Search
Close this search box.

ปัญหาไม่รู้จบ : ชุมชนชาวไร่สู้มลพิษในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก

เรื่อง ริณ จิเรณุวัฒน์

ภาพ ลูค ดุกเกิลบี

สนิท มณีศรีและเทียบ สมานมิตร เพื่อนของเขา ค่อยๆ เดินผ่านซากต้นยางหลายร้อยต้นที่เคยให้ผลผลิต มองดูจากถนน แนวแถวตรงของต้นไม้เหล่านี้ดูสุขภาพดี แต่หากมองลึกเข้าไปใกล้ผนังโรงงาน ต้นไม้เหล่านี้เริ่มดูโหรงเหรง แคระแกรน เป็นโรค และกำลังจะตาย

เมื่อเสียงจากรถยนต์เริ่มเงียบลง กลิ่นฉุนจมูกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ภายใต้ร่มเงาของต้นยางใกล้ตาย มีหนองน้ำขนาด 50 เมตร สีดำสนิท มองดูข้นหนืดตั้งอยู่

“เดี๋ยวจะหนักกว่านี้อีก!” สนิทเอ่ย ขณะเดินผ่านไม้หักรายทาง แล้วเดินไปสู่พื้นที่เปิดกว้างสีส้มฉูดฉาดที่มีแต่ไม้ยืนต้นตาย กลิ่นฉุนแรงขึ้น และเมื่อย่ำเท้าลงไปแต่ละก้าว ฝุ่นบางเบาสีส้มก็ฟุ้งขึ้นมา

สนิทเล่นมุข “แผ่นดินทองสีสวยไหม? ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คใหม่ได้เลยนะ!”

ชุมชนหนองพะวา จังหวัดระยอง เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่พบเจอมลพิษทางสิ่งแวดล้อมรุนแรงที่สุดในประเทศไทย ชุมชนชนบทนี้ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 150 ก.ม. มาทางตะวันออก แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบและพิษของโรงงานรีไซเคิลมานับสิบปี

 ปีแล้วปีเล่า สนิทต้องนั่งคอยดูมลพิษในหมู่บ้านของเขาเปลี่ยนจากระดับแย่เป็นแย่มาก ในขณะที่ชาวบ้านต้องต่อสู้กับภาวะปนเปื้อนเรื้อรังในดินและน้ำ ซึ่งสงสัยกันว่าเป็นผลมาจากโรงงานรีไซเคิลสัญชาติไทยแห่งหนึ่ง

หมู่บ้านของสนิทตั้งอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) เขตการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ตั้งขึ้นในปี 2560 ในสามจังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง

ขยะรีไซเคิลกลายเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมยอดนิยมใน EEC หลังจีนเริ่มห้ามการนำเข้าขยะเมื่อห้าปีที่แล้ว ยอดการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากนานาชาติพุ่งสูงในช่วงปี 2560 จนถึง 2562ตามข้อมูลของมูลนิธิบูรณะนิเวศที่คอยติดตามเรื่องนี้

สัญญาณเตือนพิษ

สนิทบอกว่ามันเริ่มจากมลพิษทางอากาศก่อน จากนั้นก็เริ่มมีกลิ่นเหม็นในหมู่บ้าน แล้วต่อมาน้ำในบ่อหลังบ้านของเทียบ เพื่อนเขาที่ตั้งอยู่ข้างกำแพงโรงงานก็เปลี่ยนเป็นสีดำ

เมื่อกำแพงบ่อกักในโรงงานเริ่มพัง น้ำท่วมเข้ามาในพื้นที่ทำให้น้ำเสียไหลมาที่บ่อสาธารณะ ห่างจากบ้านของสนิท 500 เมตร ผลที่ตามมาคือชุมชนไม่สามารถใช้น้ำในบ่อเพื่อผลผลิตทางการเกษตรของพวกเขาได้ เมื่อโรงงานเปิดทำการ กลิ่นน้ำเหม็นเน่ามากจนนักเรียนประถมโรงเรียนหนองพะวาต้องพักการเรียนชั่วคราว และในตอนนี้ แหล่งน้ำทุกแหล่งก็มีป้ายเตือนสารพิษปักอยู่

“จำไม่ได้แล้วว่าร้องเรียนกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทุกครั้งที่มาก็ไม่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรจริง มีแต่แย่ลงๆ เราสิ้นหวังกันมาก” สนิทบอก โรงงานปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นและยังคงปิดทำการอยู่

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงระดับนี้ได้ทำร้ายชาวบ้านมามากกว่าสิบปี”

ในเดือนตุลาคม 2563 อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เข้าตรวจพื้นที่โรงงานวิน โพรเสส ทีมงานพบว่าแหล่งน้ำรอบโรงงานมีภาวะปนเปื้อนโลหะหนักและเป็นกรดสูง

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงระดับนี้ได้ทำร้ายชาวบ้านมามากกว่าสิบปี” อรรถพลกล่าว “นี่เป็นเพราะโรงงานไม่มีจิตสำนึกและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องไม่มีจิตวิญญาณรับใช้บ้านเมือง”

ครั้งน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรรอบโรงงานหนแรก สมาชิกชุมชนได้ระดมทุนดูดน้ำและบรรเทาความเสียหาย แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นในช่วงฤดูฝน พื้นก็แห้งแล้วกลายเป็นสีส้มและเป็นพิษ

หวังที่จะได้รับการชดเชย

แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว สนิทก็ยังหวังว่าชุมชนจะได้รับการชดเชย กรมควบคุมมลพิษได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหานี้และฟ้องคดีเพื่อบังคับบริษัทให้ชดเชยค่าเสียหายแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและรับผิดชอบการกำจัดพิษและฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบโรงงาน

ในเดือนมิถุนายน 2564 สมาชิกชุมชน 15 คน นำประเด็นนี้ไปฟ้องศาล และเรียกร้องค่าชดเชยจำนวน 47 ล้านบาท นอกจากนั้น กรมควบคุมมลพิษยังวางแผนฟ้องร้องบริษัทสูงถึง 1.3 ล้านบาท  เพื่อให้ฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาอีกครั้ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ชาวบ้านเห็นว่าโรงงานได้เริ่มย้ายของออกจากโรงงาน คนในชุมชนต่างกังวลว่าผู้ก่อมลพิษอาจพยายามหนีความรับผิดชอบ

อาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 ซึ่งดูแลจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทรบุรี ตราด ฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ อธิบายว่าในห้าปีที่ผ่านมานี้ ปัญหาการใช้ขยะนำเข้าของธุรกิจรีไซเคิลเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

“ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2563 จนถึงมกราคม 2564 เราได้เข้าตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลพลาสติกมากกว่า 95 แห่ง มากกว่าร้อยละ 60-70 เป็นบริษัทสัญชาติจีน เรายังเจอด้วยว่าบางครั้งโรงงานเหล่านี้เก็บของและรีบย้ายออกเมื่อชาวบ้านเริ่มร้องเรียน” เขากล่าว

การใช้ที่ดินที่เปลี่ยนไป

นอกจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมที่เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้อยู่อาศัยในเขต EEC ต่างพบว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างโรงงาน การแย่งยึดที่ดินกลายเป็นอีกประเด็นสำคัญ

ตามรายงานปี 2564 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Colliers International Thailand ราคาที่ดินใน EEC พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 30 เป็น 50 และที่ดินที่เคยสงวนไว้เป็นพื้นที่การเกษตรเท่านั้นกลับกลายเป็นที่อุตสาหกรรม

“ชุมชนใน EEC เปลี่ยนไปมาก” สมนึก จงมีวศิน นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมชื่อดังและนักวิจัยในองค์กรอิสระ EEC Watch กล่าว “ในช่วงที่ผ่านมามีการจัดหาที่ดินให้บริษัทใหญ่และนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก ชาวบ้านบางคนได้รับการชดเชย แต่ก็นับว่าเป็นจำนวนน้อยเพราะพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้ วิถีชีวิตของพวกเขาหายไป แล้วหมู่บ้านพวกเขาก็กำลังหายไปด้วย”

ในปี 2562 คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกได้ออกแนวทางเปลี่ยนทุกผังเมืองที่มีอยู่ใน EEC ส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงพื้นที่การเกษตรให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น โรงงานกำจัดขยะอันตรายและโรงไฟฟ้า

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเช่นนี้มักจะก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างชุมชนและโรงงานรีไซเคิล แต่ในหลายที่ ชุมชนท้องถิ่นและนักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมต่างยืนหยัดที่จะต่อสู้แผนพัฒนาของรัฐบาลและโรงงานก่อมลพิษ

กรกฎาคมปี 2563 ตัวแทน 34 คนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองได้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการ EEC และคณะรัฐมนตรี เรียกร้องให้ศาลปกครองสูงสุดบังคับใช้ผังเมืองเดิมอีกครั้ง แปดเดือนต่อมา ศาลรับฟ้องข้อร้องเรียนนั้น

สมนึกซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทน เชื่อว่าการร่างผังเมืองนั้นผิดกฎหมายเมื่อรัฐบาลไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

แต่สมนึกก็รู้ว่าพวกเขากำลังต่อสู้ในคดีที่ใหญ่หลวงนัก “ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่การร้องเรียนที่เป็นธรรมตั้งแต่แรก เพราะศาลเลื่อนเวลารับฟ้องออกไป ในคดีอื่นๆ ที่ผมเคยเจอมามันไม่เป็นอย่างนี้เลย พวกเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าจะได้รับการตัดสินอย่างเป็นธรรมและสิ่งที่เราทำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย”

“พวกเราหลายคนรู้สึกอยากยอมแพ้ คอยถามกันว่า ‘มีข่าวว่าไงบ้าง’ แต่มันก็ยังไม่มีความคืบหน้า” สนิทบอก “ผมเองก็เกือบยอมแพ้ แต่พอเห็นมลพิษเกิดขึ้นทั่วไทย ผมสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมแพ้”

“แค่ต้องรับมือกับมลพิษจากโรงงานเดียวก็ยากอยู่แล้ว แต่มันน่ากลัวมากเมื่อพวกเขาพยายามที่จะสร้างโรงงานอีก 12 แห่งที่นั่น”

ชะตากรรมไม่ต่างกัน

ห่างจากจังหวัดฉะเชิงเทราไปทางเหนือประมาณ 130 กิโลเมตร ชาวบ้านอำเภอพนมสารคามได้ฟ้องร้องคดีน้ำเสียและมลพิษทางอากาศที่สงสัยกันว่าเกิดจากโรงงานรีไซเคิลเช่นกัน พื้นที่นี้เป็นที่ที่มีโรงงานรีไซเคิลชุกชุมที่สุดใน EEC

เช้าวันที่ 25 มกราคม 2564 ทีมเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นเข้าพื้นที่โรงงานหลอมเหลวโลหะโมลิบดีนัมเพื่อติดตามข้อร้องเรียน

เจ้าหน้าที่ไต่ไปตามที่ดินปกคลุมด้วยพุ่มไม้เพื่อเก็บตัวอย่างดินสีอำพันจากคูน้ำและหนองน้ำด้านนอกโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมและรายล้อมไปด้วยสวนยาง

เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ผู้คนยังคงรอคอยผลการทดสอบ แต่หลังจากไฟเพิ่งไหม้โรงงานไป ชะตากรรมของพวกเขายังไม่แน่นอน

เจ้าหน้าที่บางคนซึ่งเข้าร่วมการตรวจสอบได้ให้ความเห็นโดยไม่ออกนาม รู้สึกไม่พอใจที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ความร่วมมือเพียงพอ

การแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานกำกับดูแลอาจใช้เวลานานหลายปี นักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมมักเจออุปสรรคและมักตกเป็นเหยื่อการถูกกล่าวหา การฟ้องคดี หรือแม้แต่การฆ่าปิดปาก

เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2556 ประจบ เนาวโอภาส นักรณรงค์สิ่งแวดล้อมถูกยิงเสียชีวิต ผู้ใหญ่บ้านวัย 43 ปีประจำหนองแหน อ. พนมสารคาม ต่อสู้โรงงานในพื้นที่ ซึ่งกล่าวหากันว่าปล่อยสารพิษสู่พื้นที่รอบข้างโดยปล่อยขยะอันตรายอย่างผิดกฎหมาย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระบุว่าระดับสารก่อมะเร็งในพื้นที่นั้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 30 เท่า

หลังจากนั้น ตำรวจได้จับกุมเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของโรงงานก่อมลพิษ พร้อมกับผู้สมคบคิดการฆาตกรรมประจบอีกสองราย ศาลตัดสินโทษประหารชีวิต ทว่าในปี 2562 ได้ยกฟ้องและลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

เพื่อเป็นการรำลึกถึงประจบ ชุมชนได้ระดมทุนสร้างหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าตัวจริง หุ่นนี้ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะในที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน สวมชุดเครื่องแบบเหมือนดั่งที่เคยสวมมา

สู้เพื่อให้ได้ส่งเสียง

พื้นที่อื่นๆ ใน EEC ที่มีการวางแผนตั้งโรงงาน ต่างก็มีชุมชนท้องถิ่นต่อสู้อยู่เพื่อให้ได้มีปากเสียงในกระบวนการที่เข้ามาเปลี่ยนบ้านเกิดของพวกเขาให้กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม

เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง ช่วงต้นปี 2564 สมาชิกชุมชนจำนวนมากกว่า 200 คนจากทุกช่วงอายุ รวมตัวหารือการก่อสร้างโรงงานผลิตและรีไซเคิลพลาสติก ในค่ายลาดตระเวนชายป่าของหมู่บ้านธาตุทอง จ.ชลบุรี

ชุมชนกังวลว่าโรงงานขนาด 127 ไร่นี้อาจทำให้ไร่อ้อยและพื้นที่การเกษตรรอบข้างปนเปื้อน บางคนก็กังวลว่าจะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงวนอุทยานเขาเจ้าบ่อทองที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

ชุมชนท้องถิ่นที่รวมตัวกันในนามกลุ่มรักคลองมือไทร ชี้แจ้งว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมปรึกษาหารือในขั้นตอนการวางแผนโรงงาน ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนในพื้นที่ระบุว่า ประชาพิจารณ์จัดขึ้นในช่วงเวลากระชั้นชิดทำให้สมาชิกชุมชนหลายคนไม่สามารถเข้าร่วมได้ ในพื้นที่อื่นๆ งานพวกนี้เหมือนถูกจัดขึ้นเพื่อรวบรวมลายเซ็นสำหรับอนุญาตตั้งโรงงานเท่านั้น

หลังชุมชนขอข้อมูลโรงงานเพิ่มเติม พวกเขาพบว่าโรงงานมีแผนที่จะชวนนักลงทุนจากญี่ปุ่นและจีนเพื่อดำเนินกิจการโรงงานถึง 12 แห่งในพื้นที่

จักรกฤช กันทอง อาจารย์วิศวกรรมการไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในกรุงเทพฯ กล่าวว่าชุมชนกังวลมากที่โรงงานมีแผนชวนโรงงานอื่นมาตั้งเพิ่ม

“แค่ต้องรับมือกับมลพิษจากโรงงานเดียวก็ยากอยู่แล้ว แต่มันน่ากลัวมากเมื่อพวกเขาพยายามที่จะสร้างโรงงานอีก 12 แห่งที่นั่น” จักรกฤชซึ่งเป็นผู้นำชุมชนที่ได้รับผลกระทบอีกคนกล่าว

ช่วงต้นปี 2564 ชุมชนฟ้องกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบใบอนุญาตของโรงงาน และได้ติดต่อหน่วยงานรัฐอื่นๆ ให้เข้ามาตรวจสอบกรณีนี้ หนึ่งปีผ่านไป พวกเขายังไม่ทราบความคืบหน้าและยังไม่รู้ว่าโรงงานจะเปิดทำการเมื่อไหร่

ในขณะเดียวกัน โรงงานได้ฟ้องร้องสมาชิกชุมชน 3 คนเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาทในข้อหาทำให้เสียชื่อเสียง

สุชาติ ธนอมรพรรณ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลธาตุทอง เป็นจำเลยคนหนึ่งในคดีดังกล่าว เขาอาศัยอยู่บนเนินน้อยๆ ที่มองเห็นเขตพื้นที่โรงงาน ในเดือนพฤษภาคม 2565 ศาลอาญามีกำหนดนัดคู่ความมาพบกันว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่ แต่สุชาติยืนยันว่าจะยังปกป้องสิทธิชุมชนต่อไป

“รู้สึกเฉยๆ ไม่กลัวนะ เพื่อนทนายผมลองอ่านคำฟ้องแล้วบอกว่าตลกมาก ไม่มีอะไรต้องกังวล” เขาว่า “ถ้าศาลรับฟ้อง เราก็แค่สู้ไปตามจริง”

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะไม่รู้สึกสะเทือนกับคำขู่ทางกฎหมายเหมือนสุชาติ ดาวัลย์ จันทรหัสดี มูลนิธิบูรณะนิเวศ องค์กรประชาสังคมที่ทำงานกับร่วมกับชุมชนเผยว่าคนในชุมชนบางคนกังวลที่จะต่อต้านบริษัท ส่วนบางคนก็ไม่สามารถจินตนาการถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นได้ 

จักกฤช อธิบายว่า “เราไม่ได้ต่อต้านการพัฒนา แต่โรงงานไม่ควรตั้งอยู่ในพื้นที่การเกษตร เรารอให้พวกเขาตั้งโรงงาน 12 แห่งนั้นและเกิดมลพิษขึ้นไม่ได้ จะรอถึงวันนั้นมันก็สายเกินไปแล้ว”

 

รายงานเพิ่มเติมโดย ณิชา เวชพานิช

แปลโดย กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม

ต้นฉบับเรื่องนี้ตีพิมพ์ใน ChinaDialogue

ริณ จิเรณุวัฒน์ เป็นนักข่าวอิสระชาวไทย ผู้ผลิตสารคดีและโปรดิวเซอร์ข่าว ตลอดสิบปีนี้ ติดตามหลากหลายประเด็นตั้งแต่สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม รายงานสืบสวนและการเมือง

ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ

More Features

หลายสิบปีการต่อสู้ สู่วันที่งานบริการทางเพศไทย (เกือบ) ถูกกฎหมาย