วิกฤตการณ์ขยะล้นเกาะหลีเป๊ะ เมื่อการท่องเที่ยวกระทบวิถีชีวิตชาวเลอูรักลาโว้ย
ชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะเผชิญวิกฤตการณ์ขยะล้นเกาะ จากเดิมที่วิถีชีวิตของชาติพันธุ์ชาวเลแทบไม่เคยสร้างขยะ ปัจจุบัน ต้องรองรับขยะจากนักท่องเที่ยวนับแสนคนต่อปี ด้วยการคัดแยกขยะ และขนส่งทางเรือเพื่อไปฝังกลบยังแผ่นดินใหญ่
- โดย นภัสนันท์ ยาดำ
- Published
- 2 min read
เกาะหลีเป๊ะ – นายออ หนึ่งในพนักงานขับรถเก็บขยะบนเกาะหลีเป๊ะให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน สังเกตเห็นได้ชัดว่า ปริมาณขยะบนเกาะเพิ่มขึ้นจนพวกเขาต้องทำงานหนักมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา
“ขยะส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยว” เขากล่าว ขณะยืนอยู่ข้างๆ รถเก็บขยะในตอนเช้า “ปีหลังๆ เริ่มเห็นขยะจากวัสดุก่อสร้าง และขยะที่มาจากผู้ประกอบการถูกทิ้งตามถนนรอบเกาะ บางจุดเริ่มมีการขุดเพื่อฝังกลบขยะกันเองแล้ว”
เกาะหลีเป๊ะ คือเกาะเล็กๆ น้ำใส ทรายขาวละเอียด ทางใต้ฝั่งทะเลอันดามันของไทย แม้จะมีขนาดเพียงสามตารางกิโลเมตร แต่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนในแต่ละปี และยังเป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ยที่มีประชากรราว 1,100 คน และอาศัยอยู่ที่เกาะแห่งนี้กันมาหลายรุ่น
เมื่อการท่องเที่ยวเติบโต ปริมาณขยะก็ตามมา ขัดแย้งกับวิถิชีวิตดั้งเดิมของชาวอูรักลาโว้ยที่แทบไม่เคยมีขยะ
ปัจจุบัน ขยะทั้งเกาะถูกจัดเก็บวันละประมาณ 10 ตัน หรือราว 300-400 ตันต่อเดือน โดยปกติแล้วขยะทั้งหมดจะถูกคัดแยก จากนั้นขนขึ้นแพยานยนต์ขนาดใหญ่เพื่อนำไปทิ้งยังหลุมฝังกลบบนแผ่นดินใหญ่
เดชณรงค์ อยู่กลาง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 แห่งเกาะหลีเป๊ะเล่าว่า “ช่วงฤดูท่องเที่ยว ขยะจะมีหลากหลายประเภท ทั้งขยะทั่วไป เศษอาหาร มากหน่อยก็พวกขวดเบียร์ กล่องใส่ของ และถุงต่างๆ แต่ช่วงโลว์ซีซั่นจะเป็นขยะจากการก่อสร้างและกิ่งไม้ แต่โดยรวมแล้วปริมาณขยะมากขึ้นทุกปี”
สำหรับชาวอูรักลาโว้ยที่ชีวิตพึ่งพาการประมงในน่านน้ำแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน กรณีขยะล้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างลึกซึ้งและรุนแรง เพราะบรรพบุรุษของพวกเขา ไม่เคยสร้างขยะเลยแม้แต่น้อย
ชีวิตชาวอูรักลาโว้ย ก่อนการมาถึงของพลาสติก
ในมุมของผู้อาศัยบนเกาะหลีเป๊ะมายาวนานอย่าง ยายพรศรี หาญทะเล ชาวอูรักลาโว้ย วัย 74 ปี เล่าว่า การจัดการขยะของชาวเลคือการไม่มีขยะ หรือมีน้อยที่สุด
หากย้อนกลับไปก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลตะรุเตาในปีพ.ศ. 2517 สมัยนั้นยังไม่มีการท่องเที่ยว จึงไม่เห็นขยะมาก
“จะมีก็จำพวกใบไม้แห้ง เราจะเอาไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อนำกลับมาบำรุงต้นไม้ พวกกิ่งไม้ใหญ่จะตัดให้เล็กเพื่อนำมาทำฟืนเผาไฟเอาไว้ผิง ส่วนต้นไม้ที่ตายแล้ว ชาวเลก็จะนำมาแปรรูปเป็นถ่านเพื่อหุงต้ม” พรศรีกล่าว
สมัยก่อนที่ยังไม่มีเรือลำเลียงขนส่งสินค้ามายังเกาะหลีเป๊ะ ชาวเลจะใช้วิธีนำปลาตากแห้งไปแลกกับข้าวสาร เกลือ เมล็ดผักผลไม้ ที่บริเวณเกาะโตด (เกาะสาหร่าย) หนึ่งเดือนจะมีตัวแทนผู้ชายขนไปทางเรือแจว 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งใช้ระยะเวลาในการเดินเรือ 2-3 วัน สิ่งที่ได้แถมกลับมาตลอดและกลายเป็นขยะคือถุงกระสอบใส่ข้าวสารและเกลือ ซึ่งในตอนนั้นยังทำมาจากเส้นใยจากธรรมชาติอย่างต้นปอ และบรรดาเข่งใส่ปลาเหลือจากการขนส่งที่ทำมาจากหวาย พรศรีจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่าเห็นพลาสติกบนเกาะครั้งแรกเมื่อไหร่
ขณะที่แสงโสม หาญทะเล หนึ่งในลูกหลานชาวเลรุ่นแรกๆ ที่ได้รับการศึกษาจนจบระดับชั้นปริญญาตรีเล่าว่า เริ่มเห็นการใช้พลาสติกบนเกาะอย่างแพร่หลายตั้งแต่ช่วงทำรีสอร์ตห้องพัก จนมาถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกาะหลีเป๊ะเข้าสู่ความเจริญแบบเต็มรูปแบบ
เธอเล่าต่อว่า ชาวเลจะเก็บแก้วพลาสติกกับพวกขวดมาคัดแยก อะไรที่แปรรูปแล้วเอามาใช้ใหม่ได้ ก็นำเอามาใช้ใหม่ หรือเอาไปขาย แต่จะมีขยะอีกประเภทที่พบเห็นอยู่บ่อย คือยางมะตอยบนผิวน้ำ ที่อาจลอยมาเพราะหลงเหลือจากการสร้างถนนหนทาง รวมทั้งลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน
“ชาวเลเราก็จะเอามาต้มให้ละลาย แล้วนำไปทาใต้ท้องเรือเพื่อรักษาเนื้อไม้ของเรือ เลยทำให้พลาสติกหรือขยะมีน้อย” แสงโสมกล่าว
สอดคล้องกับสรพงษ์ ยาดำ ชาวประมงบนเกาะหลีเป๊ะ ที่ทดลองเก็บขยะรอบบริเวณบ้านเป็นเวลา 30 นาที ได้ขยะปริมาณมากถึง 1.7 กิโลกรัม เมื่อนำมาคัดแยกแล้วพบว่าขยะที่พบมากสุดคือบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ทั้งชนิดขวดแก้วและพลาสติก รวมถึงเศษโฟมและซองขนม
“ไม่คิดว่าลองเก็บแค่รอบๆ บ้านจะได้ขยะเยอะขนาดนี้เหมือนกัน มีบางอย่างที่เราเองไม่ใช่คนทิ้งแน่ๆ อย่างเช่น ขวดเหล้า กระป๋องเบียร์และเศษโฟม ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าเป็นปัญหาเลย แต่พอเห็นกับตาเจอกับตัว หลังจากนี้คงต้องคิดแล้ว”
เมื่อกรณีพิพาทกระทบการจัดเก็บขยะบนเกาะ
ปัจจุบัน กระบวนการจัดการขยะบนเกาะหลีเป๊ะ มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักคือ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย โดยใช้วิธีการจ้างเหมาเอกชนเพื่อเก็บรวบรวม คัดแยก จากนั้นขนส่งขึ้นทางเรือไปยังบ่อฝังกลบขยะเทศบาลตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล
สำหรับชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะ เมื่อพวกเขาต้องการทิ้งขยะ ต้องใส่ถุงดำมัดปากแล้วนำไปวางยังจุดทิ้งในชุมชน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นบริเวณข้างถนน จากนั้นจะมีรถเก็บขยะจากเอกชนมาเก็บวันละสองครั้ง รอบ 07.00 น. และ 13.30 น. เสียค่าธรรมเนียมการทิ้งขยะ 20 บาท ต่อเดือน บ่อยครั้งจะเห็นกลุ่มจิตอาสา มาเก็บกวาดขยะตามทางถนน อย่างเช่น กลุ่ม Trash Hero Koh Lipe และกลุ่มจิตอาสาจากการนำของผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ที่มีกิจกรรมเก็บขยะทุกวันตอนเช้า
หนึ่งในชาวเลอูรักลาโว้ยที่ไม่ขอเปิดเผยนามได้แสดงความคิดเห็นว่า ปัญหาบางส่วนที่เกิดขึ้น อาจมาจากการครอบครองที่ดินเกินกว่าความเป็นจริง รวมถึงลำรางสาธารณะ ซึ่งกรณีนี้ยกระดับกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างชาวเล ผู้พักอาศัย หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนบนเกาะ จนต้องมีการตั้งกลไกระดับชาติคลี่คลายสถานการณ์บนเกาะหลีเป๊ะ
“สองสามปีก่อนเคยเกิดปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน จนชาวบ้านถูกฟ้องร้อง” เขาเล่า “มีที่ดินบางแปลงขีดเลยไปจนเป็นเจ้าของทางเดิน ทางสัญจรเข้าโรงเรียน และลำรางสาธารณะ พอหนักเข้าก็ลุกลามไปยังเรื่องเส้นทางขนส่งขึ้นลงขยะ เอกชนเขาก็ไม่สามารถเข้าไปจัดเก็บและทำการขนถ่ายขยะออกมาได้”
และเมื่อหน่วยงานราชการมาพิสูจน์ในภายหลัง ก็พบว่ามีการรุกล้ำพื้นที่จริง ต้องเพิกถอนกันวุ่นวาย และกระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้า
กรณีศึกษาจัดการขยะบนเกาะจากนานาชาติ
หากลองสำรวจกรณีศึกษาตัวอย่างการจัดการขยะบนเกาะจากหลากหลายชาติ จะพบทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเทศแถบหมู่เกาะแคริบเบียน ที่บังคับใช้กฎหมายควบคุมการผลิต–นำเข้า–จำหน่ายพลาสติก ควบคู่กับ การทำข้อตกลงความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการลดขยะพลาสติกในพื้นที่เกาะ ตามรายงานของ United Nations Environment Programme (UNEP) และ โครงการ “ReMLit” / “Recycle OECS” เพื่อจัดการขยะทะเลและพลาสติกในแคริบเบียนตะวันออก
ตัวอย่างเช่น การบังคับใช้กฎหมายระดับชาติห้ามใช้ถุงพลาสติก โดยมีบทลงโทษชัดเจน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ในบาร์เบโดส การห้ามใช้โฟม และพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในประเทศโดมินิกัน รวมไปถึงการห้ามนำเข้าและขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ได้ครั้งเดียวในอารูบาและครูราเซา
อีกกรณีศึกษาคือชนเผ่าพื้นเมืองในหมู่เกาะฟิจิ หนึ่งในประชากรดั้งเดิม ก่อนยุคอาณานิคมซึ่งยังคงวัฒนธรรมในระบบหัวหน้าเผ่า ก็มีการจัดการขยะแบบร่วมสมัย ทั้งการใช้แนวคิดดั้งเดิมของชุมชน คือ ใช้วัสดุธรรมชาติ หรือการมี Beach Clean Day รายสัปดาห์ ยกระดับเป็นกิจกรรมของชุมชนร่วมกับนักท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้นฤดูการทำประมง
ในขณะที่เกาะหลีเป๊ะยังไม่มีกฎหรือข้อบังคับชัดเจนเช่นเดียวกับกรณีศึกษาข้างต้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวตามร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมและเข้มงวดนัก และแม้จะมีโครงการธนาคารขยะ โครงการไม่ใช้ถุงพลาสติกโดยสมัครใจ และโครงการรีไซเคิลขยะเกิดขึ้นในบางชุมชนของบางเกาะ แต่โครงการเหล่านี้ยังมีข้อจำกัด และต้องพึ่งพาคนในพื้นที่เป็นหลัก
ชาวอูรักลาโว้ยเอง ได้แต่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นตามมา แม้วิถีชีวิตของพวกเขาจะพึ่งพาการประมงและหัตถกรรมแบบดั้งเดิมเป็นหลัก แต่คนรุ่นใหม่ต่างกำลังก้าวเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมากขึ้น
ด้านนายออ พนักงานขับรถเก็บขยะ ยังคงเก็บรวบรวมขยะเท่าที่เขาจะทำได้ ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับหมู่บ้านชาวประมง ปัจจุบันต้องมารองรับนักท่องเที่ยวหลายแสนคน “บางครั้งผมก็คิดว่า ถ้าปริมาณขยะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ คงเกินแรงเราแล้ว” เขากล่าว
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
