มลพิษอากาศกำลังคร่าชีวิตคนไทย กฎหมายสิ่งแวดล้อมตัวใหม่จะช่วยชีวิตเราได้ไหม
พ.ร.บ.อากาศสะอาดคือร่างกฎหมายที่มีเป้าประสงค์เพื่อบังคับให้ฝ่ายผู้ก่อมลพิษ (ผู้ปล่อยรายใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานไฟฟ้า) ต้องลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศในประเทศไทย ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/Greenpeace/Redux
- โดย รีเบ็คกา แอล. รูท
- Published
- 6 min read
อากาศในประเทศไทยมีฝุ่น PM2.5 สูงเกินกว่าระดับปลอดภัย ก่อให้เกิดอาการชัก โรคปอดและมะเร็ง กฎมายสิ่งแวดล้อมตัวใหม่อาจบังคับให้กลุ่มผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบได้ แต่กลุ่มทุนกำลังสู้เต็มที่เพื่อดันให้ร่างกฎหมายนี้ถูกปัดตก
ในโพสต์เฟสบุ๊กเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผู้ใช้งาน วิศรุต อุ่นอารมณ์ (Witsarut Aunarom) ดิจิทัลครีเอเตอร์ผู้พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เล่าว่า แม่ของเขาตรวจพบมะเร็งปอดระยะที่สี่ ตามที่เขาเขียนไว้ แม่ของเขาผู้มีอายุ 82 ปีนี้ไม่เคยสูบบุหรี่หรือรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เธออาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตลอด และอากาศที่นี่ก็มีอนุภาคมลพิษ PM2.5 ในปริมาณสูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยมาก ฝุ่น PM2.5 ซึ่งแทรกซึมเข้าไปตกค้างอยู่ในปอดได้นั้น สามารถก่อให้เกิดอาการชัก โรคปอดและโรคมะเร็งได้ วิศรุตเชื่อว่าสารมลพิษนี้เองคือสาเหตุทำให้แม่เขาต้องป่วย
“ไม่ว่าคุณจะป้องกันตัวเองแค่ไหน คุณก็ยังต้องหายใจอยู่ดี สารก่อมะเร็งประเภทเดียวที่แม่ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ PM2.5” วิศรุตเขียนไว้
เขาไม่ใช่คนเดียวที่มองว่าอากาศปนเปื้อนมลพิษในประเทศไทยคือต้นตอของปัญหาสุขภาพ ทั่วทั้งประเทศนี้ ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังต้องเผชิญกับโรคปอด อาการชักและโรคมะเร็ง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างก็มองว่าเกี่ยวโยงกับคุณภาพอากาศ ในปี 2566 มีการสำรวจไว้ว่า คนไทยกว่า สิบล้านคนได้เข้ารับการรักษาทางการแพทย์เนื่องมาจากความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ และในกรุงเทพฯ เองนั้นก็มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งคาดการณ์ไว้ว่า พลเมืองจะมีอายุขัยสั้นลงโดยเฉลี่ยสองปี เนื่องมาจากการเผชิญกับสารมลพิษ ต้นเหตุของระดับมลพิษนี้ก็คือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันไอเสียรถยนต์และการเผาพืชผลทางเกษตรกรรม
เมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสียชีวิตและความเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นนี้ คนไทยจำนวนมากจึงรวมตัวกันเพื่อรณรงค์และกดดันให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาดังกล่าว ผลสำเร็จของความพยายามเหล่านี้ก็คือพ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งหากผ่านด่านรัฐสภาจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า
พ.ร.บ. อากาศสะอาดคืออะไร
พ.ร.บ. อากาศสะอาดคือร่างกฎหมายที่มีเป้าประสงค์เพื่อบังคับให้ฝ่ายผู้ก่อมลพิษ (ผู้ปล่อยรายใหญ่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานไฟฟ้า) ต้องลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศในประเทศไทย หากร่างกฎหมายนี้ได้รับการบัญญัติ จะนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศนี้มีกฎหมายเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ
“ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศ และไม่ใช่แค่กำกับควบคุมต้นทางมลพิษแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ในทุกๆ แห่ง รวมถึงพยายามจัดวางกลไกพื้นฐานพร้อมกับ… ก่อตั้งองค์กรใหม่ซึ่งจะมีบทบาทในการควบคุมคุณภาพอากาศ” ณัฐพัชร ทวีวรรณบูลย์ หนึ่งในคณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบร่างกฎหมายดังกล่าวและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ได้อธิบายไว้
ร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งออกแบบมาโดยอิงกับร่างกฎหมายที่คล้ายคลึงกันในสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ได้รับการเสนอเข้าสู่รัฐสภาเมื่อปี 2564 แต่ในเวลานั้นมีร่างพระราชบัญญัติทั้งหมดเจ็ดฉบับ นำเสนอโดยกลุ่มที่แตกต่างกัน (ห้าฉบับจากพรรคการเมือง หนึ่งฉบับจากภาคประชาสังคม และอีกหนึ่งฉบับจากคณะรัฐมนตรี) ซึ่งต่างก็มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันและเห็นไม่ตรงกันว่ารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัตินี้ควรมีขอบเขตครอบคลุมเรื่องใดบ้าง
ตัวอย่างเช่น กลุ่มเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Clean Air Network หรือ Thai CAN) อันประกอบไปด้วยประชาชนตื่นตัวผู้ต้องการยืนยันในสิทธิที่จะเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ ได้ร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งจะมีผลบังคับให้บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องเสียค่าปรับ รวมถึงสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจเหล่านี้ประกอบกิจการในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย ส่วนร่างพระราชบัญญัติฉบับของพรรคประชาชนอาจครอบคลุมถึงการประกาศให้สินค้าเกษตรกรรมที่อาศัยการเผาไหม้พืชผลทางเกษตรเป็นสินค้าผิดกฎหมาย ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับของคณะรัฐมนตรีเสนอให้สั่งห้ามการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานอันก่อให้เกิดมลพิษ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
•
- โดย เคน จี เวเบอร์
•
- โดย Rebecca. L. Root
เพื่อที่จะผนวกรวมร่างพระบัญญัติที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้ให้อยู่ในร่างฉบับเดียว สภาผู้แทนราษฎรได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเมื่อปี 2566 อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด” ด้วยสมาชิกทั้งหมด 39 คน อันประกอบไปด้วยนักการเมือง ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม ทนายความ นักกิจกรรม นักเศรษฐศาสตร์และแพทย์ คณะกรรมการดังกล่าวร่วมประชุมกันหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ หรือบางทีก็สองครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อทำงานร่วมกัน ถกเถียง และสรุปรายละเอียดปลีกย่อยของร่างพระราชบัญญัตินี้
เนื่องจากคณะรัฐบาลปัจจุบันมีกำหนดการที่จะยุติวาระภายในเวลาสี่เดือนนี้ กลุ่มผู้เคลื่อนไหวผลักดันพระราชบัญญัตินี้จึงคาดหวังว่า คณะกรรมการนี้จะสรุปร่างพระราชบัญญัติเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถัดจากนี้
พ.ร.บ. นี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน
แนวคิดเบื้องหลังพระราชบัญญัตินี้ที่สุดแล้วก็คือการช่วยชีวิตผู้คนนั่นเอง ในการออกกฎหมายให้มีการลงโทษ นั่นหมายความว่า บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ย่อมต้องลดการปล่อยมลพิษลงบ้าง ซึ่งจะช่วยลดระดับฝุ่น PM2.5 ในชั้นบรรยากาศ ทั้งหมดนี้จะลดปริมาณฝุ่นที่ผู้คนต้องเผชิญและปกป้องพวกเขาจากความเจ็บป่วยที่มาพร้อมกับมลพิษทางอากาศ
รศ. ดร. วิษณุ อรรถวานิช นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายอากาศสะอาดและหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ วิศณุกล่าวไว้ว่า นอกเหนือจากการช่วยชีวิตผู้คนแล้ว พระราชบัญญัตินี้จะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วย ในปี 2567 ทางสาธารณสุขต้องอาศัยงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทในการรับมือกับความเจ็บป่วยจากมลพิษเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการที่พนักงานไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องด้วยเงื่อนไขทางสุขภาพที่ย่ำแย่เช่นนี้ด้วย
วิษณุกล่าวว่า หากปราศจากนโยบายเชิงรุกในการรับมือกับปัญหามลพิษดังกล่าว ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น โดยเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรเด็กราว 13.4 ล้านคน
“หากอากาศบ้านเราเต็มไปด้วยมลพิษ…เด็กๆ ก็จะล้มป่วย และเมื่อพวกเขาโตขึ้น ก็จะมีศักยภาพในการทำงานต่ำลง และเราก็จะมีทรัพยากรทุนมนุษย์น้อยลงด้วย”
แล้วกระแสต่อต้านเป็นอย่างไร
แม้ว่าผลดีจากพระราชบัญญัตินี้จะเห็นกันได้ชัดเจนแล้ว แต่ปัญหามลพิษทางอากาศก็ยังคงนับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กลุ่มผลักดันพระราชบัญญัติเองก็ต้องใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด พวกเขาบรรยายไว้ว่า ในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น บางครั้งก็มีการโต้แย้งส่วนสำคัญในพระราชบัญญัติอย่างดุเดือดร้ายแรง คณะกรรมาธิการต้องแสวงหาความเข้าใจร่วมกันว่าด้วยอากาศสะอาด แจกแจงเค้าโครงบทบาทหน้าที่ของปัจเจกบุคคลและบริษัทต่างๆ ในการลดปริมาณมลพิษ และเสนอแนะแนวทางที่องค์กรควบคุมมลพิษจะสามารถเฝ้าระวังและระบุระดับปริมาณ PM2.5 ได้ดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะผ่านการตั้งเกณฑ์ค่าปรับ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจวัดมลพิษทางอากาศ หรือมอบความรับผิดชอบให้กับกลุ่มองค์กรท้องถิ่น
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ถกเถียงกัน คือ “กลไกทางการเงิน” เพื่อกระตุ้นให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ขึ้น กลุ่มเครือข่ายอากาศสะอาดได้เสนอให้ใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย” ซึ่งหมายความว่าผู้ก่อมลพิษรายใหญ่จะต้องจ่ายค่าเสียหายสำหรับการก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 พวกเขาเชื่อว่าเงินจากส่วนนี้จะสามารถนำไปใช้เป็นกองทุนอากาศสะอาดและสุขภาพได้ ซึ่งจะช่วยมอบการเยียวยาบรรเทาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอากาศปนเปื้อนมลพิษได้
ณัฐพัชร สมาชิกคณะอนุกรรมการอธิบายว่า เงินดังกล่าวอาจนำไปใช้รณรงค์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนเพื่อลดการปล่อยมลพิษได้ด้วย โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรอาจต้องปรับเปลี่ยนพันธุ์พืชที่พวกเขาปลูก เพื่อเลี่ยงความจำเป็นเผาไร่
ณัฐพัชร ผู้เคยทำงานให้กับบริษัทเทสลากล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการเรียกเก็บค่าปรับอาจส่งผลเสียต่อแวดวงธุรกิจได้ และไม่ใช่แค่ผลเสียต่อผู้ที่ทำงานอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้นด้วย “ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะเห็นคนขายอาหารรถเข็นที่บางครั้งก็ปล่อยควันออกมาบนท้องถนน พวกเขาก็อาจจะต้องเสียค่าปรับด้วย” เธอกล่าว
Stay Informed!
Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.
ในความพยายามหลีกเลี่ยงต้นทุนที่ไม่จำเป็น ที่ผ่านมา ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมต่างก็พยายามล็อบบี้สมาชิกคณะกรรมาธิการคนอื่นๆ ให้ตัดเงื่อนไขนี้ออกจากร่างพระราชบัญญัติ แต่ทางฝั่งกลุ่มผู้ผลักดันพระราชบัญญัติก็ยืนยันว่าเงื่อนไขนี้จะขาดไปไม่ได้ หากปราศจากสิ่งที่วิษณุเรียกว่า “อาวุธ” นี้แล้วละก็ “พ.ร.บ. อากาศสะอาดก็จะใช้งานไม่ได้จริงและ [บริษัทเหล่านี้] ก็จะยังสร้างมลพิษได้ต่อไป”
วิศรุต ดิจิทัลครีเอเตอร์เองก็เห็นด้วย “ลำพังแค่กฎหมายบนกระดาษไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้หรอก” พร้อมกับอธิบายว่ากองทุนคือกุญแจสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายใดๆ ก็ตาม “ในฐานะลูกคนหนึ่งที่กำลังดูแลแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด ผมอยากจะขอความช่วยเหลือจากทุกคน… ช่วยกันตรวจสอบว่าตัวแทนส.ส. ที่คุณเลือกตั้งมาได้เข้าสภาไปทำหน้าที่ของพวกเขาหรือเปล่า และในรัฐสภาเอง ส.ส. พวกนี้รับใช้ผลประโยชน์ของนายทุนหรือเปล่า หรือว่าพวกเขาเห็นความจำเป็นของกองทุนสักอย่างที่จะช่วยแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศนี้ได้บ้าง”
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้เก็บเงื่อนไขกองทุนนี้เอาไว้ โดยมีผู้ออกเสียงเห็นด้วย 224 จาก 258 เสียงให้เก็บเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในร่างพระราชบัญญัติ
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
21 ตุลาคม สภาผู้แทนราษฎรลงมติท่วมท้นผ่านร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด วาระ 3 ถัดจากนี้ จะยื่นเสนอต่อทางวุฒิสภา ซึ่งจะมีเวลา 60 วันในการลงมติรับร่างพระราชบัญญัติผ่านการโหวต
หากพวกเขารับร่างพระราชบัญญัตินี้ ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการทูลเกล้าร่างพระราชบัญญัติถวายแก่พระมหากษัตริย์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใน 120 วันหลังจากนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวก็จะมีผลบังคับใช้ทันที
อย่างไรก็ดี ยังมีความเป็นไปได้ว่าทางวุฒิสภาจะขอให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้กระบวนการทั้งหมดล่าช้ายิ่งขึ้นและมีแนวโน้มสูงที่ร่างพระราชบัญญัตินี้จะไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้วาระของรัฐบาลปัจจุบัน
“หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแทนที่ [และร่างนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติ] ก็จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนที่พ.ร.บ. อากาศสะอาดจะถูกนำมาใช้จริง” วิษณุกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เขาและผู้ผลักดันพระราชบัญญัติคนอื่นๆ กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนพระราชบัญญัตินี้ด้วยความรู้ทางวิชาการ ประกอบกับการกระตุ้นให้สาธารณชนเล็งเห็นถึงความสำคัญของพระราชบัญญัตินี้ เพื่อที่พวกเขาจะตื่นตัวมากขึ้นในการช่วยกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับการอนุมัติเสียที
“ต้องป่าวประกาศให้รัฐบาลรู้ ให้พวกก่อมลพิษรู้ว่า นี่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองชาวไทย” เขาเรียกร้องต่อสาธารณชน “อย่าเงียบเฉย ใช้สิทธิของคุณเพื่อที่คุณจะได้มีสุขภาพที่ดี ลงมือทำสิ่งนี้เพื่อประเทศเราเถอะ”
รีเบคก้า แอล รูท เป็นนักข่าวมัลติมีเดียเธออาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่รายงานข่าวทั่วโลก รีเบคก้าทำงานในประเด็นการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน สุขภาวะโลก การพัฒนาและสภาพภูมิอากาศ และประเด็นอื่นๆ
More Features
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
- โดย HaRDstories and Delta News Agency


