มีเพียงเสื่อผืนและไร้ผ้าอนามัย ศูนย์พักพิงน้ำท่วมชายแดนใต้ที่อาจไม่พร้อม

ศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดยะลาและปัตตานี กำลังประสบปัญหาขาดความพร้อมและของใช้จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการขั้นพื้นฐาน อย่างอาหารเช้าสำหรับเด็กและผ้าอนามัยสำหรับผู้หญิง

อารีฟีน แปเฮาะอีเล/HaRDstories
ภาพน้ำท่วมบริเวณด้านหน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ภาพ : อารีฟีน แปเฮาะอีเล/HaRDstories

ปัตตานีและยะลา – “ตอนเช้าเด็กๆ หิว แต่ไม่มีอาหารให้ ต้องออกไปซื้อให้ลูกเอง วันไหนไม่มีเงินก็ต้องอด รอถึงเที่ยงถึงจะได้กินจากศูนย์” ก๊ะ (นามสมมุติ) อายุ 47 ปี หนึ่งในผู้ประสบอุทกภัยกว่า 70 คน ณ ศูนย์พักพิงโรงเรียนเทศบาล 5 จังหวัดปัตตานี บอกกับ HaRDstories 

ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน ตลอดจนทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคใต้เผชิญน้ำท่วมรุนแรง หลายพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จมอยู่ใต้น้ำ ถนนหลายสายถูกตัดขาด หลายครอบครัวร้องขอความช่วยเหลือผ่านโซเชียลมีเดียเพราะไม่สามารถอพยพออกจากบ้านได้ เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลแรงและเพิ่มระดับขึ้นฉับพลัน พื้นที่อำเภอทุ่งยางแดงและอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน

ศูนย์พักพิงคือพื้นที่ที่รัฐตั้งขึ้นเพื่อเป็น “สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในภาวะฉุกเฉิน” แต่เมื่อผู้คนจากหลายชุมชนในยะลา-ปัตตานี อพยพเข้ามาหลบภัยน้ำท่วม สิ่งที่พวกเขาพบกลับไม่ใช่ความพร้อม หากเป็นเพียงเสื่อผืนบางบนพื้นซีเมนต์ อาหารเพียงวันละสองมื้อ และไร้ของใช้จำเป็นพื้นฐานโดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้หญิง

 

ความเปราะบางในศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย : เสียงจากศูนย์พักพิงยะลา-ปัตตานี

นูรวัยดา ลาเต๊ะ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเทศบาล 5 เล่าถึงประสบการณ์จากศูนย์พักพิงน้ำท่วมปีที่แล้วว่า “ปีแรกหนูไม่มีประสบการณ์ เสื้อผ้าก็ชื้นจากการเดินลุยน้ำเข้ามา คืนแรกต้องนอนบนพื้นเปล่า ไม่มีเสื่อ ไม่มีอะไรเลย มีแค่เสื้อกันหนาวตัวเดียว เช้าขึ้นเลยต้องออกไปซื้อเสื่อมาใช้เอง”

ปีนี้เธอเตรียมตัวดีขึ้น “หนูเอาเสื่อมาด้วยเลย เพราะรู้อยู่แล้วว่าศูนย์ไม่ได้เตรียมไว้ให้ และไม่อยาก ลำบากเหมือนปีที่แล้ว” ประสบการณ์นี้สะท้อนว่า เยาวชนต้องรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยตนเอง ทั้งที่ควรได้รับการปกป้องและสนับสนุนจากระบบศูนย์พักพิงอย่างเพียงพอ 

ด้านรอสะนี หมันหลี อายุ 39 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสามคนที่อาศัยอยู่ในศูนย์เดียวกัน เล่าว่า “น้ำท่วมมิดบ้าน ต้องรีบพาลูกหนีออกมาก่อน ไม่มีอะไรติดตัวเลย นมลูก แพมเพิสก็ไม่มี รายได้ก็หาย เพราะออกไปทำงานไม่ได้” 

ขณะที่นูรฟาเดีย หะยีอาซา อายุ 16 ปี นักเรียน ม.6 โรงเรียนศาสนูปถัมภ์ เมืองบานา จังหวัดปัตตานี เล่าว่า “ปีนี้เพิ่งมาอยู่ศูนย์ครั้งแรก พอมาเห็นของจริงก็รู้เลยว่าสถานพักพิงยังขาดหลายอย่าง โดยเฉพาะของจำเป็นสำหรับผู้หญิง เช่น ผ้าอนามัย”

สิ่งที่ทำให้เธอกังวลที่สุดคือความไม่ปลอดภัย เธอเล่าเพิ่มเติมว่า “หนูรู้สึกเขินและไม่ค่อยปลอดภัย เพราะเราโตแล้ว แต่จุดที่พักยังไม่มีการแยกชายหญิงเป็นสัดส่วน… บางครอบครัวต้องใช้เสื่อผืนเดียวกันเพราะมีของมาน้อย หนูอยากให้มีระบบรองรับผู้หญิงมากกว่านี้ เวลาฉุกเฉินจะได้รู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ”

เช่นเดียวกับก๊ะ ที่เรื่องความปลอดภัยในยามกลางคืนเป็นอีกประเด็นที่เธอกังวล ก๊ะบอกว่า “กลางคืนไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้า มีแค่ยามอยู่หน้าประตูข้างนอก เราต้องดูแลกันเอง”

ขณะที่เจ๊ะซามียะฮ์ เจะอามะ อายุ 65 ปี เล่าว่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่ต้องเจอน้ำท่วมแบบไม่มีสามีอยู่ด้วย เพราะเขาเพิ่งเสียไปเมื่อต้นกรกฎาคม มันเลยเหมือนเราไม่มีเสาหลักแล้ว พอน้ำเริ่มขึ้นถึงเข่าก็รีบเก็บของแล้วออกมาเลย มาพร้อมลูกชายหนึ่งคนและหลานอีกสองคน”

ด้านวัชรนิติ์ วิจิตรเวชการ ประธานสภาเทศบาลนครยะลาอธิบายว่า ปีนี้ทางเทศบาลมีความพร้อมมากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะการขนย้ายผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางที่ดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น เพราะประชาชนและเจ้าหน้าที่เทศบาลมีความเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ผู้คนจำนวนจึงมากตัดสินใจอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงก่อนที่น้ำจะท่วม

“ศูนย์พักพิงโรงเรียนเทศบาล 3 จัดพื้นที่รองรับผู้ป่วยติดเตียงและผู้ประสบภัยกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดเวลา แต่ยังคงขาดแคลนเบาะและเตียงนอน ซึ่งมีไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้เข้าพัก สำหรับศูนย์พักพิงอื่นๆ เทศบาลมีบริการอาหารผ่านครัวกลาง แต่ก็ยังขาดแคลนเบาะนอน” วัชรนิติ์กล่าว

 

ฝนที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป : สัญญาณของสภาพภูมิอากาศใหม่ที่รุนแรงขึ้น

น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้สะท้อนถึงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่เพียงภาคใต้ของไทยที่กำลังประสบปัญหานี้ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็กำลังเจอกับปรากฏการณ์ลานีญ่า ส่งผลให้ฤดูมรสุมของทั่วทั้งภูมิภาคเกิดฝนตกหนักและอุทกภัยที่รุนแรงขึ้นไม่แพ้กัน 

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า อุทกภัยครั้งนี้เกิดจากการปะทะกันของมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือและความกดอากาศต่ำในทะเลอันดามัน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักอย่างรุนแรงในทางภาคใต้ของประเทศไทย

สอดคล้องกับที่ สุไลมาน เจ๊ะแม นักกิจกรรมด้านธรรมชาติที่ชี้ว่า ปริมาณน้ำฝนในปีนี้ทลายสถิติปี 2566 ในหลายจุดของปัตตานีและยะลาแสดงให้เห็นว่าภาคใต้ตอนล่างกำลังก้าวสู่ยุค “ฝนสุดขั้ว” จากอิทธิพลภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นก้อนใหญ่แบบคลัสเตอร์มากขึ้น 

“ฝนแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน… เหมือนมีฝักบัวสิบหัวเปิดสุดแบบไม่หยุด ลมแรง ฟ้ามืดทั้งวัน ไม่มีช่วงให้หายใจ” สุไลมานกล่าว

ขณะที่ สมพร ช่วยอารี ทีมเฝ้าระวังภัยพิบัติ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า บางจุดในจังหวัดสงขลามีปริมาณฝนสะสมสูงกว่า 600 มิลลิเมตรใน 48 ชั่วโมง จนระบบระบายน้ำไม่สามารถรับมือได้ นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่ารูปแบบฝนของภาคใต้กำลังเข้าสู่ภาวะใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พายุดีเปรสชันที่ปกคลุมภาคใต้และมาเลเซียกำลังเคลื่อนตัวเป็นพายุโซนร้อนโคโตะทำให้ปริมาณฝนเริ่มลดลง แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะลุ่มน้ำสำคัญและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา โดยระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาตอนบนที่เคยสูงกว่า 1.20 เมตรกำลังลดลงช้าๆ ส่วนตอนล่างที่ท่วมราว 1 เมตร เริ่มระบายสู่ทะเล แต่ยังมีจุดน้ำขังจำนวนมากที่ต้องเร่งสูบออก

 

บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย

ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x วาร์ตานี (Wartani)สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.