- PROFILE
อดีตแม่ค้าไอศกรีม ผู้หันมาสู้วิกฤตขยะอุตสาหกรรมไทย
ดาวัลย์ จันทรหัสดี ต่อสู้กับมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมในไทยมานานกว่า 25 ปี วันนี้ ภัยคุกคามใหม่มาในรูปแบบโรงงานรีไซเคิลเถื่อน เปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นแหล่งทิ้งขยะพิษใหม่ของโลก
ดาวัลย์ จันทรหัสดี ยืนอยู่ภายโรงงานวินโพรเสส หลังจากเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 2567 ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories
ดาวัลย์ จันทรหัสดี ก้าวขาอย่างระมัดระวังท่ามกลางพื้นดินสีส้มเคลือบเคมี ถังเหล็กไหม้เกรียมกระจัดกระจายทั่วรัศมีที่สายตาจะมองเห็นได้ ซากโรงงานรีไซเคิลเป็นหลักฐานว่าที่แห่งนี้เพิ่งระเบิดไปหมาดๆ หลังคารุ่งริ่ง และกำแพงสีถ่านยังคงแจ่มชัด ไม่ต่างอะไรจากกลิ่นเคมีที่ลอยอบอวลคละคลุ้งในอากาศ
“ไม่สามารถระบุได้” ดาวัลย์พูดพลางชี้นิ้วไปที่ของเหลวสีพิลึกยากจะระบุประเภทที่ไหลปะปนสู่พื้นดิน แม้สำหรับนักปกป้องสิ่งแวดล้อมวัย 67 ปี ภัยพิบัติทางอุตสาหกรรมจะเป็นสิ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่เหตุการณ์แต่ละครั้งไม่ได้สร้างความกังวลใจให้ดาวัลย์น้อยลงเลย สำหรับชาวบ้านหนองพะวา ผืนดินอาบยาพิษแห่งนี้ คือหายนะที่พวกเขาส่งเสียงเตือนมานานนับปี
แม้โครงการของโรงงานวินโพรเสสจะยุติการดำเนินไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 จากการตรวจสอบหลายต่อหลายครั้งของรัฐและความกดดันจากคนในพื้นที่ สารเคมีมากมายยังถูกทิ้งไว้ในที่ที่เคยเป็นแหล่งปฏิบัติการของโรงงานแห่งนี้ ส่งผลให้เกิดหายนะที่ใหญ่เกินกว่าผู้ใดจะคาดคิดในปี พ.ศ. 2567 ดาวัลย์ไม่อาจนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสมือนตอนที่เธอเองต้องถอนตัวจากการเป็นแม่ค้าเข้าสู่สังเวียนการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนของตน
“ความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ได้ถูกนําไปเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการพิจารณา น้ําหนักของความยุติธรรมมันถูกเบี่ยงเบนไปเป็นที่ทุน” ดาวัลย์กล่าว “การที่เราทํางานตรงเนี้ย มันคือการเสริมศักยภาพให้เขาสามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้มากขึ้น ให้มันเกิดความสมดุลของการรับฟังชาวบ้านด้วย”
จากไอศกรีมสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสังคม
ราวสามสิบปีก่อน ร้านไอศกรีม แห่งแรกของคลองด่านเคยเป็นฐานทัพที่ดาวัลย์เสิร์ฟไอศกรีม ให้กับคนท้องที่ แต่เธอฝันถึงสิ่งที่ใหญ่ขึ้นกว่านั้น “อยากไปทำงานเป็นนักพัฒนาชุมชน ที่จะไปต่างจังหวัด เมื่อก่อนมันจะมีหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้” เธอนึก แต่สถานการณ์ชีวิตพาเธอไปสู่เส้นทางอื่น และเธอกลับมายังบ้านเกิดของเธอ เมืองริมทะเลอันสงบเงียบที่ตำบลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ
แต่เพียงชั่วข้ามคืน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อบ่อบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาในพื้นที่ อุตสาหกรรมหอยแมลงภู่และอาหารทะเล ชาวคลองด่านต้องแบกรับความยากลำบากจากดีลร้อยล้านที่รัฐได้อนุมัติไปอย่างไม่บอกไม่กล่าว
ความกังวลของชาวบ้านก่อตัว เมื่อพวกเขาตระหนักถึงทุกข์แสนสาหัสที่บ่อบำบัดนี้จะยัดเยียดให้ชุมชน ทันที่แม่ของดาวัลย์เสนอความคิดไปประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล อดีตบัณฑิตคณะรัฐศาสตร์อย่างดาวัลย์ในที่สุดก็มองเห็นโอกาส
“รถจอดเต็มไปหมดเลย คนไปกันเป็นพัน ที่กรุงเทพเขาตกใจมาก คือไม่ได้คิดว่าคลองด่านจะออกมาขับเคลื่อนแบบนี้” ดาวัลย์เล่า จากจุดเริ่มต้นเพียงแค่ผู้ชุมนุมห้าคันรถทัวร์ กลายเป็นพลังของชาวบ้านนับพันที่เดินทางนำเสียงเข้าสู่เมืองกรุง แต่น่าเสียดาย โชคไม่เข้าข้างให้เสียงของพวกเขาเข้าถึงรัฐบ้างเลย
ด้วยสัญชาตญาณที่ไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ ดาวัลย์คว้านวม ก้าวสู่สังเวียนอีกครั้งด้วยปณิธานที่แกร่งขึ้นกว่าเก่า ระหว่างวัน เธอใช้เวลาทำงานในร้านไอศกรีมที่เปรียบเสมือนฐานทัพ เธอใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการศึกษาเรื่องราวต่างๆ และติดต่ออาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกระแสน้ำทะเล รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเธอในตอนนั้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
•
- โดย เคน จี เวเบอร์
•
- โดย ริณ จิเรณุวัฒน์
“แกก็เห็น แกก็จับตาดูตลอด อันนี้เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของพี่ดา เขาติดตามสถานการณ์” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดาวัลย์ทำงานอยู่ในปัจจุบัน และมิตรสหายตั้งแต่แรกพบ ช่วยกันต้านบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน
ไม้เด็ดดาวัลย์
ดาวัลย์ได้รับเชิญในฐานะตัวแทนชุมชนไปออกรายการ “ลานบ้านลานเมือง” โรงยิมในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่คลองด่านแน่นขนัดไปด้วยชาวบ้านที่รายล้อมดาวัลย์และเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ ภายใต้แสงไฟสว่างจ้า เธอไม่ได้เปิดเผยแผนการของเธอให้พิธีกรก่อนหน้าเข้าสู่รายการ เพราะต้องการคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความรอคอย
สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ดาวัลย์ ผมหางม้ารวบตึงไปด้านหลัง กางเกงยีนส์คู่ใจ และเสื้อยีนส์สีซีด เป็นเอกลักษณ์ของดาวัลย์ที่ทุกคนจะเห็นเมื่อเธอปรากฏตัวลุกขึ้นสู้เพื่อความอยุติธรรมที่กำลังก้าวก่ายชุมชน ดาวัลย์พูดอย่างตรงไปตรงมา“การสร้างบ่อบำบัด ณ จุดนั้น ดิฉันจะไม่คัดค้านเลยนะคะ ถ้าอยู่ตรงจุดที่มันเสียอยู่แล้ว… แต่ตอนนี้ คุณกำลังเอาปัญหาของคุณเนี่ยไปสร้างปัญหาในจุดแห่งใหม่นะคะ ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาจุดเก่า แต่กลับไปสร้างปัญหาให้จุดใหม่”
ดาวัลย์ชี้ว่า เดิมทีคลองด่านไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกเลือกไว้สำหรับโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ที่ตั้งเดิมของโครงการอยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คลองด่านไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของแผน เจ้าหน้าที่ได้ย้ายที่ทำบ่อไปยังชุมชนของเธอห่างออกไป 20 กิโลเมตร ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกทั้งเลือกสถานที่ที่ไม่มีอุปกรณ์เพียงพอในการบำบัดโลหะหนักในน้ำเสีย
ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และระบบนิเวศทางทะเล กลับกลายเป็นเรื่องที่กรมควบคุมมลพิษเพิกเฉย ไม่ได้ทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ดาวัลย์จึงเลือกใช้ข้อมูลที่เธอเก็บรวบรวมเป็นหลักฐานต่อสู้จนถึงที่สุด
การเปิดเผยข้อมูลที่ดาวัลย์รวบรวมมาทำให้เกิดการสอบสวนและจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยดาวัลย์ได้รับแต่งตั้งให้เข้าร่วมคณะกรรมการ คดีความเอาผิดกับผู้ดำเนินโครงการต่างๆ เริ่มตามมา ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนต้องหลบหนีออกนอกประเทศ การสืบสวนข้อมูลของเธอประสบความสำเร็จ ท้ายที่สุด รัฐบาลสั่งยกเลิกโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย
ภัยคุกคามใหม่
ชัยชนะนั้นไม่ได้หอมหวานเสมอไป จริงอยู่ที่โครงการบำบัดน้ำเสียได้ถูกระงับ แต่ราคาที่ดาวัลย์ต้องจ่ายคือการจากบ้านเกิด เพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัวจากคำขู่ของผู้เสียผลประโยชน์ที่ไม่หวังดี เหตุการณ์จากคลองด่านจึงเรียกได้ว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อครั้งดาวัลย์หวนกลับมายังถิ่นเก่า วิกฤติใหม่กำลังเริ่มก่อตัว
จีนเริ่มแบนการนำเข้าขยะจากต่างประเทศตอนปี พ.ศ. 2560 ทำให้ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์รวมขยะจากทั่วโลกแทน ในช่วงเวลาเดียวกัน โรงงานขยะรีไซเคิลผุดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายชุมชน รัฐบาลเร่งส่งเสริมการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC โรงงานเหล่านี้กลายเป็นระเบิดเวลาที่ชาวบ้านไม่อาจหยุดยั้งได้
ผลจากการที่โรงงานเหล่านี้ดำเนินการอย่างไร้การตรวจสอบ ชุมชนเล็กๆ อย่างหนองพะวา กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างของโศกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อม เมื่อเคมีได้พรากชีวิตของธรรมชาติ บ่อพักน้ำเสียของโรงงานวินโพรเสสแตกในปี 2565 แล้วน้ำปนเปื้อนพิษได้ท่วมสวนยางพาราของเทียบ สมานมิตร หลังจากน้ำระเหย “ผงสีส้ม” ก็ปรากฏเป็นคราบทั่วพื้นดิน พรากความสดใสของต้นไม้จากไป
ปัญหาได้ทวีคูณขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐมีไม่เพียงพอ สุนทร แก้วสว่าง รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยว่า “เรามีโรงงานทั้งประเทศประมาณ 60,000 กว่าโรง การที่จะตรวจกันทุกโรงมันเป็นไปไม่ได้” การส่งออกขยะเพิ่มขึ้นเยอะมากในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากแรงผลักดันพัฒนาเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนในประเทศ
ความเชื่อมั่นของรัฐบาลต่อการเดินหน้าการลงทุนกลายเป็นภัยเงียบที่กำลังกัดกินชุมชน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกคาดว่า จะมีการลงทุนใหม่กว่า 4 แสนล้านบาทภายในปี 2569 ไม่เพียงแต่จะเป็นเม็ดเงินมหาศาลแล้ว แต่ผลพวงคือขยะอิเลคทรอนิกที่ยากที่จะกำจัดจะเพิ่มมากขึ้น รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเล่าว่า “อีกปัญหาหนึ่งก็คือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เช่น เครื่องไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน หรือรถอีวีจะเริ่มเป็นของเสียอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น”
กฏหมายสิ่งแวดล้อมหละหลวม
“เราก็รอ รอเขาขน” เทียบกล่าวความในใจหลังรัฐบาลออกคำสั่งปิดโรงงาน เขาคือคนแรกๆ ที่คัดค้านโรงงานรีไซเคิล แม้ว่าชาวบ้านหนองพะวาจะชนะคดีที่ฟ้องโรงงานในปี 2565 แต่ขยะอุตสาหกรรมก็ยังคงวางกองอยู่ที่โรงงานวินโพรเสส จนกระทั่งเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเดือนเมษายน 2567 ซึ่งความล่าช้านี้ทำให้ดาวัลย์นึกถึงครั้งเมื่อรัฐไม่ยกเลิกโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย
แม้ชัยชนะในศาลของชาวบ้านจะชัดแจ้ง ความหวังในการได้ค่าชดเชยร่วมล้านบาทยังเลื่อนลอย ดาวัลย์เปรยกึ่งพูดเป็นนัย คำกล่าวอ้างว่าล้มละลาย กลายเป็นข้ออ้างไม่จ่ายค่าชดเชย และความล่าช้าจากราชการ เป็นเหตุให้การดำเนินการเป็นไปอย่างอับจนนับปี
ความหละหลวมของกฏหมายสิ่งแวดล้อมในไทยยังคงเป็นสาเหตุหลักที่ดาวัลย์เชื่อว่าเป็นต้นตอของหลายปัญหา ในมุมมองของบริษัทเหล่านี้ โทษทางกฏหมายถูกเปรียบเป็นแค่ต้นทุนทางธุรกิจ และแม้แต่ทางการรัฐบาลยังเห็นว่ากฏหมายควรมีการปรับให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น
“กฎหมายโรงงานมีตั้งแต่ปี 2535 โทษเกี่ยวกับการอุตสากรรมมันเบามาก มีแค่โทษปรับ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีผู้ประกอบการที่ไม่ดี ทําให้ไม่เกรงกลัวโทษ ซึ่งเอาไปลักลอบทิ้ง แล้วถึงจะโดนปรับก็จะทําให้มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ได้ประโยชน์มาก” รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมกล่าว
กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้พัฒนาแนะแนวทางกฏหมายใหม่ที่จะเปิดกองทุนรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เรียกเงินจากผู้กระทำผิด แต่การหยิบยื่นข้อเสนอนั้นให้หมู่บ้านอย่างหนองพะวา ก็ไม่ต่างอะไรจากการนำกาวมาติดแก้วแตก ความเสียหายต่อที่ดินและแหล่งทำกินของพวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
ดาวัลย์เชื่อว่าแนวทางแก้ไขต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองมากกว่าการออกกฎหมายใหม่ด้วย “กฎหมายดีแค่ไหน แต่คนใช้กฎหมายไม่มีความกล้าหาญ มันก็ไม่มีประโยชน์”
นักสืบชาวบ้าน
สิ่งที่ทำให้ดาวัลย์โดดเด่นออกมาจากนักรณรงค์สิทธิคนอื่นๆ คือการที่เธอเก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานอย่างเป็นระบบ เปรียบได้กับการเก็บเอาจิ๊กซอว์เรื่องราวแต่ละชิ้นมาต่อเป็นภาพเหตุการณ์ที่สมบูรณ์
การอ่านรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับดาวัลย์เหมือนเกมจับผิดภาพ เธอสามารถจับสังเกตสิ่งแปลกตาได้อย่างง่ายดาย แม้ดูเหมือนทักษะที่ไม่ธรรมดาของแม่ค้าคนหนึ่ง แต่ประสบการณ์นับปีได้ทำให้เธอเชี่ยวชาญเรื่องนี้ยิ่งกว่าใคร
ใช้ใจฟัง รวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ และปลุกพลังใจให้ชุมชน เป็นกระบวนการที่ดาวัลย์ใช้เพื่อสนับสนุนและผลักดันให้คนหนองพะวาลุกขึ้นมาสู้เพื่อชุมชนของตน หลังการต่อสู้หยุดชะงักมานานถึงหนึ่งปี จากความเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่
“มองกันแล้ว ไว้ใจกัน ใช้เวลาไม่นาน” สนิท มณีศรี หนึ่งในพันธมิตรคนสำคัญของดาวัลย์ที่หนองพะวาเล่า “ถึงไม่ได้ลงพื้นที่ ก็คอยติดต่อตลอดทางโทรศัพท์” สนิทกล่าวถึงตลอดหลายปีที่รวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์คดีฟ้องโรงงานวินโพรเสสในศาล
อีกแนวทางของดาวัลย์นั้นมีแบบแผน เริ่มจากการทำความเข้าใจความกังวลของชาวบ้าน ก่อนจะเริ่มเจาะลึกลงในรายละเอียด ตามมาด้วยการค้นคว้าเก็บเกี่ยวข้อมูล ตั้งแต่ไล่อ่านเอกสาร ไปจนถึงโทรหาผู้เชี่ยวชาญและแลกเปลี่ยนข้อมูล บ้านของเธอกลายเป็นคลังข้อมูล เอกสารกองพะเนิน แฟ้มจากทุกเหตุการณ์อยู่รวมกันจนฝุ่นจับ
“ในขณะที่ลงไปทํางานในพื้นที่ ทําข้อมูลเสร็จ ต้องเอาข้อมูลลงไปให้ชาวบ้านเข้าใจ เพื่อสื่อสารด้วยตัวเองแล้วก็พยายามให้เขาเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐ” ดาวัลย์อธิบาย
ดาวัลย์เชื่อว่า แนวคิดนี้จะผลักดันให้ชุมชนยืนหยัดด้วยตนเอง ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะอ่านรายงานสิ่งแวดล้อม มองเห็นปัญหา และรายงานกับผู้เกี่ยวข้อง มีเพียงแค่เส้นบางๆ กั้นระหว่างถอดใจยอมแพ้และการชนะคดีในศาล ถึงแม้การบังคับใช้กฎหมายยังดูเข้าถึงยากก็ตาม
โอกาสในวิกฤต
ปลายปี 2567 ดาวัลย์ได้กลับไปเยี่ยมเยียนเจ้าของสวนที่หนองพะวา ณ ผืนดินเคลือบเคมี แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงมีสารพิษตกค้าง เทียบก็ยังไม่ละทิ้งความพยายามทดลองปลูกพืชนานาพันธุ์ เขายื่นมะละกอลูกมหึมาที่ดูไม่น่าจะปลูกให้รอดได้ด้วยซ้ำ หากมองย้อนไปไม่กี่ปีก่อน เป็นของขวัญให้ดาวัลย์
ดาวัลย์เองก็พยายามสร้างความหวังให้ชุมชนจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เธอรณรงค์ให้เปลี่ยนโรงบำบัดน้ำเสียถูกทิ้งร้างที่คลองด่านเป็นศูนย์วิจัยสำหรับมหาวิทยาลัยต่างๆ บ่อคอนกรีตเดิมจะเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้สัตว์น้ำ ป่าชายเลนรอบข้างเหมาะกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยการทุจริต
แต่ผลงานของเธอยังไม่ใกล้ฝั่งฝัน การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นรวดเร็วแซงหน้าการปกป้องสิ่งแวดล้อม แนวทางพัฒนานี้ดำเนินการเร็วเกินกว่าที่ชาวบ้านจะตั้งรับและเตรียมตัวได้ทัน รวมถึงไม่มีท่าทีจะช้าลงเลย
ขณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผ่านโรงงานและโรงกลั่นน้ำมันที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ดาวัลย์เล่าถึงบทสนทนากับพ่อเมื่อหลายปีก่อน “พ่อเคยพูดว่าถ้ามีถนนสายใหม่ ความเจริญรุ่งเรืองก็จะตามมา” เธอเล่า “แต่เราก็บอกพ่อไปว่า มันจะทำให้เราข้ามลำบาก”
บทสนทนาวันนี้สะท้อนสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ รวมถึงบทบาทของดาวัลย์ ความก้าวหน้าไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเสียหายของชุมชน ผู้ที่เป็นหูเป็นตา เฝ้าระวังผลกระทบจากเส้นทางการพัฒนานี้ จึงเป็นคนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลย
“ทุกครั้งที่พี่เข้าไปในชุมชน พี่ยังรู้สึกว่าพี่เป็นคนได้รับผลกระทบเหมือนเขา” ดาวัลย์กล่าวระหว่างทางกลับบ้าน “ยังมีคนอยู่ข้างหลัง เรายังสู้ไม่เสร็จ”
เคน จี เวเบอร์ เป็นนักข่าวสัญชาติไทย-ออสเตรีย เขารายงานเกี่ยวกับปัญหาที่ถูกมองข้ามในประเทศไทย งานเขียนของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากเสียงของคนในท้องถิ่นที่พยายามปกป้องสิทธิของตนเองและสิ่งแวดล้อม
ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ
Feature profiles
- โดย Nanticha Ocharoenchai






