เมื่อสินในน้ำ ปนเปื้อนมลพิษเหมือง

นักวิจัยจากกรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกกเพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนัก ณ อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก เมื่อเดือนกันยายน 2568 ภาพ : วิศรุต วีระโสภณ/HaRDstories

หลายชั่วอายุคนที่ครอบครัวริมฝั่งน้ำกกในไทยต้องพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้ในการเพาะปลูกและหล่อเลี้ยงชีวิต แต่วันนี้ สารหนูและตะกั่วจากเหมืองแร่ที่ขาดการควบคุมในฝั่งเมียนมากำลังทำให้แหล่งน้ำสายเดิมกลายเป็นพิษ ขณะที่รัฐบาลไทยยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการหาทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น

 

นับตั้งแต่จำความได้ ทรายทอง ศุภธารดำรง และครอบครัวของเธอ ได้อาศัยบนที่ดินริมฝั่งของแม่น้ำกกในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ บนผืนแผ่นดินอันอุดมนี้ ครอบครัวของเธอยังชีพด้วยการเพาะปลูกพืชผักออร์แกนิกหลายชนิด อาทิ เสาวรส ฟักทอง มะเขือม่วง มันเทศ ส่งขายให้กับโครงการหลวง หากแต่แม่น้ำที่ให้ชีวิตได้เปลี่ยนไปจนแทบจะจำไม่ได้

สายน้ำที่เคยให้ชีวิตและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวกลับกลายเป็นสายน้ำพิษจากผลกระทบเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งได้ปลดปล่อยสารเคมีอันตรายปนเปื้อนตลอดสายน้ำ ทำให้ครอบครัวของเธอต้องสูญเสียรายได้จากพืชผลที่เคยทำเงินได้มากกว่า 100,000 บาทต่อปี

“พี่โตที่นี่และอยู่ริมแม่น้ำกกมาทั้งชีวิต เลยรู้ว่าแม่น้ำมันผิดปกติแล้ว เพราะน้ำในแม่น้ำไม่เคยขุ่นมีตะกอนโคลนเยอะขนาดนี้มาก่อน” เธอกล่าว

แม่น้ำกกและแม่น้ำสายถือเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายหลักของพื้นที่เหนือสุดในประเทศไทย โดยมีต้นกำเนิดจากพื้นที่สูงในรัฐฉานของเมียนมา นักวิจัยที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคระบุว่า การทำเหมืองแร่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำทั้งสองสายนี้

แร่แรร์เอิร์ธประกอบด้วยกลุ่มโลหะ 17 ชนิด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ระบบป้องกันประเทศและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการสกัดแร่เหล่านี้ต้องใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น โดยการผลิตแร่เพียง 1 ตัน อาจก่อให้เกิดขยะอันตรายสูงถึง 2,000 ตัน ความต้องการแร่ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่ขาดการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ผลการตรวจสอบโดยกรมควบคุมมลพิษ ยืนยันการปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักอันตรายในระดับที่น่ากังวลในแม่น้ำกก ขณะที่หลายครอบครัวในพื้นที่รวมถึงครอบครัวของทรายทอง ยังคงต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายนี้เพื่อการเพาะปลูกมากถึง 80%

ข้อมูลจากสติมสันเซนเตอร์และมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ระบุว่า กิจการเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนเริ่มขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสายในปี 2565 ภายหลังการรัฐประหารในเมียนมาหนึ่งปีให้หลัง ในช่วงเวลานั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐฉานยังคงเป็นพื้นที่ขัดแย้งหรือถูกควบคุมโดยกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ อาทิ กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (National Democratic Alliance Army) และกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army) ส่งผลให้การดูแลตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมแทบไม่เกิดขึ้นจริง

“โดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการเหมืองแร่ต้องมีมาตรการควบคุมมลพิษเพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด” ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าว 

มาตรการประการหนึ่งคือการสร้างบ่อกักเก็บกากแร่ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บกากหางแร่อันตรายจากการทำเหมือง โดยประเทศไทยกำหนดให้เหมืองแร่ต้องมีบ่อกักเก็บกากแร่ ผิดกับเมียนมาที่ไม่มีกฎเกณฑ์เหล่านี้

“แต่เหมืองในรัฐฉานกลับปล่อยกากหางแร่เหล่านั้นลงสู่แม่น้ำโดยตรง จึงไม่แปลกใจเลยที่การปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจะรุนแรงขนาดนี้” ธนพลกล่าว 

งานวิจัยจากทีมของธนพลพบว่า 70% ของโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก มีลักษณะเฉพาะตรงกับกากหางแร่ที่เกิดจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ ส่วนสถานการณ์ในแม่น้ำสายกลับต่างออกไป โดยพบสารหนูเข้มข้นกว่ามาก และมีสัดส่วนการปนเปื้อนจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเพียง 45% ซึ่งบ่งชี้ว่ากิจกรรมหลักบริเวณต้นน้ำคือการทำเหมืองทองคำ

ตะกอนพิษเหล่านี้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างและแพร่กระจายการปนเปื้อนไปทั่วลุ่มน้ำ สำหรับเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำเพื่อการเพาะปลูก นั่นหมายถึงพืชผลของพวกเขามีความเสี่ยงที่จะดูดซึมสารหนูและโลหะหนักเข้าไป ซึ่งอันตรายนี้จะส่งต่อถึงใครก็ตามที่บริโภคพืชผักเหล่านั้นด้วย

Related Stories

ขณะเดียวกัน ผลการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษอีกชุดหนึ่งที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568 พบสารหนูในระดับที่ไม่ปลอดภัย โดยมีค่าเกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ในหลายจุดตลอดแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง

 

สายน้ำที่เคยให้ชีวิต กลับกลายเป็นผู้พรากทุกสิ่ง

แม้แม่น้ำกกและแม่น้ำสายจะเป็นเพียงลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง แต่สำหรับชุมชนในจังหวัดเชียงราย แม่น้ำทั้งสองสายเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีเกษตรกรรมและการประมงท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ทว่าวันนี้ ครอบครัวของทรายทองและเพื่อนบ้านกลับต้องกลายเป็นผู้แบกรับราคาที่ต้องจ่าย

“พืชผลเราเสียหายยับเยินติดต่อกันสองฤดูกาล จนไม่มีรายได้จากไร่เลยสักบาท” ทรายทองบอกเล่าด้วยความท้อแท้ “แถมสวนอีกครึ่งหนึ่งยังถูกโคลนและทรายทับถมสูงถึงสองเมตร”

สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อธิบายว่ากากหางแร่ที่มีสารพิษเจือปนได้เข้าไปเปลี่ยนระบบอุทกวิทยาของแม่น้ำ ทำให้ลำน้ำตื้นเขินและเกิดน้ำท่วมได้ง่ายขึ้น ซึ่งทรายทองเชื่อว่า การทำเหมืองที่ต้นน้ำมีส่วนซ้ำเติมให้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม จนไร่สวนของเธอจมอยู่ใต้ตะกอนทรายหนากว่าหนึ่งเมตร

“ตั้งแต่ไร่พังไป พี่ก็ปลูกอะไรไม่ได้อีกเลย ขาดรายได้จากการทำเกษตรไปโดยปริยาย” เธอกล่าว “มันลำบากมาก เพราะพี่ยังมีลูกอีกสองคนที่ต้องดูแล”

แต่เดิมครอบครัวของเธอเคยพึ่งพาสายน้ำแห่งนี้ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการหาปลา ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ทุกวันนี้ทรายทองต้องหันไปรับจ้างในโครงการเกษตรท้องถิ่น มีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไปจากหยาดเหงื่อแรงงานบนผืนดินของตัวเอง

ผลกระทบขยายวง

สำหรับชุมชนเกษตรกรรมริมฝั่งแม่น้ำกก การปนเปื้อนครั้งนี้ไม่ได้นำมาเพียงแค่ปัญหาสุขภาพ แต่กำลังก่อให้เกิดวิกฤตซ้ำสองนั่นคือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่พังทลายลง ขณะที่ชาวบ้านหลายเสียงต่างสะท้อนว่ารัฐบาลยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือไม่มากพอ

“เราอยากให้รัฐบาลออกมาตรการที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร” สุรศักดิ์ แสงใจ เกษตรกรในอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย กล่าว “ตอนนี้คนไม่กล้าซื้อผลผลิตในพื้นที่เพราะกลัวสารปนเปื้อน ทำให้พวกเราขาดรายได้”

ความหวาดระแวงยังลามไปถึงตลาดปลา สุขใจ ยานะ ชาวประมงในอำเภอเชียงแสน เล่าว่า ปกติแล้วชาวบ้านจะพึ่งพารายได้หลักจากการหาปลาในช่วงฤดูกาลหกเดือน ซึ่งสร้างรายได้ให้เฉลี่ยคนละ 52,000 บาทต่อปี

“ฤดูกาลนี้เจอตัวปลาที่มีแผลและพุพองตามผิวหนังเยอะมาก” เขาเล่า “ตอนนี้คนไม่กล้ากินปลาจากแม่น้ำกกแล้ว พวกเราเลยไม่มีรายได้เลย”

ไม่ใช่แค่ปลาเท่านั้นที่เริ่มส่งสัญญาณของการปนเปื้อน เพราะเหล่าช้างที่ปางช้างกะเหรี่ยงรวมมิตร ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก ก็เริ่มมีอาการผิวหนังพุพองจากการลงไปอาบน้ำเล่นน้ำในแม่น้ำด้วยเช่นกัน

อุเทน สุภาใจ ควาญช้างประจำปางช้างแห่งนี้เล่าว่า ตอนนี้ไม่สามารถพาช้างลงไปอาบน้ำในแม่น้ำได้อีกต่อไป “เมื่อก่อนเราเคยให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปอาบน้ำกับช้างในแม่น้ำ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วครับ”

ขณะที่ สีทน คำแปง ผู้จัดการปางช้าง ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปมากกว่า 80% นับตั้งแต่เกิดการปนเปื้อนในแม่น้ำกก

ร็อกเก็ตมีเดียแล็บ แพลตฟอร์มงานสืบสวนเชิงข้อมูล ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายทางการเกษตรตลอดแนวแม่น้ำกกอาจสูงกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี และภาคประมงยังเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้อีกกว่า 92 ล้านบาท โดยหากปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำยังไม่ได้รับการแก้ไข ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจทวีความรุนแรงจนยากจะเยียวยา 

เมื่อมลพิษไหลลามสู่ปลายน้ำ

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว เฝ้าสังเกตความเป็นไปของแม่น้ำโขงมานานหลายทศวรรษ ในฐานะประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ องค์กรขับเคลื่อนด้านการอนุรักษ์แม่น้ำโขง เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงภัยเงียบที่กำลังไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ

เขาเตือนว่า หากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงไม่เร่งจัดการกับปัญหาการทำเหมืองที่ขาดการควบคุมอย่างจริงจัง ลุ่มน้ำแห่งนี้อาจต้องเผชิญกับ “โศกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อมครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่แม่น้ำนานาชาติสายนี้เคยประสบมา” หลังจากชาวประมงในพื้นที่เริ่มจับปลาที่มีแผลพุพองตามผิวหนังได้เช่นเดียวกับที่พบในแม่น้ำกก เป็นหลักฐานชัดเจนว่าสารเคมีอันตรายได้พัดพามาไกลถึงพื้นที่ท้ายน้ำแล้ว

จากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 พบสารหนูในระดับที่เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยในแม่น้ำโขงสองจุด ใกล้กับอำเภอเชียงแสน นอกจากนี้ยังพบปริมาณสารหนูและตะกั่วสูงขึ้นตลอดทั้งสายของแม่น้ำสาย

“แม่น้ำโขงคือชีวิตของคนนับล้านในหกประเทศ ไทยจำเป็นต้องมีบทบาทนำในการหาความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับวิกฤตครั้งนี้” นิวัฒน์กล่าว

รายงานจากสติมสันเซนเตอร์ เผยให้เห็นขอบเขตของปัญหาที่ครอบคลุมไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่าพบเหมืองแร่ที่ไร้การตรวจสอบดูแลกว่า 2,400 แห่ง กระจายตัวอยู่ในเมียนมา ลาวและกัมพูชา นอกจากนี้ รายงานยังพบสารหนูและสารเคมีอันตรายในระดับที่น่ากังวลไหลลามไปถึงแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นอีกแม่น้ำนานาชาติสายสำคัญของภูมิภาค

“เราต้องหยุดการทำเหมืองที่ขาดความรับผิดชอบให้เร็วที่สุด และเริ่มฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทันที” นิวัฒน์กล่าว “นี่คือเรื่องความเป็นความตายของผู้คนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำเหล่านี้ ทั้งเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำและใช้ในการประกอบอาชีพ”

นิวัฒน์ยังแสดงความกังวลถึงโครงการเขื่อนปากแบง ซึ่งเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในลาว ห่างจากจังหวัดเชียงรายไปทางตอนล่างประมาณ 70 กิโลเมตร เขาเตือนว่าหากปัญหาตะกอนพิษเหมืองแร่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เขื่อนแห่งนี้จะกลายเป็นที่กักเก็บสารพิษ กลายเป็นแหล่งปนเปื้อนถาวร

“เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ” เขากล่าวย้ำ “หากไทยไม่ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหา แม่น้ำโขงทั้งสายคงหนีไม่พ้นจุดจบเลวร้ายอย่างแน่นอน”

การเยียวยาที่ยังมาไม่ถึง

เมื่อเดือนตุลาคม 2568 สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเฝ้าระวังและตรวจสอบระดับสารหนูในแม่น้ำ พืชผลและปลาอย่างต่อเนื่อง

“เรากำลังเร่งจัดสรรเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยตรวจวัดค่าสารต่างๆ เพิ่มเติม แต่เรายังมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณอยู่” เขากล่าว พร้อมเสริมว่ากรมทรัพยากรน้ำบาดาลกำลังเร่งจัดหาแหล่งน้ำดื่มสะอาดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

อุปสรรคสำคัญอาจอยู่ที่ปัญหาด้านการเงิน โดยสืบสกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่าการเปลี่ยนแหล่งน้ำใหม่ต้องใช้งบประมาณสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท แม้กรมทรัพยากรน้ำจะมีความคืบหน้าอยู่บ้าง แต่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดหางบประมาณมาจากไหนและจะส่งมอบน้ำสะอาดให้ชาวบ้านได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลยอมถอย หลังจากที่กรมทรัพยากรน้ำเคยเสนอแผนงบประมาณ 8,600 ล้านบาท เพื่อสร้างฝายดักตะกอนตลอดแนวแม่น้ำกก แต่ถูกชุมชนคัดค้านอย่างหนัก เนื่องจากชาวบ้านตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของฝาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อกังวลว่าหากดักตะกอนพิษเอาไว้แล้ว จะมีวิธีการจัดการกับกากเหล่านั้นอย่างไรต่อไป

ประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า นับตั้งแต่ถ้อยแถลงของรัฐมนตรี สุชาติ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ได้มีการจัดทำแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอย่างน้อยเดือนละสองครั้ง ควบคู่ไปกับการสุ่มตรวจน้ำดื่ม พืชผัก พืชไร่ และปลาที่จับได้จากพื้นที่แม่น้ำกก

ในประเด็นเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสานความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เพื่อหารือแนวทางจัดการปัญหาสารหนูปนเปื้อน ซึ่งรวมถึงการยกระดับการแบ่งปันข้อมูลและการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนร่วมกัน

แม้จะมีการประกาศมาตรการเฝ้าระวังมากมาย สืบสกุล โต้แย้งว่า ผลการตรวจสอบเหล่านั้นไม่ได้ถูกสื่อสารไปยังชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

“ประชาชนจำเป็นต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องท่วงทีเกี่ยวกับระดับสารพิษในน้ำและอาหาร” เขากล่าว “มิเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถรับรู้และตัดสินใจได้เลยว่าสิ่งที่บริโภคจะปลอดภัยจริงๆ”

เมื่อกฎหมายสิ้นสุดลงที่พรมแดน

อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การสัมผัสกับสารหนูอย่างต่อเนื่องแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างร้ายแรง ความเสี่ยงเหล่านี้รวมถึงโรคหัวใจ ความผิดปกติทางระบบประสาท รวมถึงมะเร็งผิวหนัง ปอดและกระเพาะปัสสาวะ

ในบางราย ความเสียหายต่อร่างกายได้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ทำการตรวจตัวอย่างเล็บและเส้นผมจากประชาชน 90 คน ในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่ามี 16 รายที่มีระดับสารหนูเกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยบุคคลเหล่านี้เริ่มมีอาการชาตามมือและเท้า ระคายเคืองผิวหนัง ผิวเปลี่ยนสีและมีอาการจมูกอักเสบ

อริศรา เล็กคำ รองคณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญ นั่นคือการขาดโครงสร้างทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับวิกฤตครั้งนี้ที่ต้นตอ

“ในอนาคต เราอาจจำเป็นต้องพิจารณาจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค และแต่งตั้งผู้พิทักษ์แม่น้ำข้ามพรมแดน เพื่อปกป้องสิทธิของแม่น้ำและสิทธิของผู้คนที่วิถีชีวิตผูกพันอยู่กับสายน้ำเหล่านี้” เธอกล่าว

อริศรา ยังตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการทุกอย่างที่ถูกเสนอมาจนถึงตอนนี้ล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นตอของปัญหาอย่างการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่ขาดการควบคุมนอกเขตพรมแดนกลับยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ข้อตกลงลุ่มน้ำโขงจะมีกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอยู่ แต่เมียนมาก็ไม่ได้เป็นสมาชิกเต็มตัว 

เธอโต้แย้งว่า จนขณะนี้ทางการไทยก็ยังไม่ได้ยกระดับปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายให้เป็นวิกฤตข้ามพรมแดนอย่างที่ควรจะเป็น ความล้มเหลวนี้เองที่กลายเป็นข้อจำกัดในการผลักดันให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในเวทีเจรจาระดับภูมิภาค

ขณะที่ดวงตะวันลับขอบเขา ทรายทองกำลังเก็บฟืนอยู่หน้าบ้านของเธอ เบื้องล่างนั้น แม่น้ำกกยังคงไหลผ่านไปด้วยสีน้ำที่เข้มและขุ่นมัว

“พี่แค่หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ” เธอกล่าว “และอยากเห็นน้ำในแม่น้ำกลับมาสะอาดใสเหมือนเดิมอีกครั้ง”

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ได้ทำงานกับสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง อาทิ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กรีนนิวส์ บางกอกโพสต์ และสปริงนิวส์ ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคอนเท้นท์ข่าว ที่สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ เขามีความเชี่ยวชาญในประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในไทยและชาติอาเซียน

วิศรุต วีระโสภณ ช่างภาพสารคดีและข่าวชั้นนำของไทย หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาการถ่ายภาพจาก Pohchang Academy of Art ในปี 2017 เขาได้ร่วมงานกับสิ่งพิมพ์ชั้นนำของไทย เช่น นิตยสารสารคาดี, The Momentum และ National Geographic Thailand เขายังเป็นช่าวภาพข่าวให้กับ Zuma Press

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.