STORIES

ต่อจิ๊กซอว์แผนจัดการน้ำอีสาน : โขง-เลย-ชี-มูลกับชีวิตคนใต้เงาเขื่อน

เรื่อง ณิชา เวชพานิช

ภาพ ลูค ดักเกิลบี

ประเทศไทยเดินหน้าบริหารจัดการน้ำอีสานด้วยการปูพรมโครงการชลประทาน ชุมชนต่างกังวลถึงผลกระทบเมื่อโครงสร้างพื้นฐานครอบทับแผ่นดินลุ่มน้ำโขง

 

บั้งไฟหลายร้อยลำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือแม่น้ำโขง ทิ้งควันโขมงและชาวบ้านที่พากันโห่ร้องสนุกสนานไว้เบื้องล่าง เดือนพฤษภาคมเป็นจุดเริ่มต้นหน้าฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและงานบั้งไฟที่อำเภอไชยบุรี นครพนม เป็นเหมือนการให้สัญญาณเริ่มต้นหน้าฝน 

เสียงระเบิดและประทัดดังเปรี้ยงปร้าง แต่อำนาจ ไตรจักร ยืนอย่างสงบนิ่ง ปกติแล้ว อำนาจไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ แต่ว่าเขาเต็มใจลองดูสักตั้งเพื่อแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาทั้งหลาย 

ในฐานะประธานเครือข่ายชุมชนแม่น้ำโขงในอีสาน อำนาจถือกระทงใบตองตกแต่งสวยงามลงไปที่ตลิ่งริมแม่น้ำสงคราม แม่น้ำสาขาสีน้ำตาลไหลบรรจบผสานผสมกับสีเขียวของแม่น้ำโขง เขาต้องก้าวลงบันไดไปไกลกว่าปกติหลายขั้นเพราะปีนี้ระดับน้ำแม่น้ำโขงต่ำกว่าทุกๆ ปี

“ท่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เราไม่ต้องการเขื่อน ขอให้คนออกนโยบายเขาฟังเราบ้าง แค่เล็กน้อยก็ยังดี” ชายนครพนมภาวนา

อำนาจขอพรให้กับชุมชนที่อาศัยอยู่กับลุ่มน้ำแม่น้ำโขงนับพันแห่งในอีสาน ภูมิภาคที่ตลอดสามสิบปีนี้ ประเทศไทยได้ประกาศวิสัยทัศน์ทะเยอทะยานว่าจะมุ่งมั่นผันแม่น้ำโขงเข้ามา

ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ผุดขึ้นมากมายและเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทำให้การประเมินผลกระทบต่อสายน้ำและชุมชนที่พึ่งพิงไม่ใช่เรื่องง่าย

วิสัยทัศน์ทะเยอทะยาน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกินพื้นที่หนึ่งในสามของไทยและเป็นที่รู้จักกันดีว่ามักเผชิญน้ำท่วมฉับพลันและแล้ง ประเทศไทยจึงมีวิสัยทัศน์อยากพัฒนาพื้นที่อีสานตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายสมัยพากันผลักดันโครงการชลประทานน้อยใหญ่อย่างโครงการน้ำขนาดใหญ่โขง-ชี-มูล หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “อีสานเขียว” ซึ่งเป็นโครงการจัดการน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มุ่งผันและบริหารจัดการลุ่มน้ำต่างๆ ในภูมิภาครวมถึงแม่น้ำโขง

รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยต่างฝันถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อตอบโจทย์การเกษตรในอีสาน ซึ่งมีลุ่มน้ำในประเทศเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงมากกว่ายี่สิบลุ่มน้ำและเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิส่งออกชื่อดัง ตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการโขง-ชี-มูลเมื่อปี 2532 โครงสร้างพื้นฐานต่างผุดเป็นดอกเห็ดทั่วลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการเมกะโปรเจกต์ขณะนั้นเผยว่า โครงการโขง-ชี-มูลมุ่งบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและการทำเกษตร รวมถึงแก้ปัญหาน้ำท่วมและแล้งซ้ำซาก

แต่ภาพฝันนั้นไม่ได้ออกมาสวยงามอย่างที่คาดหวัง ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญต่างวิจารณ์โครงการนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 2530 ที่เขื่อนกลุ่มแรกสิบสามแห่งสร้างขึ้นบนแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลและเปลี่ยนแปลงธรรมชาติการไหลของน้ำ จนถึงวันนี้ หมู่บ้านในหลายพื้นที่ยังคงเจอน้ำท่วมบ้านและนาข้าวแบบคาดการณ์ไม่ได้เกือบทุกปีจนต้องออกประท้วงอยู่เป็นประจำ

“เราเป็นหลักฐานมีชีวิตจริงที่บอกว่า โครงการผันน้ำโขงสร้างผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ชอบนำเสนอ” สิริศักดิ์ สะดวก เอ็นจีโอที่ทำงานกับชุมชนในลุ่มน้ำชีกล่าว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ สาธารณะมีแผลและไม่ไว้วางใจกับเขื่อนและโครงการโขง-ชี-มูล เสียงคัดค้านทัดทานนำไปสู่มติระงับการเดินหน้าโครงการต่างๆ ทว่าเมื่อปี 2555 รัฐสภาได้ทบทวนเมกะโปรเจกต์นี้และเดินหน้าทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) 

“จริงๆ แล้วโครงการน้ำใหม่ที่กำลังพูดถึงกันอยู่ก็คือ โครงการโขง-ชี-มูลเดิมที่สร้างปัญหาแก้ไม่ได้จนถึงวันนี้” สิริศักดิ์อธิบาย โครงการบริหารจัดการน้ำอีสานรูปแบบล่าสุดนั้นเติมลุ่มน้ำใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ได้แก่ แม่น้ำเลย เปลี่ยนชื่อโครงการเป็นโขง-เลย-ชี-มูล

แม่น้ำเลยไหลลงแม่น้ำโขงบริเวณที่โขงไหลออกจากแผ่นดินลาวและคดเคี้ยวเป็นงูรอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย กลายเป็นเส้นพรมแดนธรรมชาติระหว่างสองประเทศ

โครงการโขง-เลย-ชี-มูลมุ่งผันน้ำ 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีจากแม่น้ำโขงโดยแรงโน้มถ่วงในช่วงระยะแรก โดยจะขยายปากแม่น้ำเลยและส่งน้ำผ่านอุโมงค์ 17 สายไปยังเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน โครงการคาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.93 ล้านล้านบาทและใช้เวลาสร้าง 20 ปี

“ถึงแม้ว่าโครงการจะใช้งบประมาณลงทุนสูง แต่ก็ก่อประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทย” กรมชลประทานระบุในวิดีโอประชาสัมพันธ์

จัดการน้ำจากท้องถิ่น 

จันทรา จันทาทอง อาศัยอยู่บ้านดอนแก้ว หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างเขื่อนร้อยเอ็ดและเขื่อนยโสธร-พนมไพรบนแม่น้ำชี รายงานประจำปีของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเผยว่า เขื่อนทั้งสองก่อสร้างนับเป็นส่วนหนึ่งของโครงการโขง-ชี-มูลระยะแรก ตั้งแต่เขื่อนสร้างเสร็จเมื่อปี 2543 จันทราและเพื่อนบ้านต้องคอยรับมือน้ำท่วมบ้าน นาข้าว และป่าทามที่พวกเขาไปเก็บผักหาของป่า ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นหลังจากเขื่อนควบคุมการไหลของน้ำ

มิถุนายน 2565 จันทราและสมาชิกชุมชนในเครือข่ายลุ่มน้ำชีพากันเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อกดดันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้จ่ายค่าชดเชยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหลายพันคน พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศ

ไม่กี่เดือนถัดมา กันยายน 2565 รัฐบาลจัดงานรับฟังความคิดเห็นโครงการโขง-เลย-ชี-มูลอีกรอบ ชุมชนจากหลายลุ่มน้ำอีสานพากันรวมตัวส่งเสียงค้านความพยายามที่กินเวลากว่าสามสิบปีนี้เพื่อต้านแรงผลักรอบใหม่

“รัฐยังไม่สามารถแก้ปัญหาจากเขื่อนเมื่อสามสิบปีก่อนได้เลย แต่ยังต้องการดันโครงการผันน้ำใหม่ต่อไปอีก?” สิริศักดิ์ตั้งคำถาม 

เขาชี้ว่า การบริหารจัดการน้ำของไทยนั้นรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานรัฐไม่กี่หน่วยงาน แนวคิดเปลี่ยนอีสานให้เขียวขจีเป็นวาทกรรมที่ผลิตซ้ำจากภาครัฐ แต่ระบบนิเวศอีสานนั้นหลากหลายเกินกว่าที่จะใช้นโยบายเดียวมาตอบทุกโจทย์ได้ 

ถึงแม้จะต่อสู้และต่อรองกับรัฐมากกว่าสามสิบปี สิริศักดิ์เชื่อว่ายังไม่สายไปถ้าประเทศไทยจะบริหารจัดการน้ำให้ดีขึ้น

“รัฐต้องคืนอำนาจจัดการน้ำให้กับชุมชนซึ่งรู้จักระบบนิเวศในพื้นที่ของตน รัฐไม่ควรมองน้ำเป็นสินค้า แต่มองในแบบที่ชุมชนมอง” สิริศักดิ์กล่าว อธิบายว่า ชุมชนมองแม่น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญในธรรมชาติที่ช่วยหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ 

บนถนนกรุงเทพฯ ที่ร้อนและอบอ้าว จันทราและคนลุ่มน้ำชีเฝ้ารอคอยคำตอบจากหน่วยงานรัฐ

“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องสู้เรื่องนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แต่เราหวังว่าจะคืนชีพจรให้กับแม่น้ำ”

หน้ากากบนโครงการน้ำ

ที่เลย แม่น้ำโขงไหลเป็นเส้นแบ่งประเทศไทย-ลาว จิราภรณ์ สุวรรณอำไพ ใช้เวลาหลายชั่วโมงกรีดยางในสวนไม่ไกลจากบ้านกลาง หมู่บ้านของเธอ ซึ่งตั้งห่างจากเขื่อนที่กำลังจะสร้างเสร็จเร็วๆ นี้เพียงสิบเอ็ดกิโลเมตร ปลายพฤษภาคม จังหวัดเลยคึกครื้นไปด้วยบรรยากาศเทศกาลผีตาโขน ซึ่งมีรากเง้าความเชื่อมาจากการขอให้ฝนตกดีในช่วงฤดูทำเกษตร คล้ายกับงานบุญบั้งไฟที่นครพนม 

แทนที่จะส่งสัญญาณบอกเทพเจ้าฟ้าฝนด้วยบั้งไฟ พิธีกรรมผีตาโขนใช้หน้ากากแกะสลักเป็นภูติผีตามความเชื่อท้องถิ่น กลายเป็นเอกลักษณ์ขึ้นชื่อประจำจังหวัด เขื่อนศรีสองรักบนแม่น้ำเลยซึ่งห่างไม่กี่กิโลเมตรจากแม่น้ำโขงตั้งใจจะประดับบานประตูกั้นลำน้ำด้วยหน้ากากท้องถิ่นนี้

ตามข้อมูลของกรมชลประทาน โครงการสร้างประตูเจ็ดบานบนแม่น้ำเลย โดยสองบานอยู่บนลำน้ำสายเก่าและห้าบานบนลำน้ำขุดใหม่ ประตูจะบริหารแม่น้ำเลยบริเวณสิบหกกิโลเมตรก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันน้ำท่วมและช่วยกระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตร 

ถึงแม้ว่าประตูระบายน้ำศรีสองรักจะตั้งห่างจากจุดขยายปากแม่น้ำเลยเพียงไม่กี่กิโลเมตร โครงการกลับไม่ได้นับเป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์ผันน้ำโขงเข้าสู่อีสานอย่างเป็นทางการ ประตูระบายน้ำมูลค่าห้าพันล้านบาทจุดให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ชุมชนใกล้โครงการ

“ประตูน้ำศรีสองรักไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการโขง-เลย-ชี-มูล โครงการแค่บริหารจัดการแม่น้ำเลยและกักเก็บน้ำบางส่วนเท่านั้น ส่วนโขง-เลย-ชี-มูลจะบริหารจัดการแม่น้ำโขง” จ่าสิบเอก ประกอบ พูลผล หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างของโครงการอธิบาย “สองโครงการนี้เป็นคนละเรื่อง”

ชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้เขื่อนอย่างหมู่บ้านห้วยหินสอที่อยู่ติดกับประตูระบายน้ำมีจุดยืนสนับสนุนเพราะโครงการจะเปิดให้มีสะพานและถนนสร้างใหม่เพื่อคนในพื้นที่จะได้ใช้งาน ลดระยะเวลาเดินทางไปเมืองเชียงคาน แต่ชุมชนของจิราภรณ์นั้นค้านเขื่อนเพราะกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วม

“ปัญหาหลักคือ โครงการขาดความชัดเจน ชุมชนแถวนี้เลยแบ่งแยกกันหมด” จิราภรณ์แสดงความเห็น “มีแต่ชุมชนของเราที่ค้านโครงการ กลายเป็นว่าคนในพื้นที่กลายเป็นศัตรูกัน” ประตูน้ำศรีสองรักคาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2567 

ไม่ไกลจากจุดสร้างเขื่อนศรีสองรัก คือจุดที่มีแผนสร้างเขื่อนสานะคาม เขื่อนสัญชาติจีนบนแม่น้ำโขงฝั่งลาวที่จะส่งไฟฟ้าขายให้ไทย ชาวบ้านกลางต่างกังวลว่า โครงการศรีสองรัก แถมด้วยเขื่อนพลังงานน้ำขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสภาพแวดล้อมในพื้นที่ เพราะสายน้ำนั้นเชื่อมต่อกัน ความกังวลนี้คล้ายกับสิ่งที่ชุมชนอีกหลายแห่งในอีสานเป็นห่วง

โครงการศรีสองรักนั้นไม่เข้าข่ายต้องทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพราะเป็นโครงการชลประทานพื้นที่ขนาดเล็กและไม่ผันน้ำข้ามลุ่มน้ำอื่น การทำอีไอเอนั้นเป็นหนึ่งในขั้นตอนขออนุมัติโครงการพัฒนาที่สังคมไทยตระหนักอย่างแพร่หลายและอาจใช้เวลาหลายปีดำเนินการ

“เวลาพูดเรื่องบริหารจัดการน้ำทั้งอีสาน ทางการมักจะตัดแบ่งโครงการพัฒนาน้ำให้เป็นโครงการขนาดเล็ก เพื่อให้ไม่ดูเป็นโครงการขนาดใหญ่และเดินหน้าได้ง่าย” สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าว

ไม่ว่าศรีสองรักจะนับเข้าข่ายโครงการขนาดใหญ่ “อย่างเป็นทางการ” หรือไม่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ต่างออกไป คนในพื้นที่กังวลว่า โครงสร้างใหม่นี้จะปรับเปลี่ยนธรรมชาติการไหลของแม่น้ำโขง-เลย ผู้ที่ติดตามโครงการหลายคนอย่างสันติภาพยังเชื่อว่า รัฐบาลไทยตั้งใจสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้โครงการน้ำขนาดใหญ่ซึ่งถูกคัดค้านจากสาธารณะมาตลอดหลายปี

“เหมือนกับต่อจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน” สันติภาพว่า

ธรรมชาติ-วัฒนธรรมบนความเสี่ยง

ห่างออกไปสี่ร้อยกิโลเมตรจากปากน้ำเลย คือจุดที่แม่น้ำสงครามไหลบรรจบแม่น้ำโขงที่จ.นครพนม แม่น้ำสงครามนั้นแบ่งได้เป็นแม่น้ำสงครามตอนบนกับตอนล่างตามสภาพระบบนิเวศที่แตกต่างกัน ซึ่งพื้นที่ส่วนหลังนี้นับเป็นแม่น้ำส่วนสุดท้ายในอีสานที่ยังไม่เคยมีเขื่อน

ลุ่มน้ำสงครามตอนล่างมีชื่อเสียงเรื่องความสำคัญทางสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และวัฒนธรรม ได้รับการประกาศขึ้นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอนุรักษ์ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำโลกแรมซาร์ไซต์เมื่อ 2562

ลุ่มน้ำสงครามตอนล่างเปลี่ยนไปตามวงจรฤดูกาล ช่วงหน้าฝน ระดับน้ำโขงที่สูงจะไหลเข้าแม่น้ำสงครามแล้วท่วมพื้นที่ชุ่มน้ำรอบข้าง แปรสภาพให้กลายเป็นป่าชุ่มน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า “ป่าบุ่งป่าทาม” ระบบนิเวศน้ำจืดที่ท่วมน้ำหลายเดือนนี้คอยช่วยอนุบาลสัตว์น้ำและพืช จนกระทั่งเมื่อถึงฤดูฝนซาลง กระแสน้ำจะไหลกลับลงแม่น้ำโขง

ระบบนิเวศนี้หล่อเลี้ยงวิถีประมงพื้นบ้านซึ่งพื้นที่อื่นเลิกทำแล้วเพราะหาปลาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังกีดขวางแผนการสร้างเขื่อนที่ผลักดันมาตลอดสี่สิบปีบนปากน้ำบริสุทธิ์นี้ แต่ข่าวคราวเรื่องแผนสร้างเขื่อนยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง จนถึงวันนี้ ชุมชนก็ยังคงคัดค้านอยู่

ถึงแม้ว่าเขื่อนแม่น้ำสงครามจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโขง-เลย-ชี-มูลอย่างเป็นทางการ แต่ในแง่ทางภูมิศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แล้ว สันติภาพมองว่า โครงการประตูระบายน้ำห้าบานนี้มีลักษณะคล้ายกับประตูระบายน้ำศรีสองรัก ทั้งสองโครงการอาจกระทบกับธรรมชาติได้มหาศาล

หวนถึงวันวาน

ชัยยา จันตรี ผู้ใหญ่บ้านวัย 50 ปี คอยดูแลหมู่บ้านแห่งหนึ่งในศรีสะเกษซึ่งตั้งห่างไม่กี่กิโลเมตรจากเขื่อนหัวนา ทางตอนล่างของอีสาน ชัยยาจำได้ถึงวันที่บ้านของเขานั้นบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์เหมือนกับแม่น้ำสงครามตอนล่างในวันนี้

โครงการหัวนาประกาศตอนแรกว่าจะสร้างเป็นฝายยางขนาดเล็กบนแม่น้ำมูน ลุ่มน้ำฝั่งโขงที่ใหญ่ที่สุดในไทย ทว่าเมื่อเริ่มสร้าง กลับกลายเป็นเขื่อนชลประทานขนาดใหญ่สิบสี่ประตู เขื่อนหัวนาสร้างเสร็จเมื่อปี 2535 ถัดมาจากเขื่อนราษีไศลที่ตั้งอยู่เหนือสายน้ำเดียวกันขึ้นไป 90 กิโลเมตร ทั้งสองเขื่อนเป็นโครงสร้างชุดแรกๆ ในโครงการโขง-ชี-มูล ชุมชนที่อยู่ใกล้เขื่อนสองตัวนี้ต่างร่วมมือกันสู้เพื่อค่าชดเชยมาตลอด

เขื่อนทั้งสองกระทบกับวิถีชีวิตชาวบ้านนับพันซึ่งจำเป็นต้องปรับตัว ไม่ว่าจะน้ำท่วมนาข้าว บ้านเรือน หรือปัญหาแหล่งน้ำปนเปื้อนความเค็มจากแหล่งเกลือใต้ดิน ชาวประมงพื้นบ้านต้องปรับตัวกับทิศทางน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้พันธุ์ปลาหายไป

สามสิบปีผ่านไป ปัจจุบัน ชัยยาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ทุกๆ ปี เขาและชาวบ้านอีกหลายร้อยคนจะต้องไปเจรจาต่อรองกับหน่วยงานท้องถิ่นเรื่องช่วงเวลาเปิดและปิดประตูระบายน้ำ

ช่วงหน้ามรสุม เขื่อนหัวนาเปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองอุบลราชธานี ทำให้นาของชัยยาท่วม พวกเขาเผยว่า เงินชดเชยจากภาครัฐไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดได้

“หลายคนในลุ่มน้ำโขงชอบมาดูบ้านเราเป็นกรณีศึกษา ชอบถามว่า ‘เราอยู่กับเขื่อนได้ยังไง’” ชัยยาเล่า “ถ้าเราย้ายหนีเขื่อนไปอยู่ที่อื่น เราจะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์ คำตอบของผมคือ เราต้องปรับตัวให้อยู่ร่วมกับเขื่อนให้ได้”

บทความต้นฉบับได้รับมอบหมายและเผยแพร่ครั้งแรกบน The Third Pole บทความฉบับนี้เรียบเรียงใหม่โดย HaRDstories

ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ