็โผล่ขึ้นมาแล้ว “เราตามทั้งหมดไม่ไหวครับ มีอีกเยอะ”

เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมดูแลโครงการกำแพงกันคลื่นยืนยันว่า โครงสร้างลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องมีไว้เพื่อปกป้องชายฝั่งและชายหาดจากการกัดเซาะทางทะเล โดยเฉพาะบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน แต่ฝั่งนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกังวลว่า การแก้ไขปัญหาที่ดูเหมือนมีแค่สูตรเดียวเช่นนี้ของภาครัฐมองข้ามความซับซ้อนทางธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ และสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายระยะยาวต่อระบบนิเวศในท้องที่นั้นๆ

“การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ควรจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก่อนอันดับแรก” ผศ.ดร. สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อาจารย์ด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งได้ศึกษาการก่อตัวขึ้นของกำแพงกันคลื่นในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา กล่าวให้สัมภาษณ์ “ถ้าไม่ได้ผล ก็ค่อยยกระดับขึ้นได้ เหมือนใช้ยารักษาโรค ต้องแก้ปัญหาจากเบาไปหาหนัก”

ภาครัฐยืนยันด้วยว่า การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแต่ละโครงการ เป็นไปตาม “การร้องขอ” ซึ่งผ่านการยินยอมจากชาวบ้านในพื้นที่ แต่ตัวแทนชุมชนหลายแห่งที่ได้พูดคุยกับ HaRDstories กลับระบุว่า ระบบการรับฟังความคิดเห็นของภาครัฐถูกบิดเบือนได้โดยง่าย พวกเขาเล่าถึงหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเดินหน้าสร้างกำแพงกันคลื่นโดยที่ชุมชนไม่ได้รับทราบข้อมูลใดๆ หรือรับทราบเฉพาะข้อมูลเชิงบวกด้านเดียว หรือแม้กระทั่งถูกข่มขู่ไม่ให้แสดงความคิดเห็นคัดค้านโครงการ

“ตอนนั้นเราก็กลัวนะ เพราะเราสู้กับรัฐ ถ้าเราสู้กับชาวบ้านด้วยกันค่อยว่าไปอย่าง แต่อันนี้เราสู้กับรัฐ” จรรยพร บูรณะ หรือ “แก้ว” ชาวบ้านจากชุมชนหาดม่วงงาม จังหวัดสงขลา เล่าถึงเมื่อครั้งที่เธอและเพื่อนบ้านในชุมชนรวมตัวกันคัดค้านการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเมื่อปี 2563 

“ชาวบ้านอย่างเราๆ ต้องออกมาปกป้องธรรมชาติ แต่รัฐกลับทำลาย” เธอเล่าความรู้สึก “พี่ว่ามันแปลกมาก ทำไมเราต้องต่อสู้กับรัฐเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม มันควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หรอคะ”

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2566 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้กำแพงกันคลื่นกลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการ EIA อีกครั้ง หลังการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากกลุ่ม Beach for Life และองค์กรพันธมิตร แต่ประกาศดังกล่าว ไม่มีผลต่อโครงการที่อนุมัติไปแล้วในปีงบประมาณก่อนหน้านั้น ทำให้อ.สมปรารถนาเตือนว่าการพยายามสร้างกำแพงกันคลื่นโดยไม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนยังเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“การที่มี EIA ไม่ได้แปลว่าเราจะปลอดภัยจากกำแพงกันคลื่น” อ.สมปรารถนากล่าว “แต่เราจะมาเริ่มภาคใหม่ในการป้องกันกำแพงกันคลื่น จากนี้ไปเราต้องจะมาตั้งคำถามว่าจำเป็นที่จะสร้างแต่แรกมั้ย ไม่ต้องนับ 1 ควรนับแต่ 0 แต่แรก”

แก้วิกฤติ หรือวิกฤติยิ่งกว่าเดิม?

ณ ชายหาดชะอำใต้ สุรัตน์ คงเจริญ ผู้ประกอบการให้เช่าเตียงผ้าใบ ชายตามองไปยังขั้นบันไดคอนกรีตสูง 15 ขั้นที่ตั้งตระหง่านเหนือผืนทราย ในบางวันที่คลื่นแรง หาดทรายที่เคยโด่งดังของชะอำใต้จะลงไปจมอยู่ใต้น้ำทะเลจนมองไม่เห็น เหลือไว้เพียงคลื่นที่ซัดเข้าหากำแพงกันคลื่นแห่งนี้

วันที่ทีมข่าวเดินทางไปพบกับสุรัตน์ตรงกับช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ซึ่งสุรัตน์ระบุว่าปกติชะอำใต้จะคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและครอบครัวที่เดินทางมาพักผ่อนริมทะเล แต่ในวันนี้ชะอำใต้กลับเงียบเหงา เตียงผ้าใบไม่มีลูกค้ามากมายเหมือนเมื่อก่อน 

“ผลกระทบมันโดมิโนไปหมดทุกวงจรครับ ไม่มีชายหาด นักท่องเที่ยวไม่มา ธุรกิจตรงชายหาดขายไม่ดี ร้านขายของชำขายไม่ดี ตลาดก็ขายไม่ดี ประมงก็ขายไม่ดี ของจากจังหวัดอื่นเมื่อมาก่อนมาขายดีที่นี่ ก็พลอยขายไม่ดีตามไปด้วย” สุรัตน์อธิบาย พร้อมกล่าวเสริมว่าในช่วงหลังมานี้ เขาเริ่มเบนเข็มธุรกิจมาทำสวนเพื่อเลี้ยงตนเองแทนการปล่อยเช่าเตียงผ้าใบอย่างเดียวอย่างในอดีต

“รายได้ผมเมื่อก่อนเทศกาลทีนึง ได้เป็นหมื่น ทุกวันนี้ได้แค่วันละ 500 จะบอกว่าเป็นเพราะโควิดผมว่าก็ไม่ใช่ เราเปิดประเทศแล้ว เราเป็นหาดท่องเที่ยว ปกติคนมาเที่ยวเยอะเลย”

สำหรับสุรัตน์ มีคำอธิบายเพียงแค่ข้อเดียวว่าทำไมชะอำดูจะสิ้นมนต์ขลังแล้ว “คนเค้ามาเที่ยว มาเจอกำแพงกันคลื่นแบบนี้ ยอมไปเสียเงินที่หาดอื่นดีกว่า”

กำแพงกันคลื่นเริ่มสร้างขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกช่วงทศวรรษที่ 2530 เพื่อเป็นมาตรการหนึ่งที่จะป้องกันชุมชนริมทะเลและชายหาดจากการกัดเซาะชายฝั่ง แต่การสร้างกำแพงกันคลื่นแต่ละครั้งต้องผ่านมาตรการประเมินผลกระทบอย่างเข้มงวด เพื่อพิสูจน์ว่าประโยชน์ของโครงการจะคุ้มค่ากับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ดังนั้น กฎหมายจึงระบุว่ากำแพงกันคลื่นที่ความยาวเกิน 200 เมตร ต้องทำ EIA ก่อนเสมอ

หลังจากที่รัฐบาลยกเว้นให้การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นไม่ต้องทำ EIA ในปี 2556 กำแพงกันคลื่นได้ “ระบาด” ไปทั่วประเทศ ตามคำให้การของน้ำนิ่งจาก Beach for Life และโครงการแต่ละครั้งมักจะกินพื้นที่ยาวเป็นกิโลเมตรอีกด้วย น้ำนิ่งระบุว่าทางการดูเหมือนจะมองกำแพงกันคลื่นเป็นสูตรตายตัวในการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่ง โดยที่มองข้ามการแก้ไขด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เติมทราย หรือใช้สิ่งปลูกสร้างจากธรรมชาติ

“ชายหาดเหมือนคนใส่แว่นตา เราจะตัดแว่นให้ทุกคนเหมือนกันหมดไม่ได้” น้ำนิ่งกล่าว “แต่ละหาดมี character [ความเฉพาะ] ทางธรรมชาติต่างกัน ดังนั้น รัฐต้องออกแบบการแก้ไขปัญหาต่างกันไป”

ผศ.ดร.สมปรารถนา อาจารย์ด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ได้ติดตามโครงการกำแพงกันคลื่นทั่วประเทศมาตลอด 20 ปี จนรวบรวมเป็นฐานข้อมูลการก่อสร้างและผลกระทบของกำแพงกันคลื่นไว้ในเว็บไซต์ Beach Lover เธอระบุว่าในหลายพื้นที่ซึ่งมีปัญหากัดเซาะชายฝั่งทางออกหนึ่งคือไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะการกัดเซาะชายฝั่งในบางพื้นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และจะค่อยๆ กลับมาในสภาพเดิมตามฤดูกาล แตกต่างจากการสร้างกำแพงกันคลื่นคอนกรีต ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพความแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างถาวร

“ชายหาดถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ dynamic [มีพลวัตร] มากที่สุด ขนาดแค่ในหนึ่งวันยังไม่เหมือนเดิมเลย มันมีเสน่ห์ แต่ก็มาพร้อมความยากด้วยเหมือนกัน” อาจารย์สมปรารถนากล่าว “เพราะฉะนั้น แต่ละที่จะเอาอะไรไปสร้างเหมือนกันไม่ได้ ต้องศึกษาผลกระทบก่อน เป็นกรณีๆ ไป” 

กำแพงกันคลื่นอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐจำนวน 4 องค์กรใหญ่ ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเจ้าท่าและหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด อย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมหลายคนที่ให้สัมภาษณ์บทความนี้ ระบุตรงกันว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองเป็น “หัวหอก” สำคัญในการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นจำนวนมากที่มักจะถูกต่อต้านจากหลายชุมชน โดยเฉพาะหลังกำแพงกันคลื่นถูกถอดจาก EIA ในปี 2556 

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Beach for Life ระหว่างช่วงปี 2550 ถึงปี 2557 กรมโยธาฯ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการกำแพงกันคลื่นทั้งหมด 32 โครงการ คิดเป็นงบประมาณรวม 827 ล้านบาท เทียบกับในช่วงปี 2558 ถึงปี 2566 จำนวนโครงการกำแพงกันคลื่นของกรมโยธาฯ เพิ่มเป็น 107 โครงการ ขณะที่งบประมาณรวมพุ่งสูงขึ้น 7 เท่า หรือประมาณ 6.69 พันล้านบาท

น้ำนิ่ง อาจารย์สมปรารถนา และผู้ที่คัดค้านกำแพงกันคลื่นอีกหลายคน ยังตั้งคำถามต่อบทบาทของกรมโยธาฯ ในการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นด้วย เนื่องจากภารกิจหลักของกรมโยธาฯ โดยส่วนใหญ่ คือการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น ถนนหนทาง ทางเท้า สะพาน เขื่อน ระบบระบายน้ำ และการควบคุมดูแลระเบียบด้านอาคารต่างๆ ไม่ใช่การอนุรักษ์ธรรมชาติโดยตรง

อย่างไรก็ตาม พงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ยืนยันว่าหน่วยงานของตนเหมาะสมแล้วในการสร้างกำแพงกันคลื่น เพราะกรมโยธาฯ มีทรัพยากร เครื่องไม้เครื่องมือ และผู้ชำนาญการต่างๆ ที่เพียงพอ อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์สั่งสมจากงานก่อสร้างจำนวนมาก 

“ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นโยธา ก็ต้องเรียนอย่างนี้ว่า เพราะหน้าที่ของเราคือการบำรุงสุขประชาชน งานก่อสร้างเป็นภารกิจตามกฎหมายของเรา รวมถึงภารกิจในการป้องกันชายฝั่งด้วย” รองฯ พงษ์นรากล่าวให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories 

รองฯ พงษ์นรายังได้ชี้แจงกับ HaRDstories ในเรื่องข้อสงสัยต่างๆ ว่าด้วยกำแพงกันคลื่น ผ่านเอกสารจำนวน 25 หน้า เช่น กรมโยธาฯ มีสัดส่วนการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นทั้งหมดทั่วประเทศไทยเพียงร้อยละ 11 เท่านั้น โดยโครงการที่เหลืออยู่ในการดูแลของหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมเจ้าท่า นอกจากนี้ กำแพงกันคลื่นที่กรมโยธาฯ สร้างขึ้น ล้วนเป็นมาตรการจำเป็นที่ต้องมีไว้เพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐและประชาชนจากการถูกกัดเซาะ ตามคำร้องขอจากท้องถิ่นเท่านั้น

“เราทำเพราะท้องถิ่นเค้าร้องขอมาครับ เราไม่ได้ไปทำเอง” รองฯ พงษ์นรากล่าว “เราไปสำรวจก่อนว่า กระทบกับประชาชนหรือไม่ กระทบกับทรัพย์สินราชการหรือไม่ กระทบอย่างไร ถ้าดูแล้วกระทบจริง อันนี้ก็จะดำเนินการ ถ้าไปดูแล้ว เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เราก็ไม่ทำอะไร ก็ปล่อยไป ต้องมีผลกระทบต่อประชาชนหรือทรัพย์สินราชการเท่านั้น” 

เมื่อทีมข่าว HaRDstories สอบถามถึงเหตุผลที่กำแพงกันคลื่นผุดขึ้นหลายโครงการหลังถูกถอดจาก EIA รองฯ พงษ์นราอธิบายว่าสาเหตุเป็นเพราะท้องถิ่นจำนวนมากได้ร้องขอกำแพงกันคลื่นไว้ แต่กระบวนการศึกษาของ EIA เป็นไปอย่างล่าช้า

“ยกเลิก EIA แล้วเริ่มสร้างเพราะมันอั้นอยู่ครับ” รองอธิบดีกรมโยธาฯ กล่าว “ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนมานาน พอปลดล็อกปุ๊บ ถึงค่อยทำได้ เพราะมีค้างไว้เยอะ” 

ชุมชนร้องขอ

ถึงแม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นจะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชุมชนท้องถิ่นร้องขอมาเท่านั้น แต่ตัวแทนชุมชนหลายคนในภาคใต้ของไทยให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปตามหลักการเสมอไป 

พวกเขาระบุว่าในบางครั้งโครงการกำแพงกันคลื่นก็เดินหน้าโดยที่ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นกับชาวบ้านในชุมชนก่อน หรือต่อให้มีกระบวนการประชาพิจารณ์ เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถโน้มน้าวให้ชาวบ้านเห็นด้วยกับโครงการได้ด้วยการนำเสนอเฉพาะข้อดีด้านเดียวของกำแพงกันคลื่น หรือรับฟังเสียงเฉพาะชาวบ้านที่มีทัศนคติเห็นด้วยกับภาครัฐเท่านั้น 

สุรัตน์ ผู้ประกอบการธุรกิจเตียงผ้าใบที่หาดชะอำใต้ เล่าว่าเมื่อหน่วยงานปกครองในพื้นที่เสนอแผนสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อมาแทนที่แนวทิ้งหินริมชายหาดเมื่อปี 2562 เขาและเพื่อนบ้านจำนวนหนึ่งพยายามคัดค้านการก่อสร้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นผลแต่อย่างใด เพราะคนในชุมชนส่วนใหญ่เชื่อข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐว่ากำแพงกันคลื่นจะเป็น “แลนด์มาร์ค” การท่องเที่ยวแห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวของชะอำใต้ด้วย 

“คนส่วนใหญ่แทบจะไม่เชื่อเราเลย เรามีแค่ 2-3 คน จะไปสู้คนเป็นร้อยได้ไง สู้ไม่ได้หรอก” สุรัตน์กล่าว “พอเค้านับคะแนน ฝั่งเค้ามากกว่าเรา ก็ต้องจบโดยอัตโนมัติ”

คำโฆษณาว่าด้วย “แลนด์มาร์คท่องเที่ยว” ยังได้ช่วยให้ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่หาดปากน้ำปราณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เห็นด้วยกับการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเช่นกัน ตามคำบอกเล่าของพิษณุพงษ์ เหล่าลาภผล เจ้าของธุรกิจร้านข้าวซอย ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้ขับเคลื่อนด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชนปากน้ำปราณด้วย 

เมื่อเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนเห็นด้วยกับโครงการในการทำประชาพิจารณ์ เจ้าหน้าที่ได้เริ่มการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นขนาดรวมถึง 6 กิโลเมตร โดยงบประมาณก่อสร้างเฉลี่ย 200 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ในปัจจุบัน หาดปากน้ำปราณเหลือผืนทรายเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นที่ปลอดสิ่งปลูกสร้างคอนกรีต อันเป็นบริเวณที่พิษณุพงษ์เรียกว่า “หาดผืนสุดท้าย” หรือ the last beach 

“แรกเริ่มมีความเดือดร้อนจริง มีการกัดเซาะ … แต่หลังๆ นี้เค้าไม่ได้จะสร้างเขื่อนอย่างเดียว มีขายของว่าจะมาปรับทัศนียภาพส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย เลยต้องใช้งบเยอะมาก ตกประมาณ 200 ล้านบาทต่อกิโล” พิษณุพงษ์กล่าว “เราตั้งคำถามกับการทำโครงการแบบนี้ มันเหมือน ‘ขายเหล้าพ่วงเบียร์’ เหมือนเค้ามัดรวมกันเพื่อลดแรงกดดันของชุมชน ไปกล่อมชาวบ้านว่าจะได้มีแลนด์มาร์คท่องเที่ยว … เค้าไประดมชาวบ้าน บอกว่าบ้านเราจะเจริญ จะขายของได้เยอะ”

ด้านสุทธิรักษ์ ส่งเสียง หรือ “เจ๊รวม” ผู้นำชุมชนริมหาดดอนทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่าเธอและเพื่อนบ้านในชุมชนก็เคยสนับสนุนการสร้างกำแพงกันคลื่นในชุมชน หลังจากได้ฟังข้อมูลนำเสนอโครงการจากคณะเจ้าหน้าที่ของกรมโยธาฯ ซึ่งระบุว่าจำเป็นต้องสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อฟื้นฟูหาดดอนทะเลที่ถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงจากมรสุมใหญ่ในปี 2561

เจ๊รวมเล่าว่า การทำประชาพิจารณ์ในครั้งนั้นมีเพียงข้อมูลประชาสัมพันธ์ประโยชน์ของกำแพงกันคลื่นเพียงด้านเดียว และเจ้าหน้าที่ให้ประชาชนได้เลือกแบบของกำแพงกันคลื่นที่จะมาสร้าง แต่ชาวบ้านไม่ได้ทราบว่าสามารถปฏิเสธไม่สร้างโครงการเลยก็ได้

“คนจากโยธาทำสไลด์ให้ดู มาพรีเซนต์ฉายภาพที่เค้าเคยสร้างที่อื่นๆ เค้าบอกว่าเค้าทำมาแล้วหลายที่ ถ้าไม่ทำที่หาดเรา หาดจะหมด” เจ๊รวมกล่าว “ตอนแรกๆ เราก็งงนะ เราก็ไม่รู้อะว่ามันคืออะไรกันแน่ เราเป็นชาวบ้านตาใสๆ ไม่ค่อยมีความรู้หรอกค่ะ”

ทัศนคติเชิงเห็นด้วยในตอนแรก เริ่มกลายเป็นการตั้งคำถาม เมื่อเจ้าหน้าที่ระบุว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 70 ล้านบาทในการสร้างกำแพงกันคลื่นยาว 1.2 กิโลเมตรที่หาดดอนทะเล ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่นำมาเปรียบเทียบกับงบประมาณก่อสร้างถนนยาว 5 กิโลเมตรในชุมชน ที่ใช้งบประมาณเพียง 28 ล้านบาทเท่านั้น 

นอกจากนี้ ทางชุมชนได้ติดต่อกับกลุ่ม Beach for Life ในเวลาต่อมา จึงได้รับทราบข้อมูลอีกด้านว่าการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นในพื้นที่อื่นๆ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง เจ๊รวมและชาวบ้านคนอื่นๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนใจ จนหันมาคัดค้านการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น และเจ้าหน้าที่ต้องพับโครงการเก็บไป

“จริงๆ แกนนำชุมชนที่อยากได้ [กำแพงกันคลื่น] มีหลายคนนะ แต่บางคนกลับใจ จากตอนแรกเค้าอยากได้ พอเห็นข้อมูลจากน้ำนิ่งเลยเปลี่ยนใจ” เจ๊รวมกล่าว “ทางการบอกจะเอาความเจริญมาให้เรา แต่ดูจะเป็นเอาความอัปมงคลมาให้ซะมากกว่า”

รองอธิบดีพงษ์นรากล่าวว่ากรณีเช่นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า กรมโยธาธิการก็รับฟังเสียงจากชาวบ้านอยู่เสมอ รวมถึงเสียงที่ต่อต้านด้วย

“ถ้ามีการคัดค้าน เราก็ฟังความเห็นอีกครั้งในพื้นที่ สรุปคุณจะเอายังไง บางทีเราก็อาจจะตั้งคณะทำงานร่วมกัน มาคุยกันว่าจะเอาไง” พงษ์นรากล่าว “เอาคนที่ค้านมารับฟัง หาทางออกร่วมกัน ระหว่างผู้ร้องขอ ชาวบ้าน องค์กรอิสระ มาร่วมกัน”

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีกว่าที่ตัวแทนชุมชนจะทราบว่ามีโครงการสร้างกำแพงกันคลื่น ทางการก็ได้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถยุติหรือคัดค้านโครงการได้ทันเวลา 

หนึ่งในบุคคลนั้นคือ ธนเทพ กมศิลป์ อดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชุมพร ผู้ใช้ชีวิตกว่า 33 ปีในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทยจนเกษียณอายุเมื่อปี 2558 และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดชุมพร เนื่องด้วยประสบการณ์และความคุ้นเคยกับพื้นที่ชายทะเลในจังหวัด

ทว่าวันหนึ่งในปี 2561 ผู้ใหญ่ธนเทพต้องตกใจเมื่อได้ทราบข่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้เริ่มงานก่อสร้างกำแพงกันคลื่น ณ หาดทรายรี จังหวัดชุมพร ชาวบ้านในพื้นที่จำนวนหนึ่งได้รวมกลุ่มกันเพื่อประท้วงคัดค้านโครงการดังกล่าวทันที แต่การก่อสร้างก็ยังเดินหน้าต่อไปจนถึงทุกวันนี้ โดยภาครัฐคาดว่าการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นที่หาดทรายรีจะเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดภายในปี 2567 

“ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง เค้ามาร้องเรียนกับเรา เค้านึกว่าเรารู้เรื่อง เราก็เลยตกใจ ไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย ผมโทรไปหาศูนย์อนุรักษ์ ถามว่าคุณรู้มั้ยจะมีโครงการนี้ ศูนย์ก็ไม่รู้เรื่อง” ผู้ใหญ่ธนเทพเล่า “ผมเลยโพสต์ลงเฟซบุ๊ก สักพักน้องน้ำนิ่งก็โทรมา บอกว่าเห็นรูปที่ผมโพสต์ คุยกันว่าจะเอาไงดี” 

กรมโยธาธิการชี้แจงกับสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นที่หาดทรายรีเป็นไปตามคำร้องขอจากภาคธุรกิจและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง แต่ผู้ใหญ่ธนเทพกล่าวว่าเจ้าหน้าที่บางคนยอมรับกับเขาระหว่างการพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวว่า เจ้าหน้าที่ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างโครงการนี้มาแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มทำประชาพิจารณ์กับชาวบ้านในพื้นที่

“เราก็เศร้าใจนะ ทำไมประชาชนต้องมาช่วยกันเป็นหูเป็นตา เฝ้ารักษาทรัพยากรของชาติ ทั้งที่เป็นหน้าที่ข้าราชการ พวกเค้าได้เงินเดือนด้วย” ผู้ใหญ่ธนเทพกล่าว “ตอนเป็นข้าราชการก็ต้องกล่าวปฏิญาณตนนะครับ จะมุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของประเทศชาติ สร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน”

เงินทอน

นักกิจกรรมและตัวแทนชาวบ้านที่คัดค้านกำแพงกันคลื่น ต่างให้สัมภาษณ์ตรงกันว่าพวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้สั่งห้ามการสร้างกำแพงกันคลื่น แต่พวกเขาต้องการให้มีกระบวนการคัดกรองที่อยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของชุมชน และดำเนินการอย่างโปร่งใส

อ.สมปรารถนากล่าวว่าแนวทางการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งมีหลากหลายวิธี ทั้งแบบแข็งและแบบอ่อน ตั้งแต่การฟื้นฟูหรือปลูกป่าชายเลนและป่าชายหาด ไปจนถึงการสร้างเขื่อนกันคลื่น รอดักทราย (กรอยน์) ถมทราย หรือแม้กระทั่งไม่ต้องทำอะไรเลย ในกรณีที่เป็นการกัดเซาะเชิงฤดูกาล 

แต่อ.สมปรารถนาตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐดูเหมือนจะใจจดจ่ออยู่กับวิธีการแก้ไขปัญหาเดียว นั่นคือกำแพงกันคลื่น ทั้งที่เป็นวิธีที่ใช้งบประมาณอย่างสูงเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 90 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ทำให้เธอตั้งคำถามว่าการเน้นสร้างกำแพงกันคลื่นมีสาเหตุทางด้านเม็ดเงินมาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

“แล้วเวลาเค้าสร้าง เค้าไม่สร้างแค่กิโลเดียวนะ ลองคิดเล่นๆ สิ สมมติมีเงินทอน แค่ซัก 10% ก็รวยเท่าไหร่แล้ว?” สมปรารถนากล่าว “เราถึงต้องพูดตรงไปตรงมา ทำไมจึงจะต้องมีกำแพงกันคลื่น เรามองว่าไม่มีเหตุผลเลย มันตอบคำถามไม่ได้”

ทั้งนี้ ไม่มีหลักฐานใดๆ หรือการสอบสวนจากองค์กรใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามีกรณีคอรัปชั่นในโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น แต่นักกิจกรรมหลายคนยังคงมีความกังวลต่อความโปร่งใสของโครงการ เนื่องจากที่ผ่านมา โปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงในประเทศไทย มักจะพบเจอปัญหาความไม่ชอบมาพากลดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งห่างไกลจากองค์กรเฝ้าระวังการทุจริตที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 3 แถลงชี้มูลคดีทุจริตรวดเดียวถึง 12 กรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีการจัดประมูลประกวดราคาที่ไม่เป็นธรรม การจำหน่ายทรัพย์สินราชการโดยมิชอบ ปลอมแปลงเอกสารเพื่อจัดทำโครงการทิพย์ และร่ำรวยผิดปกติ 

“เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ต้องการโครงการ เค้ามีหลายกลยุทธ์เพื่อให้โครงการเกิดขึ้น โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครับ ยังมีปัญหานี้อยู่เยอะ” วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ซึ่งมีประสบการณ์เคลื่อนไหวในประเด็นสิ่งแวดล้อมมากกว่า 20 ปีกล่าว 

“กฎหมายเปิดช่องว่าต้องเป็นความต้องการของพื้นที่ เช่น องค์กรบริหารร้องขอมา มีความจำเป็น อะไรแบบนี้ แต่แท้จริงแล้วเนี่ย สิ่งที่เกิดขึ้นคือบนลงล่างครับ” วิโชคศักดิ์อธิบายจากประสบการณ์ 

พงษ์นรา รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ยืนยันว่าข้อกังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสในโครงการกำแพงกันคลื่นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เพราะกรมโยธาธิการเองก็มีระบบการตรวจสอบและกลั่นกรองภายใน เพื่อให้แน่ชัดว่าคำร้องขอกำแพงกันคลื่นจากท้องถิ่น มีความจำเป็นจริงๆและมีหลักฐานสนับสนุน

“เรามีมาตรการกลั่นกรองครับ ก่อนจะสร้าง เวลามีข้อมูลร้องขอมา เราต้องไปดูพื้นที่ก่อน ต้องมีการกัดเซาะชายฝั่งจริง ต้องมีผู้เดือดร้อนจริง เราไปดูพื้นที่เลย แบบนั้นมันหลอกกันไมไ่ด้หรอก” รองอธิบดีกล่าว “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีตั้งเยอะ มันจะงุบงิบได้ยังไง คนเกี่ยวข้องมีเป็นร้อย งุบงิบกันไม่ได้หรอกครับ”

นอกจากนี้ รองฯ พงษ์นรายังตอบโต้ประเด็นที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่ากรมโยธาธิการอาจจะมีแรงจูงใจทางการเงินในการสร้างกำแพงกันคลื่นด้วย โดยชี้แจงว่าการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นคิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของงบประมาณทั้งหมดของกรม จึงถือว่าไม่ได้เป็นงบก้อนใหญ่โตผิดปกติอย่างที่เข้าใจกัน 

อย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งยังแสดงความกังวลด้วยว่าการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นอาจจะใช้วัสดุต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งที่มีงบประมาณค่อนข้างสูง โดยยกตัวอย่างกรณีกำแพงกันคลื่นที่หาดทรายแก้ว จังหวัดสงขลา ซึ่งในขณะนี้บางส่วนได้พังทลายลงแล้วจากคลื่นน้ำทะเลที่กระโจนข้ามกำแพงเข้ามา หลังก่อสร้างเสร็จได้ไม่กี่ปีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ตะไคร้น้ำจำนวนมากได้ปรากฏขึ้นตามขั้นบันไดคอนกรีตของกำแพงกันคลื่นในพื้นที่ชะอำใต้ และปากน้ำปราณ ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมในการทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง และยังเป็นเหตุอันตรายต่อนักท่องเที่ยวด้วย เช่น เมื่อเดือนมีนาคม 2566 มีรายงานข่าวว่าเกิดเหตุนักท่องเที่ยวอายุประมาณ 50 ปีคนหนึ่ง ลื่นล้มบนกำแพงกันคลื่นที่ชะอำใต้ จนบาดเจ็บสาหัส

รองอธิบดีกรมโยธาธิการกล่าวถึงข้อสังเกตเหล่านี้ว่า กรมโยธาธิการมีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเท่านั้น แต่การบำรุงดูแลรักษาเพื่อให้กำแพงกันคลื่นอยู่ในสภาพดี เป็นหน้าที่และภารกิจของหน่วยงานท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ที่ได้ร้องขอโครงการ 

สำหรับเสียงวิจารณ์ต่อกำแพงกันคลื่นที่ชะอำนั้น พงษ์นรากล่าวว่ากำแพงกันคลื่นของกรมโยธาฯถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีกว่าการทิ้งหินของหน่วยงานท้องถิ่น 

“เราไม่ใช่หน่วยงานที่ไปสร้างปัญหาหนิครับ บางที่เราก็ไม่รู้ใครไปทำไรไว้” รองอธิบดีกล่าว “ต้องให้ความเป็นธรรมกับโยธาครับ เราเข้าไปทำให้ดีกว่าเดิม เข้าไปแก้ปัญหาด้วยซ้ำ แต่เราโดนด่าอย่างเดียว” 

  

จุดเปลี่ยน

จรรยพรหรือ “แก้ว” ชาวบ้านชุมชนหาดม่วงงาม จังหวัดสงขลา ยังจำวันที่เธอและเพื่อนบ้านเห็นกองวัสดุก่อสร้างและรถแบคโฮเกลื่อนชายหาดม่วงงามเมื่อต้นปี 2563 ซึ่งแก้วระบุว่าเธอเพิ่งทราบในวันนั้นเองว่า ทางการจะมาเริ่มก่อสร้างกำแพงกันคลื่นที่หาดม่วงงาม โดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับรู้หรือแสดงความคิดเห็นต่อโครงการมาก่อนเลย

“ขนาดตอนนี้พูดแล้วน้ำตาจะไหลเลยค่ะ” แก้วกล่าว พร้อมปาดน้ำตาพลางหัวเราะไปด้วย “ถ้าได้เห็นภาพชายหาดตอนนั้นนะ โดนรถแบคโฮขุด เสาเข็มตอกลงไป เราได้ยินเสียงเค้าตอกบนชายหาดของเรา บีบหัวใจมาก”

จากชุมชนที่เคยอยู่กันอย่างเงียบๆ ณ หาดม่วงงาม ได้รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพื่อคัดค้านโครงการกำแพงกันคลื่นทันที ด้วยการใช้วิธีที่หลากหลาย เช่น ล้อมปั้นจั่นและรถแบคโฮให้ดำเนินการก่อสร้างไม่ได้ เดินขบวนไปยื่นหนังสือที่ศาลากลางจังหวัด และนอนค้างแรมกันที่ศาลากลางเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไม่ยอมฟังเสียงคัดค้าน

“ตอนนั้นเราโดนคนจากภาครัฐขู่ด้วย มีมาขอเคลียร์ด้วย เค้าอยากให้เราเลิกประท้วง” บุญญาพร ฉายพรหมแก้ว หรือ “บุ๋ม” แกนนำการเคลื่อนไหวในขณะนั้นอีกคนหนึ่ง กล่าวให้สัมภาษณ์ “เค้ามาถามเราตรงๆ เลย จะเอาเท่าไหร่ นึกว่าเราจะเอาเงิน เค้านึกว่าเราไปรับเงินใครมาเคลื่อนไหวอีกที” 

การรณรงค์คัดค้านของชาวบ้านม่วงงาม ยกระดับกลายเป็นการไล่จับระหว่างคนกับรัฐอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่นเมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคง ระดมพลที่หาดม่วงงามเพื่อคอยจับกุมแกนนำที่จะเดินขบวนประท้วงในวันนั้น ทำให้กลุ่มชาวบ้านต้องเปลี่ยนแผน ลงเรือไปชูป้ายคัดค้านกำแพงกันคลื่นจากในทะเลแทน 

“ม่วงงามไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เลยค่ะ” บุ๋มกล่าว “เราก็กลัวโดนจับนะ เพราะไม่มีเงินประกันตัว ถ้าโดนจับก็ติดคุกแน่ แต่ก็เราสู้ทุกทาง ชาวบ้านมาช่วยกัน”

เมื่อทางภาครัฐดูท่าจะไม่ยอมยุติโครงการ ชาวบ้านม่วงงามจึงเลือกใช้วิธีสุดท้าย นั่นคือฟ้องศาลปกครองขอให้ระงับการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น จนต่อมาศาลก็ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามที่ชาวบ้านร้องขอ ถึงแม้ว่าในขณะนี้ คดียังไม่สิ้นสุด และเสาเข็มของกำแพงกันคลื่นที่ตอกลงไปในผืนทรายก็ยังฝังอยู่ในหาดม่วงงามจนถึงวันนี้ โดยที่ชาวบ้านไม่สามารถถอนออกได้ แต่แกนนำอย่างแก้วและบุ๋มก็ถือว่าเป็น “ชัยชนะ” ที่สำคัญของชุมชน เพราะสามารถรักษาหาดม่วงงามไว้ได้ตามที่ตั้งใจ

“เราสู้เต็มที่เลย เพราะเรารักบ้านเกิดของเรา เราไม่อยากให้คนรุ่นหลังเห็นแต่คอนกรีตกันคลื่น เราอยากรักษาชายหาดให้เค้าเห็น ชายหาดควรเป็นโรงเรียนให้คนไปศึกษา คนจะได้รักธรรมชาติ” บุ๋มให้สัมภาษณ์ HaRDstories

เรื่องราวการต่อสู้ของชุมชนม่วงงามยังเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของการเคลื่อนไหวคัดค้านกำแพงกันคลื่นทั่วประเทศ เนื่องจากกลายเป็นกรณีแรกที่เกิดกระแส “ไวรัล” ทางโซเชียลมีเดียผ่านแฮชแท็ก #Saveหาดม่วงงาม และสื่อมวลชนกระแสหลักเสนอข่าวอย่างแพร่หลาย ทำให้การถกเถียงเรื่องกำแพงกันคลื่นผุดขึ้นมาเป็นประเด็นหลักของประเทศในที่สุด จากที่เมื่อก่อนจำกัดอยู่เฉพาะแค่ในแต่ละพื้นที่เท่านั้น 

กระแสดังกล่าวยังส่งผลให้ชุมชนอื่นๆ ที่ภาครัฐเสนอให้สร้างกำแพงกันคลื่นเริ่มทบทวนท่าทีต่อโครงการในชุมชนของตนเช่นกัน ขณะที่กลุ่ม Beach for Life ก็ยกระดับการเคลื่อนไหวให้เป็นเชิงรุก ด้วยการ “เดินสาย” ไปยังชุมชนริมทะเลหลายแห่งเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของกำแพงกันคลื่น และช่วยเป็นกระบอกเสียงให้แก่ชุมชนที่คัดค้าน

“เมื่อก่อนเราเขียนบทความกับคอยมอนิเตอร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่หาดม่วงงามเมื่อปี 2563 ทำให้เราไป ลุยโดยตรงเลย” น้ำนิ่งกล่าว “แล้วเราก็ไปเจอว่า หลายๆ ที่เค้าก็ไม่ได้ต้องการให้มีกำแพงกันคลื่น แต่เค้าไม่รู้ว่าจะคัดค้านยังไง ชุมชนโดนกดดันบ้าง โดนขู่บ้าง เราเลยเดินสายไปช่วยชาวบ้านหลายๆ หาด” 

หลังจากการรณรงค์สร้างกระแสตื่นตัวโดย Beach for Life และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในที่สุดเมื่อปี 2566 รัฐบาลได้นำเอามาตรการ EIA มาใช้กับโครงการกำแพงกันคลื่นอีกครั้ง ความคืบหน้านี้ได้สร้างความยินดีให้แก่วงการนักเคลื่อนไหว แต่รองอธิบดีพงษ์นราแสดงความกังวลว่าต่อไปนี้หน่วยงานรัฐจะไม่สามารถช่วยเหลือชุมชนที่ประสบกับปัญหากัดเซาะชายฝั่งได้ทันเวลา

“EIA เป็นเรื่องดีครับ แต่ความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะโดนแช่แข็งไว้ด้วย เราเข้าไปแก้ไขให้ไม่ได้” เขาระบุ “ EIA กลับมาแล้ว เราก็ต้องชะลอโครงการไว้ แต่ชาวบ้านที่เค้าเดือดร้อนล่ะ จะล่าช้าเกินไปมั้ย … การกัดเซาะชายฝั่งมันเป็นพลวัตร อาจจะกลับมาหรือไม่กลับมาก็ได้ แต่ถ้ากัดเซาะอีกที ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้แล้วนะ”

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มประชาชนที่คัดค้านกำแพงกันคลื่น EIA กลับเข้ามาสายเกินไป เพราะกำแพงกันคลื่นได้สร้างเสร็จไปแล้ว และชุมชนพวกเขาต้องอยู่กับกำแพงกันคลื่นต่อไป

“การที่ EIA กลับมา ช่วยได้เยอะ แต่มาช่วยพี่ไม่ทันครับ” นี่คือถ้อยคำของพิษณุพงษ์ ผู้ที่ริเริ่มแคมเปญปกป้อง “หาดผืนสุดท้าย” ที่หาดปากน้ำปราณ 

 

ยอดภูเขาน้ำแข็ง

ดังที่อ.สมปรารถนาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนต้นว่า การที่มี EIA ก็ไม่ได้แปลว่าจะป้องกันกำแพงกันคลื่นหรือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแข็งอื่นๆ ได้ 100% 

อาจารย์ท่านนี้อธิบายว่า มีความเป็นไปได้เสมอที่จะมีการพยายามร้องขอหรือสร้างกำแพงกันคลื่นที่ไม่จำเป็น หรือไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้เป็นข่าวหรือความตื่นตัวของประชาชนค่อนข้างน้อย ดังนั้น ทางออกที่สำคัญพอๆ กับ EIA คือการปฏิรูประบบราชการที่รวมศูนย์อย่างเข้มงวด ซึ่งมักจะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างแข็งและถาวร กับปัญหาที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างทะเล โดยที่ไม่ค่อยได้ฟังเสียงจากประชาชนในพื้นที่หรือผู้เชี่ยวชาญอิสระ 

“ทรัพยากรน้ำมีทั้งคนได้และคนเสีย แต่รัฐมีอำนาจเต็มในการจัดการ” สมปรารถนากล่าว “ทั้งที่ตามหลักการ พื้นที่อย่างทะเลและชายหาดเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’ สาธารณะควรจะออกเสียงได้บ้าง แต่คนเคาะคือรัฐ เป็นทรัพยากรที่ตีมูลค่าไม่ได้ ความขัดแย้งเลยสูง” 

สมปรารถนาและน้ำนิ่งแนะนำว่า รัฐควรให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจการตัดสินใจและมีทรัพยากรเพียงพอในการแก้ปัญหาได้เอง ชุมชนจะได้สามารถปกป้องชายฝั่งของตนด้วยวิธีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ โดยที่ไม่ต้องคอยพึ่งพาหรือ “ร้องขอ” การแก้ไขปัญหาจากภาครัฐที่รวมศูนย์เพียงอย่างเดียว

สำหรับน้ำนิ่ง เขามองว่าประเด็นกำแพงกันคลื่นนี้เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของปัญหาความไม่เข้าใจเกี่ยวกับการรักษาทรัพยากรชายฝั่งทะเลและการกัดเซาะที่สะสมกันมาหลายสิบปี 

“มันเป็นมายาคติ เป็นความเข้าใจผิดของสังคมครับ ไม่ใช่แค่รัฐอย่างเดียว” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Beach for Life อธิบาย “เวลาเกิดการกัดเซาะ เราคิดตลอดว่าต้องรีบสร้างกำแพงกันคลื่น เราเรียนมาแบบนี้ เราถูกปลูกฝั่งผิดๆ แบบนี้มาตลอด สื่อมวลชนเองก็มีส่วนในการตอกย้ำความเข้าใจผิดด้วย เวลาเกิดมรสุมหรือกัดเซาะแรงๆ สื่อจะชอบนำเสนอความเสียหายอย่างเดียว ภาพดูน่ากลัว แต่ไม่ได้ตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือไม่” 

ในปัจจุบัน Beach for Life ยังคงเดินสายไปยังหลายชุมชนตามชายฝั่งทะเล เพื่อจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติในท้องถิ่น และวิธีการเก็บข้อมูลการกัดเซาะชายฝั่งในแต่ละปี ชุมชนจะได้มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าการกัดเซาะแต่ละครั้งเป็นผลมาจากธรรมชาติและได้ฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติหรือไม่ น้ำนิ่งอธิบายว่าเมื่อชุมชนมีข้อมูลเช่นนี้ ภาครัฐจะไม่สามารถเอาการกัดเซาะตามฤดูกาลมาโน้มน้าวให้ชุมชนตื่นกลัว และโน้มน้าวให้เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกันคลื่นในพื้นที่ 

ด้านรองอธิบดีพงษ์นรายืนยันว่าหน่วยงานของตนทำถูกต้องแล้วที่ได้สร้างกำแพงกันคลื่นในพื้นที่ที่มีปัญหาการกัดเซาะ  

“คอนกรีตเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง ถ้าใช้เติมทรายหรือปลูกป่า มันไม่ได้แก้ไขอย่างถาวร เป็นการแก้ไขแบบอ่อน ซึ่งทำไม่ได้ทุกที่นะครับ” พงษ์นรากล่าว “การปลูกป่าก็ทำได้เฉพาะแค่บางที่ และเติมทรายไม่ได้คุ้มค่าทุกที่ ถ้างบประมาณของประเทศต้องเอามาเติมทรายในที่ที่ไม่มีใครไป มันคุ้มค่ามั้ยล่ะครับ?” 

นอกจากนี้ กลุ่มที่คัดค้านกำแพงกันคลื่นยังตั้งคำถามด้วยว่า สิ่งปลูกสร้าง “ถาวร” อย่างกำแพงกันคลื่นจะสามารถอยู่ร่วมกับผลกระทบจากวิกฤติสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง (climate change) ในระยะยาวได้หรือไม่ ซึ่งถึงแม้รองอธิบดีพงษ์นราได้ระบุว่า กำแพงกันคลื่นของกรมโยธาธิการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผลกระทบจาก climate change ไว้แล้ว แต่สมปรารถนากล่าวว่าตนกลับไม่ค่อยมั่นใจ

“เจ้าหน้าที่เค้าชอบบอกเราว่า ผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงมันน้อย ก็คงจริง แต่มันจะมาหนักในรุ่นลูกพวกเราน่ะสิ” อาจารย์สมปรารถนากล่าว “Climate change เป็นเรื่องที่คาดเดายาก ไม่มีใครรู้หรอกว่า สิ่งที่เราทำวันนี้ จะยังเวิร์กในอีก 50 ปีข้างหน้าหรือไม่ คุณรู้ได้ไงว่าอีก 50 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง เราถึงไม่ควรใช้อะไรที่เป็นการแก้ไขปัญหาแบบถาวรอย่างเดียว”

สมปรารถนายอมรับว่า การแก้ปัญหาเชิงอ่อนอย่างการเติมทรายต้องใช้งบประมาณสูง และอาจจะเป็นวิธีที่ภาครัฐมองว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แต่เธอกล่าวว่าภาครัฐควรจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้อย่างคุณค่าทางจิตใจด้วยเช่นกัน

“หาดบางที่อาจจะไม่ได้มีนักท่องเที่ยว แต่ถ้าชุมชนใช้หาดได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น คนมีความสุข ก็น่าจะคุ้มก็ได้ ต้องมาประเมินกัน” สมปรารถนากล่าว “ประโยชน์พวกนี้ตีเป็นเม็ดเงินไม่ได้”  

ธีรนัย จารุวัสตร์ เป็นนักเขียนบทความและบรรณาธิการฟรีแลนซ์ให้กับ HaRDstories  ประเด็นที่เขาสนใจเป็นพิเศษได้แก่การเมือง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิมนุษยชน

ลูค ดุกเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ

More Features

จาก ‘กำแพงใจ’ สู่ ‘ปิดเหมือง-ฟื้นฟู’ เมื่อชัยชนะของชาวบ้าน มาพร้อมการต่อสู้บทใหม่