คาวคลุ้งหน้าทำเนียบ เทปลาร้องแก้วิกฤตปลาหมอคางดำ
ผู้ได้รับผลกระทบขนปลาหมอคางดำเยือนทำเนียบรอบสอง หวังนายกฯ เห็นและเร่งแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ
- โดย ปรัชญ์ รุจิวนารมย์
- Published
- 3 min read
ปลาหมอคางดำจำนวนสองคันรถถูกเทกองบริเวณประตูห้า หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากไร้ตัวแทนของรัฐบาลออกมารับข้อเรียกร้องของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบที่ได้เดินทางมายังกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่สองแล้ว
เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ชาวประมง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำใน 19 จังหวัดชายฝั่งทะเลจำนวนหลายร้อยคน รวมตัวกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บนถนนราชดำเนินนอก ก่อนเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ
“คนแม่กลองต้องทนรับผลกระทบปลาหมอคางดำมาตั้งแต่ปี 55 แล้ว แต่ไม่มีใครมาดูแลผลกระทบ จ่ายค่าชดเชยเลย รัฐบาลไม่เคยแยแสสนใจดูแล ชาวประมงอดทนมาเป็นสิบปี เงียบมาตลอด” ปัญญา โตกทอง ตัวแทนเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด กล่าว
“นี่เรามาทำเนียบฯ เป็นครั้งที่สองแล้ว เราต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปลาหมอคางดำให้แก่ประชาชนโดยด่วน”
ข้อเรียกร้องจากภาคประชาชน
กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบย้ำให้รัฐบาลตอบสนองข้อเรียกร้อง 4 ประการในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงใจและเร่งด่วน โดยข้อเรียกร้อง 4 ประการต่อรัฐบาล ได้แก่ 1. ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระเพื่อสืบสวนหาผู้กระทำผิดตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการบุกรุกของปลาหมอคางดำ
2. เร่งกำจัดปลาหมอคางดำออกจากน่านน้ำไทยภายในสิบปี และฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาเป็นปกติ 3. กำหนดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการรุกรานของปลาหมอคางดำให้เป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการชดเชยที่เหมาะสม
และ 4. นำตัวผู้รับผิดชอบต่อการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมาดำเนินคดี และให้ผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ
ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานจากทวีปแอฟริกา ปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2553 โดยมีรายงานว่านำเข้ามาโดยบริษัทอาหารขนาดใหญ่เพื่อเพาะพันธุ์ทดลอง ก่อนจะพบปลาหมอคางดำหลุดรอดสู่ธรรมชาติ
ก่อนหน้านี้เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบใน 19 จังหวัดได้ออกมาชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา แต่อ้างว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเพื่อเยียวยาความเดือดร้อน ดังนั้นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจึงต้องกลับมาชุมนุมในกรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องของตน
กรมประมงมั่นใจ ‘เอาอยู่’
ด้านฟากรัฐบาลได้ส่งอธิบดีกรมประมง บัญชา สุขแก้ว ออกมาพบปะกับกลุ่มผู้ประท้วง โดยได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสืบหาต้นตอการระบาดของปลาหมอคางดำแล้ว แต่ไม่ปรากฏพยานและหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่า การแพร่ระบาดเกิดจากแหล่งใด
อธิบดีกรมประมงยังได้ชี้แจงว่า กระทรวงฯ ได้สั่งให้กรมประมงจัดซื้อปลาหมอคางดำกว่า 3.5 ล้านตัน เพื่อเป็นการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังรองบประมาณรอบใหม่จำนวน 200 ล้านบาทจากสำนักงบประมาณ เพื่อดำเนินมาตรการกำจัดปลาคางดำโดยปล่อยปลานักล่า และวิธีการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
“ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาปลาหมอคางดำได้ในที่สุด เช่นเดียวกับที่เราเคยแก้ปัญหาการระบาดหอยเชอรี่ในอดีต หอยเชอรี่พวกนี้สร้างปัญหาให้เราอย่างมาก แต่เราก็สามารถควบคุมประชากรและใช้ประโยชน์จากพวกมันได้ จนตอนนี้มีการบริโภคหอยเชอรี่มากขึ้นจนต้องนำเข้า” บัญชา กล่าว
อนึ่ง เขาไม่ได้รับคำร้องของเครือข่ายหรือสัญญาว่าจะดำเนินการตามข้อเรียกร้องเหล่านั้น
ฝ่ายค้านรับเรื่องแทน
มีเพียงตัวแทนของพรรคฝ่ายค้าน นำโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคประชาชน รับคำร้องจากผู้ชุมนุมแทน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะใช้ทุกวิถีทางตามแนวทางของรัฐสภาในการผลักดันมาตรการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำระบาดให้ได้ในที่สุด
นายสุทิน อ่อนฟุ้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การเข้ามาของปลาหมอคางดำทำให้ธุรกิจฟาร์มกุ้งของเขาเสียหายอย่างร้ายแรง โดยเขาต้องสูญเสียรายได้มากกว่า 200,000 – 300,000 บาทต่อปี นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่เมื่อสามปีที่ผ่านมา
“ไม่มีใครมาช่วยเราเลย เราต้องการให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบ และนำบริษัทตัวการที่อยู่เบื้องหลังมารับผิดชอบให้ได้” สุทิน กล่าว

