เมื่อสายน้ำแห่งพระพรกลายเป็นพิษ : ความสิ้นหวังของชุมชนชาติพันธุ์ริมน้ำกก
ชาวลาหู่คริสเตียน จ.เชียงใหม่ ถูกตัดขาดจากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตและความเชื่อมาหลายรุ่น ยกเลิกพิธีศีลจุ่มในแม่น้ำกกหลังพบสารหนูปนเปื้อน คาดเป็นผลกระทบจากเหมืองแร่ร์เอิร์ธ-ทองในเมียนมา
- โดย นพพล ไม้พลวง
- Published
- 4 min read
“รัฐบอกว่า ใครลงไปเล่นในน้ำกกจะแพ้ ระคายเคือง มีผื่น คันยิบๆ หรือหากกินเข้าไปจะท้องร่วง ท้องเสียและสะสมเป็นมะเร็งได้”
เสหละ ลิโป หนึ่งในชาวลาหู่ดำที่ละวิถีเก่ามาเข้ารีตถือคริสเตียน และมีบ้านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก บอกเล่าผลกระทบที่เจ้าตัวรับฟังมาจากทางการ เขาระบุว่า ณ ริมฝั่งกกปีก่อนๆ เหล่าวัยรุ่นลาหู่จะมารับศีลด้วยการดำผุดดำว่าย 3 ครั้งในพิธีบัพติสมาเพื่อยืนยันตนเป็นคริสตชน เพราะน้ำคือสิ่งชำระล้างบาปและความซื่อสัตย์ของมนุษย์
นอกจากชาวบ้านผาใต้แปดหย่อมบ้าน ที่มีประชากรมากกว่าสองร้อยครัวเรือน ยังมีคนจากหลายหมู่บ้านรอบบริเวณมาเข้าพิธีรับศีลจุ่มที่นี่ ทั้งจากห้วยส้าน บ้านเมืองงาม และบ้านสุขฤทัย ไม่ใช่แค่ชาวลาหู่เท่านั้น แต่คนไทยเชื้อสายจีน คนชาติพันธุ์อื่น หรือคนเมือง ต่างก็มากัน
“เราจะยืนร้องเพลงสรรเสริญกันริมฝั่ง จากนั้นอาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะพาคนที่มารับศีลลงไปในแม่น้ำจนสูงเกือบอก พอนิ้วอาจารย์สัมผัสไปที่ศีรษะแต่ละคนแล้ว พวกเขาจะกลั้นใจมุดลงน้ำแล้วโผล่ขึ้นมา”
แต่ปีนี้กลับไม่มีภาพนั้นให้เห็น สายน้ำกกของบ้านผาใต้ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกต่อไป หลังสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ประกาศเตือนว่าตรวจพบการปนเปื้อนโลหะหนัก และสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการการทำเหมืองแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำในเมียนมาที่เพิ่มขึ้นมากหลังการรัฐประหารเมื่อสี่ปีก่อน สารเคมีปนเปื้อนไหลลงแม่น้ำกกและแม่โขง ทว่าทางการไทยไม่สามารถควบคุมพิจกรรมบริเวณชายแดนได้
การมาถึงของสารปนเปื้อนในน้ำกก
ย้อนกลับไปหนึ่งปีหนึ่งเดือนก่อนหน้า ตอนนั้นฝนตกติดต่อกันสี่วัน น้ำในแม่น้ำกกไหลแรงเอ่อล้น จนปริมาณสูงขึ้นแบบที่ไม่เคยเป็นและไม่อาจต้าน นำมาสู่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของชุมชน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 บ้านเรือนสิบเอ็ดหลังถูกทำลายไม่เหลือเค้าโครงเดิม ถนนหนทางและการสัญจรถูกตัดขาดไปราวสามวันก่อนได้รับการฟื้นฟู เสหละ ลิโป เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เขาต้องไปขออาศัยบ้านญาติพี่น้อง ขณะที่อีกหลายคนต้องไปพักพิงในยุ้งข้าว หรือตั้งแคมป์ชั่วคราวบริเวณหน้าโรงเรียน
ในความเห็นของลาหู่ผู้ผ่านโลกมาเกินหกสิบฤดูฝน เขาบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิดปกติ และอาจเป็นผลกระทบโดยตรงจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งระเบิดภูเขา ตัดไม้ ทำลายหน้าดิน ไปจนถึงทำเหมืองทองคำที่ต้นน้ำ จนไม่เหลือปัจจัยใดๆ ไว้ชะลอความเร็วน้ำ ทำให้น้ำมาเร็วและเกิดผลกระทบที่แรงขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็หนีทันกันมาตลอด
“เวลาน้ำมามันพัดเกลี้ยงทุกอย่าง เก็บอะไรไม่ทันเลย ถ้าเป็นปีก่อนๆ มันจะค่อยๆ ขึ้น แต่ปีนั้นมันขึ้นปกติแค่สองวันแรก พอวันที่สามก็มาแรง ขึ้นเร็ว และขุ่นมาก”
จากวันนั้นถึงปัจจุบัน ครอบครัวของเขาได้รับเพียงเงินช่วยเหลือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านโดยหน่วยงานภาคประชาสังคม พร้อมกับการมาเยี่ยมเยือนจากทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้คนหน้าไม่คุ้นที่แวะมาอยู่ไม่ขาด
เสหละ เล่าถึงภาพในอดีตหลายฉาก หนึ่งในนั้นคือความทรงจำที่ว่า ทุกช่วงเวลาไตรมาสแรกของปีปฏิทิน แม่น้ำกกจะใสสะอาดจนบางเวลามองเห็นตัวปลาได้ พอปิดเทอมใหญ่ เด็กๆ มักจับกลุ่มกันลงเล่นน้ำ แต่นับจากการมาถึงของสารปนเปื้อน ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร แม่น้ำกกกลายเป็นเพียงภาพวาดทิวทัศน์ปราศจากผู้คน ชีวิตริมฝั่งของพวกเขา อาจถึงคราวล่มสลาย หากยังไม่มีมาตรการแก้ไขหรือการเยียวยาผลกระทบอย่างทันท่วงที
รายได้ที่หายไปเมื่อสายน้ำติดเชื้อ
ปัจจุบัน น้ำที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของทั้งลาหู่ดำ (คริสเตียน) และลาหู่แดง ซึ่งยังนับถือผีในบ้านท่าตอน มาจากแหล่งเดียวกัน คือลำห้วยส้านสองสาย ที่ไหลลงมาจากต้นน้ำบนภูเขาสูงลงสู่แม่น้ำกก นอกจากใช้งานทางจิตวิญญาณแล้ว ยังกลายเป็นแหล่งน้ำชั่วคราวเพื่ออุปโภค บริโภค และใช้สำหรับการเกษตร
หากปัญหาของแม่น้ำกกยังคงยืดเยื้อกินเวลานาน เสหละ มั่นใจมากว่า แหล่งน้ำจะไม่เพียงพออีกต่อไป “ปีนี้ยังทนได้ แต่ถ้าหน้าร้อนน้ำน้อยคนใช้น้ำเยอะ แหล่งน้ำเดียวไม่มีทางพอ ทุกวันนี้จะกินผักต้องหาซื้อจากนอกหมู่บ้าน คนทำแพทำธุรกิจท่องเที่ยวก็กระทบ พอข่าวออกไปใครจะกล้ามา”
เช่นเดียวกันกับร้านค้าปลีกของ นิชา จะลอ หนึ่งในร้านชำริมฝั่งแม่น้ำกกของบ้านผาใต้ที่เคยค้าขายของสด ของกินเล่น รวมทั้งของฝากให้ผู้คนและนักท่องเที่ยว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ขายออกคือก๊าซหุงต้มซึ่งมีกำไรน้อย เธอเชื่อว่านี่เป็นผลกระทบจากการพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำ
“ปกติหน้าร้านเรามีรายได้เดือนละ 3,000-4,000 บาท หรือปีละ 40,000-50,000 บาท แต่ตอนนี้เหลือแค่พออยู่พอกิน ส่วนเรื่องปลูกผัก ปีนี้หลายบ้านไม่ทำ ใครจะอยากซื้อผักปนเปื้อนสารตกค้าง”
นิชา เล่าเพิ่มเติมว่า นี่คือฝันร้ายซ้ำสอง หลังจากระลอกแรกเกิดขึ้นช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำให้นักท่องเที่ยวที่ล่องเรือผ่านไปมาหายเกลี้ยง พอกำลังจะฟื้นฟูได้ คนกำลังจะกลับมาเที่ยวอีกครั้ง ก็ต้องเจอกับปัญหาในแม่น้ำ นี่ก็ล่วงเข้าเดือนที่ 4 แล้วที่เธอไม่เจอเรือนักท่องเที่ยวแม้เพียงลำเดียว
สอดคล้องกับข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหลังเกิดกรณีแม่น้ำกกพบสารปนเปื้อน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวบรวมโดยมูลนิธิร่มโพธิ์ และสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ร่วมกับ อาจารย์สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่า ซุ้มขายของ แพริมน้ำ และร้านขายของฝากตลอดสองฟากฝั่งมีจำนวนลดหรือปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อสอบถามข้อมูลโดยละเอียด พบอย่างน้อยสิบกิจการที่ขาดทุนสะสมนับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2568 มากกว่า 1 ล้านบาท (1,0060,900 บาท)
“ปกติคนชุมชนเราจะใช้น้ำกกในการอุปโภค ขณะที่การดื่มกินยังต้องซื้อน้ำจากรถขนน้ำ ครัวเรือนที่อยู่กันแค่สองคนเสียอาทิตย์ละประมาณ 900 บาท แต่ตอนนี้นอกจากซื้อกินแล้วยังต้องซื้อใช้ด้วย จนค่าน้ำขึ้นเป็นสัปดาห์ละพันกว่าบาท” แสงระวี สุวีรการย์ หนึ่งในสตรีชนเผ่าพื้นเมืองชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่บ้านใหม่หมอกจ๋าม อธิบาย
นอกจากค่าใช้จ่ายครัวเรือนสูงขึ้นแล้ว แสงระวี ยังระบุถึงความกังวลของเธอ โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ ที่ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และไม่ครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์ผู้อาศัยริมแม่น้ำ อย่างเช่นการประกาศที่มีแต่ภาษาไทยกลาง ทำให้ชาวบ้านต้องใช้วิธีบอกต่อกันเอง
แม้ที่ผ่านมา ผู้ได้รับผลกระทบและผู้นำชุมชนพยายามเรียกร้องให้เกิดการแก้ไข เช่น การยื่นหนังสือถึงสถานทูตเมียนมาและจีนเพื่อให้เร่งแก้ปัญหาจากต้นทาง รวมทั้งการติดตามโครงการ ‘สร้างฝายดักตะกอนลำน้ำกก’ ซึ่งมีเป้าหมายลดปัญหาน้ำเสียและตะกอนปนเปื้อนสารพิษ ภายใต้วงเงินก่อสร้างมากกว่า 8,000 ล้านบาท แต่ในความคิดเห็นของสตรีชนเผ่าฯ ผู้ได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก เธอระบุชัดเจนว่า ไม่อยากตกเป็นหนูทดลอง
“ตอนนี้มีแค่ฝายเดียว เวลาฝนตกน้ำยังท่วมสูงกว่าปกติ หากมีฝายดักตะกอนเพิ่มอีกสี่ถึงห้าฝาย อาจทำให้พื้นที่ริมน้ำกกกลายเป็นทะเลสาบที่เต็มไปด้วยโลหะหนักปนเปื้อน”
ไม่เพียงการเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหา แต่มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่ากันก็ยังเต็มไปด้วยข้อสงสัย แม้กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก โดยมอบหมายกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้เร่งสำรวจขุดเจาะเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองของประชาชน พร้อมกับการเร่งจัดทำคำของบประมาณช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาแล้ว แต่ เสหละ ลิโป ลาหู่ผู้เคยสูญเสียบ้านไปทั้งหลังกลับยังไม่มั่นใจ เพราะสิ่งที่เขายังไม่เคยได้ยินเลยแม้สักครั้ง คือมาตรการเยียวยาจากทางรัฐเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้
สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี
น้ำในความเชื่อคริสตชนคือการชำระบาป ในทางวิทยาศาสตร์คือชีวิต แต่สำหรับชาวลาหู่ที่บ้านผาใต้ น้ำกกกลับกลายเป็นภาพสะท้อนของบาปที่เกิดจากการละเลยของมนุษย์ เมื่อพิษของสารปนเปื้อนไม่ได้กัดกร่อนเพียงแค่สายน้ำกก แต่กำลังกัดกินศรัทธาและความหวังในการดำรงชีวิตของคนริมน้ำ จากอดีตที่สายน้ำเป็นแหล่งชำระล้างบาป เป็นปัจจัยพื้นฐานของการอุปโภคบริโภค และเป็นศูนย์กลางของวิถีชีวิต ชุมชนกลับต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากเพราะถูกตัดขาดจากแม่น้ำ
เรื่องนี้ นักวิชาการอย่าง ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แสดงความเห็นในกิจกรรมเสวนา ‘Maekok’s Right Matters สิทธิบนสายน้ำกก’ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า
“ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม เป็นทรัพยากรร่วมของมนุษยชาติที่ไม่อาจแบ่งด้วยเส้นพรมแดนได้ บ้านเรามีรัฐธรรมนูญที่ระบุหลักสำคัญที่เกี่ยวข้องไว้ คือ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งสิทธิเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อรัฐทำหน้าที่อย่างจริงจัง”
ดร.สงกรานต์ ยังเสนอทางออกเอาไว้หลายประการ โดยเฉพาะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านมลพิษในพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนป้องกันและฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ หรือการประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อจำกัดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดมลพิษเพิ่มเติม เพราะกฎหมายบังคับให้รัฐเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนอย่างโปร่งใส หากพบความเสี่ยงจากมลพิษ รัฐต้องรีบแจ้งวิธีป้องกันตนเอง เพื่อให้ประชาชนได้วางแผนการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม ขณะที่ในระดับนโยบาย รัฐบาลไทยควรเจรจากับเมียนมาอย่างจริงจัง ผ่านกลไกอาเซียนและความร่วมมือระหว่างประเทศ
“การแก้ปัญหาจะเกิดผลจริงได้ ก็ต่อเมื่อรัฐเปิดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นการแก้ปัญหาอาจกลายเป็นการสร้างภัยใหม่ซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมเสียเอง”
สายน้ำกกอาจจะยังไม่สิ้นความศักดิ์สิทธิ์ หากพวกเขายังไม่สิ้นในศรัทธาในการต่อสู้ เรื่องราวชีวิตของชุมชนลาหู่ริมน้ำกก ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากท้องถิ่นที่ห่างไกล แต่คือสัญญาณเตือนถึงหายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังคุกคามสิทธิในการมีชีวิตของมนุษย์ทุกคน เมื่อน้ำคือปัจจัยแห่งการอยู่รอด การปล่อยให้สายน้ำปนเปื้อน จึงอาจเป็นอาชญากรรมต่อทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรม แม้ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นก็ตาม
บรรณาธิการโดย เอื้อบุญ จงสมชัย
ข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรายงานข่าวร่วมระหว่างฮาร์ดสตอรี่ x สื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นแคนาดา
