ซากปรักหักพังวัดลาวกับความฝันสู่แบตเตอรี่แห่งเอเชีย

ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการพัฒนาและการอนุรักษ์ ผลกระทบจากโครงการเขื่อนในลาวยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของชุมชนลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำอู ที่กำลังเผชิญทั้งการย้ายถิ่นฐานและการสูญเสียพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง 

Khen Offering
วัดป่าบ้านหาดสา ในแขวงหลวงพระบาง ถูกปล่อยร้างหลังระดับน้ำสูงขึ้นหลังการสร้างเขื่อนน้ำอู 3 ขอบคุณภาพ : เพจเฟซบุ๊ก Khen Offering

ประเทศลาว – กรรมกรก่อสร้างหลายคนทยอยลำเลียงเศษอิฐเศษปูนขึ้นรถบรรทุก ก่อนรถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ เหลือไว้เพียงซากอาคารที่แทบไม่เหลือเค้าเดิม ว่านี่เคยเป็นวัดบ้านลาดหาน รัตตะนะโพไซยะราม ในเมืองงา แขวงอุดมไซ วัดที่เคยเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชนมาหลายชั่วอายุคน

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง ที่ดำเนินการโดย บริษัท หลวงพระบางพาวเวอร์ จำกัด ที่มีบริษัท CK Power และพันธมิตรธุรกิจในไทย เป็นผู้ลงทุนหลัก ร่วมกับกลุ่มทุนเวียดนามและบริษัทพลังงานในลาว

เขื่อนหลวงพระบางเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2564 และคาดว่าจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 2570

การทุบทำลายและรื้อถอนวัดแห่งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่ผ่านมา พูม (นามสมมติ) ชาวบ้านบ้านลาดหานเล่าว่า วัดแห่งนี้มีความหมายกับเขาอย่างมาก เพราะตั้งแต่จำความได้ ชีวิตของเขาก็ผูกพันอยู่กับที่แห่งนี้มาโดยตลอด

เขาบอกว่า การเห็นวัดที่คุ้นตาถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตาในเวลาไม่นาน เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

หลังคลิปวิดีโอการทุบทำลายวัดบ้านลาดหานถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น ชาวบ้านที่เคยมีประสบการณ์กับวัดแห่งนี้ต่างเขียนข้อความแสดงความโศกเศร้าในทำนองว่า อีกไม่นานวัดที่เคยไปทำบุญและหมู่บ้านที่เคยใช้ชีวิตอาจต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนหลวงพระบาง

ขณะเดียวกัน ผู้คนจากพื้นที่อื่นๆ ในลาวก็เข้ามาเล่าประสบการณ์คล้ายกัน หลายคนระบุว่า หมู่บ้านของตนก็มีวัดที่ถูกน้ำท่วมถูกปล่อยร้าง หรืออาจต้องถูกรื้อถอนในสักวันจากผลกระทบของโครงการเขื่อน

ความรู้สึกสูญเสียในลักษณะเดียวกันนี้ จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่เฉพาะบ้านลาดหาน แต่ค่อย ๆ แพร่ไปตามสายน้ำในหลายชุมชนทั่วลาว

 

วัดในและนอกเขตมรดกโลก 

เขื่อนหลวงพระบาง ตั้งอยู่เหนือเมืองมรดกโลกหลวงพระบางราว 25 กิโลเมตร และนับตั้งแต่โครงการเริ่มเดินหน้าก่อสร้าง เสียงกังวลจากหลายฝ่ายก็ยิ่งทวีความชัดเจนมากขึ้นว่า การพัฒนาเขื่อนแห่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิทัศน์เมืองเก่า สถาปัตยกรรมดั้งเดิมและวิถีชีวิตของชุมชน

ในปี 2568 คณะกรรมการมรดกโลกได้แสดงความกังวลว่า การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในแขวงหลวงพระบาง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ระบบคมนาคมหรือการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ หากขาดการควบคุมที่เหมาะสม อาจกระทบต่อ ‘คุณค่าโดดเด่นสากล’ (Outstanding Universal Value) ของเมือง ทั้งในด้านภูมิทัศน์เมืองเก่า สถาปัตยกรรมดั้งเดิม และความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่

“ความกังวลมันก็แน่นอน พอมีการสร้างเขื่อนมันก็ต้องมีการกระทบ แต่ก็ต้องเลือกเอาแหล่งมรดกโลกก่อน แล้วกรณีนี้ พวกเราได้พยายามศึกษามานานแล้ว เหมือนกับเขื่อนน้ำเทิน 2 ผลการศึกษาก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี” กิ่งทะวัน (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่กรมมรดกโลกและวิจิตรศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของลาว กล่าว พร้อมย้ำว่าทางการลาวให้ความสำคัญกับการปกป้องแหล่งมรดกโลกเป็นลำดับแรก

เขายังกล่าวอีกว่า ทางการลาวตั้งใจบริหารจัดการและปกป้องคุณค่าของนครหลวงพระบางไว้ให้ได้ เช่นเดียวกับอุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ ในแขวงคำม่วน ที่แม้จะมีบริบทด้านระบบนิเวศเกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 แต่ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2568

กิ่งทะวันยังระบุด้วยว่า สำหรับวัดเก่าแก่ภายในเขตเมืองมรดกโลกนั้น ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี และยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากโครงการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

แต่หลายวัดในลาวที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนก็ไม่ได้อยู่ในเขตเมืองมรดกโลก เช่น วัดบ้านลาดหาน

ศรัทธาที่ถูกทิ้งไว้ใต้สายน้ำ

“เอาแต่พระองค์เล็กออกมา ส่วนพระประธานเขาไม่อยากเคลื่อนย้าย เพราะมีขนาดใหญ่ ขนย้ายลำบาก ไม่มีเครื่องมือรองรับ และไม่มีใครกล้ารื้อ เพราะเชื่อว่าจะเกิดสิ่งไม่ดี” 

สุกสะหวัด (นามสมมติ) ชาวบ้านบ้านหาดสา เมืองงอย แขวงหลวงพระบาง เล่าว่า นับแต่โครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำอู 3 ของบริษัท PowerChina เปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2564 ระดับน้ำในแม่น้ำอูก็เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงผิดธรรมชาติ ทำให้วัดป่าบ้านหาดสาที่ชาวบ้านลาวพุทธกว่า 60 ครอบครัว จาก 10 หมู่บ้าน เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต้องจมอยู่ในน้ำ

แม่น้ำอู ซึ่งมีความยาวประมาณ 448 กิโลเมตร นับเป็นแม่น้ำสาขาที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำโขงในประเทศลาว อีกทั้งยังเป็นเส้นทางคมนาคมและแหล่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ และเป็นที่ตั้งของโครงการเขื่อนน้ำอู 7 แห่ง

เขาเล่าอีกว่าเจ้าอาวาสวัด สามเณรและชาวบ้าน ช่วยกันขนย้ายพระพุทธรูปขนาดเล็กและสิ่งของต่างๆ ภายในวัด ที่พอจะเคลื่อนย้ายได้ออกไปหมดแล้ว และนำไปประดิษฐานภายในวัดป่าบ้านหาดสาหลังใหม่ ที่ทางโครงการเขื่อนไฟฟ้าน้ำอู 3 สร้างทดแทนไว้ 

นอกจากวัดป่าบ้านหาดสาแล้ว เขื่อนไฟฟ้าน้ำอู 3 ยังส่งผลให้วัดริมแม่น้ำอูอีกอย่างน้อย 2 แห่ง คือ วัดบ้านหาดขามและวัดบ้านสมขิง  ต้องจมน้ำเช่นกัน โดยบริษัทได้ดำเนินการสร้างวัดขึ้นทดแทนในพื้นที่ใหม่ 

ทั้งนี้ ทางการลาวยังไม่มีแผนอนุรักษ์วัดที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนอย่างเป็นทางการ ทำให้แนวทางการตัดสินใจในปัจจุบันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่

ภายใต้นโยบายผลักดันประเทศสู่ ‘แบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ ลาวเร่งพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทั่วประเทศ แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงสายน้ำ หากยังเปลี่ยนชุมชน วัดและความทรงจำของผู้คนริมแม่น้ำไปพร้อมกัน 

 

บ้านใหม่ แต่ไร้ที่ดินทำกิน 

ข้อมูลจากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ระบุว่า โครงการเขื่อนทั้ง 7 แห่งในลุ่มน้ำอู ทำให้ประชาชนราว 9,748 คน จาก 127 หมู่บ้าน ต้องโยกย้ายถิ่นฐานและยังกระทบวิถีชีวิตของผู้คนอีกนับหมื่นที่พึ่งพาแม่น้ำอูในการทำประมง เกษตรกรรมและการสัญจร 

หนึ่งในนั้นคือชาวบ้านหมู่บ้านหาดสา เมืองงอย แขวงหลวงพระบาง ที่จำเป็นต้องย้ายออกจากถิ่นเดิม ไปอาศัยอยู่ในบ้านจัดสรรใหม่ ซึ่งบริษัทผู้ก่อสร้างโครงการเขื่อนน้ำอู 3 เป็นผู้จัดสร้างให้

โครงการบ้านจัดสรรดังกล่าวประกอบด้วยบ้านพัก วัด โรงเรียนและโรงพยาบาล รวมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งน้ำและไฟอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กลับไม่มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้ ส่งผลให้ชาวบ้านยังต้องเดินทางกลับไปยังพื้นที่เดิมเพื่อทำการเกษตร

“ก็ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ แล้วส่วนมากเขาก็อาศัยหากินที่เขตเก่า ถ้าเดินก็ตอนเช้าไปถึงตอนบ่าย ประมาณครึ่งวัน ก็มีวัว มีสวน มีนาเก่า เขาก็กลับไปทำอยู่ที่นั่น เพราะมาอยู่ทางนี้ ไม่มีดินนาดินไร่” สังทอง (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่แผนกกสิกรรมและป่าไม้ แขวงหลวงพระบาง กล่าว

เขายังระบุด้วยว่า ลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะชาวบ้านบ้านหาดสาเท่านั้น แต่ยังเกิดกับชาวลาวในหลายเมืองและหลายแขวงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนทั่วประเทศลาว

เหลือเพียงน้ำกับความทรงจำ 

“ก็รู้สึกเสียดายความงดงาม แต่ก็จำเป็นเพื่อการพัฒนา เพราะเราไม่มีสิทธิ ต้องขึ้นกับรัฐบาลเป็นฝ่ายจัดสรร แต่ถ้าไม่มีเขื่อน ก็จะมีหาด มีธรรมชาติอยู่”

สุกสะหวัด ชาวบ้านบ้านหาดสา บอกเล่าถึงผืนน้ำอู ที่เคยเป็นหาดทรายและพื้นที่ของวัดป่าบ้านหาดสา ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ จมลงใต้น้ำ

เขาบอกอีกว่าเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นถ้อยคำและยอมรับอย่างเงียบงันว่า เสียงและความต้องการของชาวบ้านไม่อาจยับยั้งโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ได้

“ไม่มีแล้ว… ไม่มีแล้ว…”

เช่นเดียวกับชาวบ้านบ้านลาดหาน ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงความอาลัย หลังวัดบ้านลาดหาน ซึ่งเขาผูกพันมาตั้งแต่เล็กจนโต ถูกทุบทิ้งลงต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่อาจยับยั้งอะไรได้เลย

สิ่งเดียวที่ทำได้ในขณะนั้น คือการเก็บข้าวของเพื่อเตรียมย้ายออกจากบ้านเกิด ไปอยู่บ้านจัดสรรใหม่ พร้อมวัดบ้านลาดหานหลังใหม่ที่ทางบริษัทสร้างชดเชยให้

“…ต่างพากันร้องไห้โฮ คิดถึงบ้านเกิด ถิ่นกำเนิดของปู่ย่าตายาย วันนี้ต้องจากไปทั้งน้ำตา บ้านที่เคยอยู่ วัดที่เคยพึ่งพา บัดนี้เหลือเพียงความทรงจำ…”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการสูญเสียอาคารหรือศาสนสถานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการจากลาของรากเหง้า ความทรงจำ และวิถีชีวิตที่ผู้คนผูกพันกับผืนดินแห่งนี้มายาวนาน

เช่นเดียวกับชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่เขียนข้อความว่า “…ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนหลายร้อยชีวิตอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่วันนี้ และอีกไม่นานจากนี้ ทุกอย่างก็จะจมอยู่ใต้น้ำ…”

หมายเหตุ : ใช้ชื่อสมมติ แทนชื่อจริงบุคคลในข่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

Other news

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.