ครั้งแรก ไทยจ่ายชดเชยกลุ่ม ชุมชนเปื้อนมลพิษ
ชาวบ้านน้ำพุ จ.ราชบุรี รับเงินชดเชยสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมเป็นกลุ่ม จากการต่อสู้โรงรีไซเคิลปล่อยมลพิษเปื้อนแหล่งน้ำ 20 ปี แต่เรื่องราวยังไม่จบ
- โดย
- ณิชา เวชพานิช
- Published
- 3 min read
ราชบุรี – ไทยจ่ายเงินชดเชยชุมชนที่ได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นคดีกลุ่มครั้งแรก ชาวบ้านหลายร้อยคนรวมตัวที่ศูนย์ชุมชนต.น้ำพุ อ.เมือง เพื่อรับเงินเยียวยาสุขภาพ เนื่องจากเผชิญมลพิษโลหะหนัก ซึ่งโรงงานรีไซเคิลขยะแอบปล่อยน้ำทิ้งลงลำห้วย
พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง กดปุ่มคลิกบนโน้ตบุ๊ก ให้สัญญาณโอนเงินชดเชย 21 ล้านบาทให้แก่ชุมชนนับเป็นเงินก้อนแรกที่รัฐยึดที่ดินมาจากบริษัทรีไซเคิลผู้ก่อมลพิษขาดทอดตลาดแล้วส่งต่อให้ชุมชน
ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐพากันปรบมือแสดงความยินดี ห้วยน้ำพุแหล่งน้ำสายหลักของชุมชนหมู่ 1 ปนเปื้อนมลพิษมากว่ายี่สิบปี เนื่องจากโรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม “แว็กซ์ กาเบจ รีไซเคิล” ลอบปล่อยน้ำเสียกระทบชาวบ้านที่ทำมาหากินจากการทำไร่ลำไยและพืชผลอื่นๆ รวมถึงใช้น้ำเพื่ออุปโภค
“พี่น้องรอมากว่า 20 ปีแล้ว เรายังรอได้เลย ขอให้อดทน รออีกแปปนึง พวกเราได้เงินชดเชยแน่นอน” ตัวแทนกระทรวงยุติธรรมกล่าวระหว่างรอรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเดินทางมาถึงและเริ่มต้นพิธีมอบเงิน ช้ากว่ากำหนดสามชั่วโมง
“คดีกลุ่ม” ชัยชนะใหม่ทางสิ่งแวดล้อม
กรณีชุมชนน้ำพุนับเป็นคดีกลุ่ม (class action) ทางสิ่งแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ของไทย นับเป็นคดีแรกที่ชาวบ้านรวมตัวฟ้องชนะผู้ก่อมลพิษ โดยตัวแทนสามคนเริ่มฟ้องคดีในปี 2560
การดำเนินคดีกลุ่มจะไต่สวนตัวแทนของชุมชน หลังพิสูจน์ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงกำหนดแนวทางชดเชยให้กับกลุ่มคนที่เข้าข่ายลักษณะเดียวกันผ่านการตรวจสารโลหะหนักในเลือด ศาลตัดสินให้ชาวบ้านหมู่ 1 จำนวน 652 คนได้รับเงินชดเชย โดยแบ่งเป็นเกณฑ์ระดับผลกระทบต่างๆ เป็นเงินระหว่าง 35,000 – 692,650 บาท/ราย สำหรับชาวบ้านที่พืชผลทางการเกษตรเสียหายจะได้เงินชดเชยแยกอีกก้อนหนึ่ง
คดีกลุ่มดังนี้นับเป็นตัวอย่างคดีสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่ม ปัจจุบัน ชุมชนที่ได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอีกหลายแห่งในไทยใช้การสู้คดีเป็นกลุ่มเพื่อให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น ชาวประมงที่ไม่สามารถหากินเพราะนำมันรั่วในอ่าว หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานปล่อยน้ำเสีย
การฟ้องคดีกลุ่มแรกในไทยเกิดขึ้นในกรณีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองอัครา จ.พิจิตร คดีสิ้นสุดด้วยการไกล่เกลี่ยเมื่อปี 2566
ความยุติธรรมล่าช้า
วิลัย บุญนาค ชาวสวนลำไยวัยห้าสิบ เป็นตัวแทนรับเงินชดเชย 35,000 บาท มอบให้พ่อของเธอ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อสองปีก่อน
“ที่บ้านเคยปลูกลำไยต้นหนึ่งออก 500 โล แต่หลังจากห้วยปนเปื้อน ต้นหนึ่งก็เหลือ 100 โล” วิลัยกล่าว เธอกับชาวสวนคนอื่นๆ แบกต้นทุนค่าน้ำบ่อบาดาลเพิ่มขึ้น เพราะสูบน้ำห้วยใช้ไม่ได้ “ดีใจที่วันนี้เราได้ชดเชยแล้ว แต่ก็ไม่ได้คุ้มหรอก”
พ่อของเธอและชาวบ้านอีก 17 คนเสียชีวิตแล้วก่อนการมอบเงินชดเชยก้อนแรกในวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ชุมชนน้ำพุสังเกตว่าแหล่งน้ำปนเปื้อนสารเคมีผิดปกติตอนปี 2644 ไม่กี่เดือนหลังโรงรีไซเคิลเปิดทำการ กระบวนการดำเนินคดีใช้เวลากว่าแปดปี ก่อนที่ศาลฎีกาจะตัดสินไม่รับคำอุทธรณ์ของโรงรีไซเคิลเมื่อต้นส.ค.ที่ผ่านมา
เงินชดเชยก้อนแรกที่ชาวบ้านได้รับคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของเงินทั้งหมดที่จะได้รับ โดยกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม กำลังขายทอดที่ดินแปลงที่เหลือซึ่งยึดจากจำเลยแปลงช่วงพ.ย. และนำเงินมามอบให้ชุมชนต่อ รวมทั้งหมด 82 ล้านบาท
รมต.ยุติธรรมยืนยันกับชุมชนว่า จะติดตามกระบวนการทั้งหมดให้ถึงที่สุด โดยย้ำว่าการดำเนินธุรกิจให้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก
เรื่องยังไม่จบ
ธนู งามยิ่งยวด รู้สึกทั้งดีใจและไม่พอใจในวันมอบเงินชดเชยดังกล่าว ชาวสวนลำไย ซึ่งเป็นผู้นำฟ้องคดีจะได้เงินชดเชยทั้งสิน 692,650 บาท ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าเสียโอกาสต่างๆ ที่เขาจ่ายไปตลอดหลายปี
เขาลงเงินในกระบวนการดำเนินคดี เลิกทำสวนลำไยและทุ่มเทเวลาติดตามคดี แต่สิ่งที่เขากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องเงิน
“สิ่งแวดล้อมเราได้รับผลกระทบมากเกือบสามสิบปี” ธนูกล่าว มองลำห้วยน้ำพุที่ไหลอยู่ข้างสวนและบ้าน “แต่ยังไม่มีการฟื้นฟูเลย แล้วอาจมีสารเคมีฝังอยู่ใต้ดินโรงงาน ยังไม่ได้เอาออก”
ศาลพิพากษาให้แว็กซ์ กาเบจ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่หรือให้ผู้อื่นทำ แล้วจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แต่แทบไม่มีการฟื้นฟูลำห้วย
ถึงแม้ชัยชนะของชุมชนน้ำพุจะส่งสัญญาณแห่งความหวังเรื่องความรับผิดชอบของบริษัท แต่นักสิ่งแวดล้อมหวังว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พบโรงรีไซเคิลที่ขาดการจัดการเหมาะสมดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ
“เรามักคิดว่ารีไซเคิลเป็นเรื่องดี แต่ถ้าการรีไซเคิลนั้นไม่มีการจัดการที่ดี ไม่มีความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ มันทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล มากว่าประโยชน์ที่ควรได้รับ” ดาวัลย์ จันทรหัสดี ทีมงานมูลนิธิบูรณะนิเวศ กลุ่มติดตามมลพิษอุตสาหกรรม กล่าว “วันนี้ เราฉลองความสำเร็จ แต่เรื่องยังไม่จบ”
