Search
Close this search box.

เพราะสายลมไม่สนพรมแดน คนน่านเผชิญความเสี่ยงมลพิษถ่านหินลาว

หมู่บ้านน้ำช้างพัฒนา จ.น่าน ตั้งอยู่ระหว่างสันเขา หมู่บ้านชาวลัวะแห่งนี้ตั้งห่างจากชายแดนเพียงไม่กี่กิโลเมตร ภาพ : ลูค ดักเกิลบี/HaRDstories

ณ ฐานที่มั่นเก่าพรรคคอมมิวนิสต์จังหวัดน่าน หมู่บ้านชาวลัวะกำลังเผชิญศึกครั้งใหม่จากมลพิษทางอากาศ ที่อาจมีต้นตอจากโรงไฟฟ้าถ่านหินใหญ่สุดในลาว เมื่อเขตแดนไม่อาจหยุดภัยคุกคาม พวกเขาหันหน้าเข้าหาการทดลองทางวิทยาศาสตร์

จากจุดชมวิวสูง 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หญิงสาวชาวลัวะทอดสายตาผ่านเส้นแบ่งพรมแดนไทย-ลาว ครั้งหนึ่ง เทือกเขาสลับซับซ้อนนี้ช่วยปกป้องเหล่านักปฏิวัติในยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย วันนี้ พื้นที่แห่งนี้กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ที่สุดในลาวกำลังแผ่ขยายความเสี่ยงปกคลุมมาถึงชายแดนจังหวัดน่าน จุดที่กาญจนพร แปงอุด ยืนอยู่

“ไม่ใช่หมอก แต่เป็นควันจากปล่องโรงไฟฟ้า” สาวชาวลัวะวัยสามสิบเพ่งสายตามองฝ่าหมอกสีเทาในรุ่งเช้า โรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์หงสาตั้งอยู่ฝั่งลาว อีกเขตแดนประเทศที่ห่างไปเพียงระยะเดินเท้า แม้จากฝั่งไทยจะมองไม่เห็นปากปล่อง แต่สามารถเห็นควันสีขาวพวยพุ่ง ส่งสัญญาณคุกคามเธอกับชุมชนชาวลัวะ พวกเขาเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในไร่นา จุดดำคล้ำปริศนาปรากฏบนใบพืช ตั้งแต่โรงไฟฟ้าเปิดทำการเมื่อ 2555

ตั้งแต่ปี 2556 นักสิ่งแวดล้อมเริ่มเตือนให้เฝ้าระวังมลพิษอากาศข้ามพรมแดนในพื้นที่ภาคเหนือไทยที่อาจจะมาจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,878 เมกะวัตต์ ทุกๆ ปี ท้องฟ้าภาคเหนือจะปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจากการเผาการเกษตรตามฤดูกาล ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพ ทว่าประเทศไทยยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการว่าโรงไฟฟ้าอาจมีส่วนในความไม่พึงประสงค์นี้ แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นนักลงทุนและผู้ซื้อไฟฟ้าหลักจากโครงการ

เพื่อตอบข้อสงสัย กาญจนพรและเพื่อนเก่าสมัยเรียนจึงเริ่มต้นภารกิจหาคำตอบผ่านวิทยาศาสตร์พลเมือง โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานอย่างหลอดแก้วและกระดาษลิตมัสเพื่อสำรวจผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าฝั่งลาวสู่ฝั่งไทย หญิงสาวมองว่า “ยิ่งเข้าลึก ยิ่งเจอคำตอบที่ชัดเจนขึ้น ถ้ารู้ข้อมูลลึกมากกว่านี้ น่าจะน่ากลัวกว่านี้อีก”

ปักหมุดความเสี่ยง

สิบแปดกิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าคือที่ตั้งของ “หมู่บ้านน้ำช้างพัฒนา”​ บ้านของกาญจนพร หลังจากทำกับข้าวเช้าให้ครอบครัวเสร็จแล้ว สาวชาวลัวะเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ใส่กล่อง ยกขึ้นมอเตอร์ไซค์ วันนี้ เธอไม่ได้ไปทำไร่ แต่ไปทำการทดลองวิทยาศาสตร์

ในตอนแรก ชาวบ้านที่น่านเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อโครงการเริ่มปักเสาไฟฟ้าและสายส่งไฟยาวข้ามประเทศเพื่อเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะที่เป็นศูนย์กลางพลังงานภาคเหนือ เสาไฟสูงตั้งคร่อมที่ไร่นาชาวบ้านหลายครอบครัวในตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน พวกเขาจึงพากันยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายหลัก ให้หยุดโครงการ ล่าสุด ระหว่างที่คดียังคงอยู่ในชั้นศาลปกครองสูงสุด โครงการผลิตแล้วจ่ายไฟผ่านโครงสร้างเหล่านี้เข้าสู่ระบบพลังงานไทย

เริ่มแรก กาญจนพรสังเกตเห็นใบต้นข้าวในนาครอบครัวมีสีดำกระด่างเป็นวงรีคล้ายดวงตา หน่วยงานเกษตรในท้องที่อธิบายว่าเป็นโรคใบไหม้ที่เกิดเมื่อภูมิคุ้มกันพืชอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อราได้ง่าย ชาวนาชาวไร่คนอื่นๆ เองก็เริ่มสังเกตอาการคล้ายกันเกิดกับข้าวโพด ซึ่งเป็นรายได้หลัก

ชุมชนเริ่มสงสัยว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง “บ้านเราปลูกข้าวกับข้าวโพดมาหลายรุ่น” กาญจนพรกล่าว “ชาวบ้านสังเกตออกว่า อันไหนตายเพราะศัตรูพืช หรือว่าตายเพราะอย่างอื่น” 

สะสมความสงสัยทีละนิด เธอและชาวบ้านเข้าร่วมโครงการวิทยาศาสตร์พลเมือง ตอนปี 2560 ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและนักวิจัยจาก 5 สถาบัน เริ่มต้นเก็บข้อมูลความกังวลของชาวบ้านจากหมู่บ้านตั้งต้น  8 แห่ง บริเวณชายแดนไทย-ลาวใน อ.เฉลิมพระเกียรติ เพื่อกำหนดโจทย์วิจัย 

โครงการวิจัยงบประมาณ 19 ล้านบาทได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข มีเป้าหมายศึกษาตัวชี้วัดในสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศ ดิน น้ำผิวดิน และปลาในลำห้วย เพื่อระบุการปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมที่อาจกระทบต่อการทำเกษตรและสุขภาพผู้คนในพื้นที่ 

ทีมวิจัยเริ่มต้นด้วยการร่าง “แผนที่ความเสี่ยง” ซึ่งเป็นเสมือนเข็มทิศ ช่วยเจาะจงช่วงเวลาและพื้นที่เป้าหมายในการหาคำตอบข้อสันนิฐานเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน นำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและข้อมูลลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่มาคำนวณในแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อพยากรณ์ทิศทางลมและคาดการณ์ตำแหน่งที่มลพิษจากปลายปล่องโรงไฟฟ้าอาจตกสะสม จากนั้นจึงนำแผนที่มาทาบทับกับแผนที่ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและแหล่งน้ำจากชุมชนเพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

“พื้นที่สีแดง”

กาญจนพรเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมวิจัยพูดคุยกับคนในชุมชนและเก็บตัวอย่างการทดลอง เธอเก็บตัวอย่างดินและน้ำ ก่อนใช้กระดาษลิตมัสจุ่มเพื่อทดสอบระดับความเป็นกรด แล้วค้นพบอะไรบางอย่าง

กระดาษลิตมัสเปลี่ยนเป็นสีแดง แสดงให้เห็นว่า ดินในหมู่บ้านทั้ง 8 ที่เก็บข้อมูลนั้นมีความเป็นกรดสูงมากกว่าสภาพดินโดยธรรมชาติ

“พืชผลเกษตรเป็นจุดสีจ้ำๆ หย่อมๆ จากโรคเชื้อราเพิ่มมากขึ้น ไม่ตายพรืดเดียว ประกอบกับภาพทิศทางลมตรงกับจุดที่ชาวบ้านเจอปัญหา มันตรงกันขนาดนี้ ชาวบ้านเริ่มคิดแล้วว่า มันน่าจะใช่แล้วแหละ” กาญจนพรกล่าว เธอได้รับรางวัล “ธิดาดาวแดง” จากการประกวดดาวหมู่บ้านในงานเทศกาลรำลึกประวัติศาสตร์คอมมิวนิสต์เก่าในพื้นที่ประจำปี 2565 เกณฑ์หนึ่งคือ เธอช่วยทำจิตอาสาในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้อาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้พืชผลเกษตรเกิดความเสียหาย รายงานศึกษาจากหลายประเทศยืนยันว่าฝนกรดเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายรากพืช ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง อ่อนแอต่อโรคยิ่งขึ้น 

ฝนกรดเกิดขึ้นเมื่อน้ำฝนที่สะอาดสัมผัสกับมลพิษในอากาศ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์และก๊าซไนโตรเจนออกไซต์ ซึ่งโดยทั่วไปปล่อยจากการเผาถ่านหิน ถึงแม้ว่าก๊าซทั้งสองจะเกิดจากหลายแห่ง รวมถึงการเผาเวลาทำเกษตร แต่โครงการวิจัยนี้ค้นพบว่า ตำแหน่งตกสะสมของมลพิษนั้นมีรูปแบบสอดคล้องกับทิศทางลมพัดจากฝั่งลาวสู่ไทย ประกอบกับลักษณะแนวเทือกเขาที่เป็นแนวกั้นลม โรงไฟฟ้าถ่านหินจึงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดฝนกรด

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวรและหัวหน้าทีมวิจัยเผยว่า “แบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงว่า เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์​เป็นช่วงที่ทิศทางลมจากลาวพัดมายังไทย ถึงจะยังฟันธงแหล่งกำเนิดมลพิษแน่ๆ ไม่ได้ แต่ทางสถิติเชื่อว่า โรงไฟฟ้าเป็นแหล่งกำเนิดอย่างมีนัยยะสำคัญ”

หลายคนตั้งคำถามว่า ดินบริเวณหมู่บ้านชายแดนนั้นอาจปนเปื้อนสารเคมีจากการปะทะหรือซ้อมยิงปืน ช่วงที่น่านเป็นศูนย์บัญชาการรบและฝึกกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยช่วงปี 2508 – 2525 อาศัยชัยภูมิเทือกเขาสลับซับซ้อนเป็นเกราะป้องกัน ชาวนาและนักศึกษาจากกรุงเทพฯ เข้ามาตั้งที่ฐานที่มั่นน่านเพื่อฝึกฝนและแลกเปลี่ยนความรู้และยุทโธปกรณ์กับทางลาวและจีน แต่ธนพลยืนยันว่า การซ้อมยิงนั้นไม่สร้างสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นกรด

งานวิจัยยังพบว่า พืชผลเกษตรที่เสียหายใน 8 หมู่บ้าน อาจคิดเป็นเงิน 842.34 ล้านบาทต่อปี อ.เฉลิมพระเกียรติตั้งอยู่ติดชายแดนไทย-ลาว มีผู้อยู่อาศัยกว่า 10,000 คน ส่วนมากหากินจากการเกษตร

เว็บไซต์โครงการโรงไฟฟ้าหงสาเผยว่า หน่วยผลิตไฟฟ้าทั้งสามในโครงการนั้นได้รับการควบคุมอย่างดี โดยผ่านการออกแบบถูกต้องตามมาตรฐานและให้ประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซต์ ในเมืองหงสาและเมืองเงิน สปป.ลาว

ทว่าจากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ยังไม่ชัดเจนว่าได้มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศในฝั่งไทยอย่างต่อเนื่องหรือไม่

ตุลาคม 2566 ฮาร์ดสตอรี่ได้ติดต่อบริษัทไฟฟ้าหงสา จำกัด เพื่อขอความเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่ได้รับคำตอบ เจ้าหน้าที่บริษัทเผยว่า การตอบคำถามสื่อมวลชนต้องได้รับอนุญาตจากทางการลาว ซึ่งเป็นผู้ร่วมหุ้นในโครงการ

 

นักปกป้องสุขภาพชุมชน

ที่หมู่บ้านน้ำรีพัฒนา ไม่ไกลจากบ้านน้ำช้างพัฒนา หากพอมีเวลาว่างจากการช่วยครอบครัวทำสวนหม่อน นภาพร พงษ์ประเสริฐ์ จะท่องตระเวนไปเยี่ยมคนในหมู่บ้านเพื่อรับฟังและให้คำแนะนำเรื่องสุขภาพ

สาวลัวะวัย 29 เป็น “อสม.” อาสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน คอยเป็นหูเป็นตาเรื่องสุขภาพให้แก่คนในชุมชนตามโครงการของกระทรวงสาธารณสุข พอยิ่งพูดคุยมากขึ้น เธอเริ่มสนใจว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ห่างออกไปยี่สิบกิโลเมตรนั้นจะเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไรกับปัญหาสุขภาพของคนในหมู่บ้าน

นภาพรชอบโลกของวิทยาศาสตร์และวิชาการ แต่ไม่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะข้อจำกัดของครอบครัว เมื่อคนที่บ้านเริ่มทำโครงการวิจัย เธอจึงอาสาเข้าร่วมกับกาญจนพร ผู้เป็นทั้งเพื่อนเก่าสมัยเรียนและคู่หูวิจัยในวันนี้

เธอช่วยทีมวิจัยเก็บตัวอย่างเส้นผมผู้หญิงในหมู่บ้านเพื่อนำไปตรวจหาสารปรอท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ในหลายประเทศ พบว่าการเผาถ่านหินในโรงไฟฟ้านั้นปล่อยปรอท

ปี 2564 ทีมวิจัยตรวจพบการปนเปื้อนปรอทเฉลี่ย 0.66 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในตัวอย่างเส้นผม ซึ่งต่ำกว่าค่ามาตรฐานสากล ซึ่งกำหนดว่า การปนเปื้อนปรอทปริมาณมากกว่า 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเข้าข่ายอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนปรอทในปลาจากลำห้วย

ถึงแม้ว่าปริมาณสารปนเปื้อนในเส้นผมและปลาที่พบจะยังต่ำกว่าเกณฑ์อันตราย แต่โครงการวิจัยแนะนำว่าอยู่ในระดับที่ควรเฝ้าระวัง

“ถึงแม้ว่าวันนี้จะมีเทคโนโลยีบำบัดปรอทโดยเฉพาะในโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว แต่โรงไฟฟ้าในอาเซียนเรามักไม่ติดตั้งระบบดังกล่าว” อาจารย์วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมกล่าว

การเผาถ่านหินนับเป็นแหล่งปล่อยปรอทอันดับสองของโลก รองเพียงจากการทำเหมืองทองขนาดเล็ก ปรอทถูกนับว่าเป็นมลพิษที่กระทบคนทั้งโลกเพราะสามารถแพร่กระจายในระยะไกลและสะสมในสิ่งมีชีวิต เช่น ปลา ก่อนถูกส่งต่อผ่านห่วงโซ่อาหาร

การกินปลาที่ปนเปื้อนโลหะหนักทำให้เสี่ยงต่อสุขภาพ เนื่องจากปรอทส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพบว่าทำให้ไอคิวในเด็กลดลง

“เหมือนจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ดีกว่า…แต่ก็ต้องรู้ค่ะ จะได้ป้องกันตัวเองแล้วป้องกันคนในหมู่บ้านด้วย” นภาพรอธิบายความรู้สึก

หลายคนในชุมชนที่น่านยังกินปลาที่หาได้จากลำห้วย ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในธรรมชาติสำหรับคนรายได้ต่ำ แผนที่ความเสี่ยงจึงช่วยให้อาสาสมัครเข้าไปดูแลสุขภาพและคำให้ปรึกษาแก่กลุ่มคนเปราะบาง เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้มีรายได้น้อยได้โดยเฉพาะ ในอนาคต โครงการยังมีแผนตรวจปรอทสะสมในเลือด

นับตั้งแต่ปลายปี 2566 – 2567 โครงการวิจัยกำลังเข้าสู่ระยะที่สอง มุ่งส่งเสริมให้ชาวบ้านและเด็กนักเรียนในพื้นที่ช่วยกันติดตามและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม โดยใช้มือถือส่งข้อมูลผลตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือความผิดปกติต่างๆ ในพื้นที่เข้าสู่ฐานข้อมูลออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ อาสาสมัครในพื้นที่จะช่วยติดตามความเสี่ยงที่อาจเกิดกับกลุ่มคนเปราะบางอย่างใกล้ชิด

“โครงการนี้ถือเป็นมิติใหม่การเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพ” สมพร เพ็งค่ำ อดีตพยาบาลและหัวหน้าชุดโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพกล่าว “ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการตรวจฝ่ายเดียว แต่พอชุมชนเฝ้าระวังเองด้วยจะยิ่งเพิ่มความแม่นย่ำและเริ่มป้องกันได้ล่วงหน้า”

 

ถกเถียงเรื่องถ่านหิน

ตกค่ำ หมู่บ้านน้ำช้างพัฒนาตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงไฟบ้านตามจุดต่างๆ ส่องสว่าง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวัยสี่สิบ วันชัย บัวแสน ทอนเงินให้กับลูกบ้านที่มาซื้อของจากร้านขายของชำหน้าบ้านใต้แสงไฟสลัวของโซล่าเซลล์ วันชัยติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านเองเพื่อช่วยลดค่าไฟที่แพงขึ้นทุกปี แล้วยังติดในไร่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แม้จะอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้า แต่ชุมชนลัวะก็ไม่ได้การันตีว่าจะมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง

โรงไฟฟ้าหงสามีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ลาวและไทย โดยเริ่มก่อสร้างปี 2553 นับเป็นโรงไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงถ่านหินแห่งแรกในลาว สิบปีข้างหน้า สปป.ลาวยังมีแผนเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 4 แห่ง ที่มีกำลังผลิตสูงขึ้น ทำให้ถ่านหินคิดเป็นเชื้อเพลิงสัดส่วน 22% ของการผลิตพลังงานทั้งหมดในประเทศปี 2583

การลงทุนเพิ่มของลาวสวนทางกับกระแสลดใช้ถ่านหินและยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในหลายประเทศ และยิ่งทำให้ลาวเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ยากขึ้น 

การใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเป็นเรื่องใหม่ในลาว แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยกำลังทยอยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดนี้ รัฐบาลไทยประกาศมุ่งหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและไม่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่อีกต่อไป

บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้ถือหุ้น 40% ของโรงไฟฟ้าหงสา เผยว่า บริษัทได้ปิดดำเนินการเหมืองถ่านหินในไทยเมื่อปี 2551 เนื่องจากปริมาณถ่านหินสำรองหมดลง บริษัทได้ขยายการดำเนินงานโครงการถ่านหินในหลายประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก

โรงไฟฟ้าหงสาเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับไทยเป็นเวลา 25 ปี โดยสัญญาชุดนี้จะสิ้นสุดในปี 2583 ซึ่งยังเป็นปีเดียวกับที่สหประชาชาติตั้งเป้าหมายให้นานาประเทศร่วมกันยุติการใช้ถ่านหินโดยสมบูรณ์ เพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้ขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนว่าโรงไฟฟ้าหงสาจะหยุดดำเนินการหรือเดินหน้าผลิตต่อหลังจากสัญญาซื้อขายไฟดังกล่าวสิ้นสุด

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) ระบุในรายงานแผนยุทธศาสตร์พลังงานลาวว่า “อีกไม่นานจะถึงจุดที่การยุติสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากต้นทุนดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะแพงกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้”

รุ่งเช้ามาถึง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวันชัยไปไร่แล้วอดรู้สึกงุนงงไม่ได้ ข้าวโพดในไร่ของเขาดูเหมือนจะติดโรค เจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่อธิบายว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเองก็อาจมีส่วนทำให้พืชผลอ่อนแอต่อโรค เขาเองก็ไม่รู้คำตอบแน่ชัด “เราก็ยังไม่แน่ใจว่าเกิดจากไหน เกี่ยวกับการปนเปื้อนโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือเกี่ยวกับสภาวะอากาศของโลก”

 

ความรับผิดชอบข้ามพรมแดน?

หงสาไม่ใช่โครงการลงทุนข้ามประเทศในลุ่มน้ำโขงโครงการเดียวที่ทำให้ชุมชนใกล้เคียงกังวล

ปี 2560 ชุมชนทางตอนใต้เมียนมาถูกไล่รื้อจากที่ดินทำกินและเผชิญกับมลพิษจากเหมืองถ่านหินบานชอง ซึ่งมีบริษัทไทยร่วมลงทุน ส่วนชุมชนริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาในอีสานกำลังรับมือกับปัญหาระบบนิเวศผันผวนซึ่งได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งจากเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนผลิตไฟฟ้าลงทุนโดยเครือบริษัทพลังงานสัญชาติไทย

วรวรรณ ศุกระฤกษ์ ตัวแทนจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch) มองว่า กระแสนักธุรกิจไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านนี้มีหลายปัจจัยอยู่เบื้องหลัง “การเข้าถึงทรัพยากรประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้ในเพื่อนบ้านอาจจะด้อยกว่าฝั่งเรา” 

มีรายงานข่าวเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต่อชุมชนลาวรอบโรงไฟฟ้าไม่มากนัก รายงานปี 2566 โดย Freedom House ให้คะแนนสปป.ลาวเรื่องเสรีภาพการแสดงออก 13 จาก 100 คะแนน นับว่าเกือบท้ายสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ในไทย ซึ่งเสรีภาพการแสดงออกได้รับการคุ้มครองมากกว่า โครงการวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์พลเมืองเผยให้เห็นผลกระทบมลพิษอากาศที่เกิดขึ้นข้ามประเทศ วรวรรณมองว่า สิ่งนี้ชี้ว่าการมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนหรือ “อีไอเอข้ามพรมแดน” เป็นเรื่องเร่งด่วน

วันนี้ กลไกประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนยังไม่ถูกบังคับใช้ในกฎหมายฝั่งไทยหรือลาว ตรงกับที่หลายคนในชุมชนลัวะกังวล ว่าปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญจะไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศช่วยปกป้องคุ้มครอง

ไทยมีการร่วมมือรับมือปัญหามลพิษข้ามพรมแดนกับทางการลาว แต่มักจะเป็นการรับมือปัญหาฝุ่นควันจากไฟป่าและการเผาภาคเกษตร การปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมนั้นยังเห็นได้ไม่มาก

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมไทยได้ผลักดันแนวคิดเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แล้วเริ่มมีการพูดถึงในระดับนโยบายมากขึ้น

ตุลาคม 2566 เครือข่าย ETOs Watch ยื่นเรื่องกรณีชุมชน จ.น่าน เสี่ยงได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากโรงไฟฟ้าหงสาต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทางคณะกรรมการกำลังดำเนินการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นข้ามชายแดนไทย-ลาวและหาแนวทางส่งเสริมให้นักลงทุนไทยร่วมปกป้องและเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องการคุ้มครองและคุกคามสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากภาคธุรกิจ มติ ครม.พฤษภาคม 2560 กำหนดให้ไทยออกกลไกเพื่อกำกับการลงทุนของนักลงทุนไทยในต่างแดนให้คำนึงถึงหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน

ขณะที่โครงการตั้งอยู่ในประเทศลาว โรงไฟฟ้าหงสาเกี่ยวข้องแนบแน่นกับประเทศไทย นอกจากจะขายไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ผลิตได้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้ถือหุ้น 80% ยังเป็นบริษัทพลังงานมีต้นกำเนิดจากไทย นอกจากนี้ เงินกู้เพื่อก่อสร้างยังได้รับสนับสนุนจากธนาคารไทย 9 แห่ง นับว่าเป็นโครงการให้กู้ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดธนาคารไทย 

“การผลักดันให้โครงการลงทุนทำอีไอเอข้ามพรมแดนเป็นเรื่องใหญ่มาก มีขั้นตอนกฎหมายหลายอย่างที่ต้องก้าวข้าม” วรวรรณกล่าว “เราเลยผลักดันให้ยกระดับงานวิจัยที่ชุมชนทำแล้ว นำขึ้นมาพูดคุยมากขึ้น” 

กาญจนพรและนภาพรร่วมทำงานวิจัย โดยหวังว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะช่วยชุมชนของพวกเธอติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สองสิ่งที่โลกกำลังหันมาตระหนักมากขึ้นว่าคือเรื่องเดียวกัน 

“อยู่ข้างบน ถ้าขยันทำไร่หากินก็ไม่ต้องจ่ายอะไร” กาญจนพรว่า “แต่บ้านเราอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว เราอยากทำทุกอย่างที่ทำได้” คู่หูวิจัยของเธอ นภาพร เสริม “เอาอนาคตข้างหน้าไว้ก่อน ดีกว่าทีหลังมันแก้ไม่ทันแล้ว”

ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ

More Features

หลายสิบปีการต่อสู้ สู่วันที่งานบริการทางเพศไทย (เกือบ) ถูกกฎหมาย