แด่นักสู้ผู้จากไป:

บันทึกภาพความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิดในไทย

การรายงานเรื่องราวความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิดโดยไม่ต้องรับโทษ สำหรับช่างภาพข่าว แล้วนั้น ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายที่มาพร้อมกับอุปสรรคมากมาย คาริน แซคคารี่ นักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน อภิปรายถึงชุดภาพถ่ายที่ไม่เหมือนใครที่ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลการวิสามัญฆาตกรรมและบังคับให้สูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

 

โดย คาริน แซคคารี่

 

ประวัติศาสตร์ไทยแห่งยุคสมัยใหม่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ชอบธรรม รวมถึงการลอยนวลพ้นผิดโดยไม่ต้องรับโทษ ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหารไปจนถึงการบังคับบุคคลให้สูญหาย การกักขังหน่วงเหนี่ยวตามอำเภอใจ การทรมาน และการลอบสังหาร ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในนามของความมั่นคงและความสามัคคีของชาติ รัฐไทยไม่ได้พยายามหลบซ่อนการใช้ความรุนแรง แต่กลับกัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรัฐและการลอยนวลพ้นผิดไม่ต้องรับโทษนั้นกลับปรากฏขึ้นให้เห็น “ในที่แจ้ง” โดยเป็นการกระทำที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองทัพ และในห้องพิจารณาคดีแห่งชั้นศาล* ด้วยอาจหวังให้ผู้คนเสพสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวข่าวคราวอาชญากรรมและภาพนองเลือด การเผยแพร่ภาพความรุนแรงของการกระทำที่ไม่ชอบธรรมและการลอยนวลพ้นผิดต่อสาธารณชนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่รัฐนำวิธีการเผยแพร่มาใช้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “การยินยอมปฏิบัติตามของพลเมือง”* 

นอกจากนี้ รัฐไทยยังใช้ความรุนแรงในเชิงอุดมคติด้วยการควบคุมข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่เน้นย้ำเรื่องราวของเอกภาพความสามัคคีและปฏิเสธว่าไม่มีความขัดแย้งใดเกิดขึ้นในสังคมและไม่มีการแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง ประวัติศาสตร์ตามแบบฉบับทางการที่พร่ำสอนในโรงเรียนก็ไม่มีการกล่าวถึงผู้เดือดร้อนจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นนอกกระบวนการยุติธรรมด้วยน้ำมือแห่งรัฐ อีกทั้งยังบอกเล่าเรื่องราวบิดเบือนสาเหตุต้นตอที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องจบลงด้วย

ชุดภาพถ่าย “แด่นักสู้ผู้จากไป” (For Those Who Died Trying) โดย ลูค ดักเกิลบี และ Protection International อาจเรียกได้ว่าเป็นชุดภาพถ่ายที่สะท้อนให้เห็นถึงโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิด นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนไม่เพียงแต่หวังให้ผลงานถ่ายภาพเชิงวารสารศาสตร์เช่วยดึงดูดความสนใจให้ผู้คนมองเห็นถึงสิ่งที่ไม่ถูกต้องและความไม่ชอบธรรมที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ทว่าทำหน้าที่กู่ก้องประกาศร้องต่อต้านการกระทำโหดร้ายดังกล่าวด้วย 

แม้ว่าผลงานภาพถ่ายจะสื่อให้เห็นถึงผลความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างทรงพลัง แต่ข้อท้าทายของการถ่ายภาพที่มุ่งทำให้ผู้คนมองเห็นถึงความรุนแรงคือการทำให้ผู้คนมองเห็นถึงบริบททางการเมืองและระบอบที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบธรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนด้วย ผลงานภาพถ่ายของลูค ดักเกิลบี ร้อยเรียงร่องรอยของความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและบ่อยครั้ง โดยเชื่อมโยงให้เห็นภาพระหว่างผู้ถูกกระทำกับรัฐไทยและภาพระหว่างเหตุการณ์ความรุนแรงกับการลอยนวลพ้นผิดไม่ต้องรับโทษที่เกิดขึ้นตามห้วงแห่งกาลเวลาและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย

 

กำหนดกรอบขอบระยะนักปกป้องสิทธิฯ

 ภาพถ่ายชุดนี้จัดทำและจัดแสดงขึ้นภายใต้ห้วงขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ โดยเป็นกลุ่มทหารที่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 และได้ใช้อำนาจที่ยึดมาปิดปากและลงโทษเอาผิดผู้ต่อต้านตัวเอง รวมถึงควบคุมการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนทุกหนแห่งทั่วประเทศ 

นิทรรศการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 5 กุมภาพันธ์ 2560 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่ติดกับศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง โดยมีนักการทูตต่างประเทศ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และญาติผู้สูญหายหรือเสียชีวิตที่ปรากฏในชุดภาพถ่ายเข้าร่วมงานด้วย และผู้กล่าวเปิดงานในวันนี้คือ อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะนั้น และเธอยังเป็นภรรยาของทนายสมชาย นีละไพจิตร หนึ่งผู้สูญหายที่มีภาพปรากฏในงานนิทรรศการครั้งนี้ด้วย ทนายสมชายเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่อุทิศตนว่าความให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ถูกทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้รับสารภาพ เขาถูกบังคับให้หายตัวไปขณะอยู่กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 มีนาคม 2545 

ลูค ดักเกิลบีวางรูปถ่ายของสมชายที่สวมเสื้อเชิ้ตผูกเนคไทพร้อมกับเสื้อครุยเนติบัณฑิตไว้บนทางเท้าใจริมถนน บรรยากาศด้านนอกนั้นมืดมิด มีรถราเปิดไฟหน้าสว่างไสวขับเคลื่อนมุ่งสวนกับแนวมองของผู้รับชมภาพและรายละเอียดโดยรอบไม่ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัด นี่อาจเป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ทนายสมชายจอดรถยนต์ของตัวเองหลังถูกรถคันอื่นชนเข้า ทันทีที่ออกจากตัวรถ เขากลับถูกบังคับให้เข้าไปในรถอีกคันที่ขับชนรถของเขา จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนที่ลักพาตัวทนายสมชายไปคือเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 5 นาย แต่ทว่าตามประมวลกฎหมายอาญาประเทศไทย การหายตัวไปนั้นไม่ได้ถือเป็นอาชญากรรม และไม่มีการค้นพบร่างของทนายสมชายที่หายตัวไปด้วย ส่งผลทำให้การพิจารณาคดีของจำเลยทั้ง 5 ถูกตัดสินให้เป็นเพียงการร่วมปล้นทรัพย์และการบีบบังคับขู่เข็ญ และพวกเขาก็พ้นผิดไปได้ในที่สุด

ภาพถ่ายที่จัดแสดงเป็นภาพที่ถ่ายขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงรายที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือสุด และจังหวัดนครศรีธรรมราชที่อยู่ภาคใต้ของประเทศ ลักษณะของรูปภาพมีความคล้ายคลึงกัน โดยเป็นภาพของรูปถ่ายที่อยู่ในกรอบรูปจัดวางไว้ในพื้นที่เกิดเหตุหรือใกล้กับจุดเกิดเหตุที่บุคคลในรูปถูกพรากเอาชีวิตไปหรือพบเห็นเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมคำอธิบายภาพระบุชื่อเสียงเรียงนามและความเป็นมา สถานที่และวันที่เกิดเหตุ รวมถึงกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่พวกเขาได้ร่วมต่อสู้ในช่วงที่ผ่านมาด้วย แม้ว่าภาพถ่ายแต่ละภาพจะนำเสนอให้เห็นถึงการต่อสู้ ความรุนแรง และความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นภาพละเรื่องราว แต่ทว่าภาพถ่ายชุดนี้สร้างความประจักษ์ให้เราเห็นชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดกับพวกเขานั้นไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงลำพังหรือแค่ครั้งเดียว สิ่งที่ภาพถ่ายชุดนี้ตั้งใจสื่อก็คือการสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คนได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและการลอยนวลไม่ต้องรับโทษของผู้กระทำผิดในประเทศไทย 

นอกจากนี้ภาพถ่ายเหล่านี้ยังจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการ “ไว้อาลัย” ให้แก่ผู้เสียชีวิต เพื่อให้ “การต่อสู้และการเสียชีวิตของพวกเขาจะต้องไม่ถูกลืมและจะต้องไม่ถูกทอดทิ้งให้หายไปไร้ซึ่งการตระหนักรับทราบถึง” ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นภาพที่สื่อถึงความรุนแรง โดยที่เหตุการณ์ของความรุนแรงนั้นไม่ได้รับการบันทึกจับภาพเอาไว้ หรือแม้แต่สภาพความทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิต หรือแม้กระทั่งร่างอันไร้วิญญาณที่เป็นหลักฐานของความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

ผู้สูญหายและเสียชีวิตที่ปรากฏในชุดภาพถ่ายได้รับการอธิบายว่าเป็น “นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชนบทและร่วมเป็นผู้จัดตั้งกลุ่มชุมชนเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิตัวเอง” ในประเทศไทยนั้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองบางประเด็นนั้นเสี่ยงที่จะเผชิญกับความรุนแรงบางรูปแบบเป็นการจำเพาะ มีหลายคนถูกสังหารหรือถูกบังคับให้สูญหายด้วยเพราะยืนหยัดต่อสู้กับกลุ่มที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยต้นตอสาเหตุที่ทำให้พวกเขาที่เป็นผู้ถูกบังคับสูญหายหรือเสียชีวิตออกมาเคลื่อนไหวจนต้องประสบกับความรุนแรงล้วนแล้วแต่มีหน่วยงานรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างเขื่อน การตัดไม้ผิดกฎหมาย สวนปาล์มน้ำมัน โรงงานถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นต้น

การจัดหมวดหมู่ประเภทของผู้ถูกบังคับสูญหายและเสียชีวิตในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนช่วยทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการฉายแสงไปยังประเด็นการเรียกร้องด้านสิทธิฯ ที่ส่อชี้ให้เห็นถึงการต่อสู้ของนักปกป้องสิทธิฯ ในวงกว้างทั่วประเทศ และการแบ่งหมวดหมู่ประเภทยังส่งผลสองประการด้วยกัน ได้แก่ ประการแรก การแบ่งหมวดหมู่ทำหน้าที่โต้แย้งคำจำกัดความอื่นที่อาจถูกใช้เป็นปัจจัยสร้างความชอบธรรมต่อความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิด เช่น ปัจจัยของภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม การบุกรุกพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย หรือผู้ทำลายทรัพย์สิน 

ประการที่สอง การใช้คำว่า “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” เป็นการเรียกรวมไว้ในหมวดหมู่เดียวกันของผู้ถูกบังคับสูญหายหรือเสียชีวิต ซึ่งสวนทางกับองค์ประกอบหรือปัจจัยที่รัฐไทยนำมาใช้ในการยกเว้นโทษ นั่นคือ การไม่ระบุชื่อเรียกประเภทของความรุนแรงและผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงไว้ที่ประเภทใดเป็นการจำเพาะ อย่างการบังคับให้สูญหาย ที่ถูกลบเลือนออกจากเอกสารการบันทึกที่อาจเป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่รุนแรงอย่างเป็นระบบและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้น การกำหนดกรอบเกณฑ์หมวดหมู่ในทางการเมืองให้แก่ผู้ถูกบังคับสูญหายหรือเสียชีวิตจึงเป็นตัวหารตามห้วงแห่งเวลาและพื้นที่ และชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและบ่อยครั้ง

 

สถานที่และสิ่งที่เห็น

ส่วนประกอบสำคัญของภาพถ่ายคือ “สถานที่” ประการแรก สถานที่ของภาพถ่ายคือที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง ดังนั้น สถานที่จึงทำหน้าที่ขององค์ประกอบด้านหลักฐานให้แก่ภาพถ่ายเหล่านี้แม้ว่าภาพถ่ายที่ถ่ายขึ้นจะไม่ได้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ตาม เพราะการก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรงจะต้องประกอบด้วยผู้ที่ถูกกระทำและสถานที่เกิดเหตุ ประการที่สอง ตำแหน่งที่ตั้งในทางภูมิศาสตร์นั้นตั้งอยู่ในเขตอำนาจอย่างเป็นทางการของรัฐไทย หมายความว่า นอกจากรัฐไทยแล้ว ก็ไม่อาจมีหน่วยงานอื่นใดที่จะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบต่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในด้านของการป้องกันและดำเนินการสืบสวนสอบสวนทางอาญา ตลอดจนการดำเนินการเพื่อให้มีการเคารพและให้ความคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนภายในขอบเขตพื้นที่นี้ ประการที่สาม สถานที่คือสิ่งที่ผู้คนจารึกบันทึกไว้ในความทรงจำ

เทคโนโลยีการถ่ายภาพคือสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นได้ในระดับที่กว้างขึ้นและทำหน้าที่แทนความทรงจำระดับบุคคลด้วยเพราะสามารถบันทึกข้อมูลภาพเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเป็นสาธารณะ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ก่อรูปก่อร่างซึ่งองค์ความรู้จากการมองเห็นเกี่ยวกับโลกใบนี้ด้วย เทคโนโลยีช่วยทำให้เรามองเห็นภาพของสถานที่ที่อยู่ห่างไกลออกไปจากตัวเรา ไม่เพียงแต่ภาพในอวกาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพที่ข้ามผ่านห้วงแห่งกาลเวลา เทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแผนที่และการบันทึกถ่ายภาพภูมิทัศน์ ได้ทำให้เรามีแนวความรู้ความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับพื้นที่ รวมถึงทำหน้าที่ในส่วนของกระบวนการสร้างรัฐชาติที่มีการกำหนดภาพอาณาเขตแห่งรัฐเพื่อการปกครองบริหารประเทศด้วย นอกจากนี้ภาพถ่ายภูมิทัศน์ยังทำหน้าที่ทั้งหล่อหลอมและถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์และความเป็นส่วนหนึ่งของชาติในหมู่ผู้คนด้วย

ภาพถ่ายดำรงอยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ โดยภาพถ่ายที่ถ่ายขึ้นเมื่อกาลอดีตอาจช่วยบอกเล่าให้เรารับทราบเกี่ยวกับสถานที่ในปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้ ภาพถ่ายหนึ่งภาพของสถานที่หนึ่งใดในปัจจุบันอาจช่วยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้ แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในภาพก็ตาม นอกจากนี้ภาพถ่ายยังเป็นได้ทั้งสถานที่เพื่อบันทึกความทรงจำและทำหน้าที่แทนความทรงจำ 

ในผลงานภาพถ่ายของลูค ดักเกิลบี ไม่ได้มีการบันทึกภาพเหตุการณ์รุนแรง แต่ทว่าสุนทรียภาพของการไม่มีอยู่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ครอบงำภาพเหล่านี้แต่อย่างใด ลูค ดักเกิลบีสร้างการมีส่วนร่วมกับสถานที่ด้วยการนำรูปถ่ายไปวางอยู่ตรงนั้นเพื่อกระตุ้นหรือสรรค์สร้างความทรงจำที่เชื่อมสัมพันธ์กับพื้นที่แห่งนั้น แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าความทรงจำนั้นเป็นเรื่องที่มีความเฉพาะตัว แต่ภาพถ่ายก็เป็นวัตถุภายนอกที่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้อยู่เสมอ การถ่ายภาพอาจเป็นการบันทึกร่องรอยความทรงจำในทางวัตถุสิ่งของ และด้วยเหตุนี้จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่จัดเก็บความทรงจำของสาธารณะและส่วนรวม เช่น พิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถาน

หากนึกถึงสถานที่ในฐานะที่เป็นสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรม ในฐานะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรัฐชาติไทย และในฐานะสถานที่เพื่อบันทึกความทรงจำ ภาพถ่ายของลูค ดักเกิลบีทำให้สถานที่ที่ดูเหมือนเป็น “สถานที่ทั่วไป” ให้กลายเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ สถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่เกิดเหตุที่ไม่ควรมีใครล่วงรู้ว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุตามกระบวนการลอยนวลพ้นผิดไม่ต้องรับโทษ สถานที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลของรัฐที่ไม่อาจคุ้มครองผู้เสียหายและไม่อาจนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ สถานที่เหล่านี้จึงกลายเป็นสถานที่สำหรับบันทึกความทรงจำของบุคคลและการต่อสู้ของพวกเขา

บริบทของความรุนแรงนั้นหยั่งรากอยู่ในกระบวนการถ่ายภาพและได้รับการสะท้อนออกมาให้เห็นตามจุดต่าง ๆ ที่เลือกใช้ถ่ายภาพ ตามที่ลูค ดักเกิลบี กล่าวอธิบายไว้ว่า

“เราตั้งใจที่จะเอารูปภาพไปวางไว้ที่จุดเกิดเหตุจริง แต่จุดเกิดเหตุบางจุดเราเข้าไปทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลหรือพื้นที่ที่ละเอียดอ่อนหรืออันตรายเกินไป ดังนั้น เราก็เลยใช้จุดที่อยู่ใกล้ๆ กัน อยู่อีกฝั่งรั้วของพื้นที่ส่วนบุคคลนั้น หรือจุดที่อยู่ในบริเวณเดียวกันที่คล้ายกับจุดเกิดเหตุจริงแทน”

สถานที่ดังกล่าวถือเป็นสถานที่ที่เราต่างพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เป็นสถานที่ที่ใครก็ตามอาจยืนอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่ได้มองเห็นว่ามีสิ่งใดบ่งบอกให้ทราบได้ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายถนนที่ทอดยาวผ่านวัดวาแห่งหนึ่ง ท้องทุ่งไร่สับปะรด บริเวณภายนอกหรือภายในตัวบ้าน ป่าชายเลน ถนนลูกรังทางเข้าสู่หมู่บ้าน ที่จอดรถ ห้องแถวร้านขายของ ภาพถ่ายเหล่านี้ทำให้ผู้ชมได้ตระหนักคิดว่า การก่อเหตุเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อใด ในที่สาธารณะที่มีผู้คนเดินพลุกพล่าน รวมถึงจุดที่ห่างไกลและไร้ร้างผู้คน แม้แต่ในตัวบ้านพักอาศัย ช่วงเวลากลางวันแดดจ้าหรือกลางคืนมืดมิด ทั้งที่ใกล้หรือไกลจากหน่วยงานรัฐ

ประเวียน บุญหนัก เป็นเลขาธิการสมัชชาเกษตรรายย่อยภาคอีสาน เขาถูกยิงเสียชีวิต ณ ที่จุดเกิดเหตุที่อยู่บริเวณนอกสถานที่ราชการในตัวเมืองอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย (ดูรูปที่ 3) ดักเกิลบีวางรูปถ่ายของเขาลงบนเลนหนึ่งของถนน ไม่ไกลกันนั้นมีรถตุ๊กตุ๊กกับรถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านอยู่ ด้านหลังไกลออกไปนั้น คนที่ดูออกจะเห็นโลโก้ธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทย ส่วนเสาไฟที่ตั้งอยู่กลางถนนประดับประดาสีทองเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถนนสายนี้เป็นถนนสายสำคัญของตัวเมือง ส่วนทางซ้ายมือของรูปที่ดูเบลอนั้นเป็นศาลาไทยประดับประดาหลังคาด้วยสีทองที่พบเห็นทั่วไปของศาลาอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญ กำแพงที่สร้างรอบรั้วศาลาแห่งนี้ประดับด้วยรูปปั้นครุฑทองคำ (ตราประจำชาติ) พร้อมกับธงชาติไทยติดตั้งบนเสารั้วอีกหลายผืน อีกทั้งมีพระบรมฉายาลักษณ์ประทับยืนตระหง่านเหนือป้ายสีดำที่เขียนข้อความด้วยตัวอักษรสีขาว อันเป็นลักษณะทั่วไปของสถานที่ราชการตามตัวเมืองต่างจังหวัด และจากการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเพียงไม่นานก็ทำให้เรารู้ว่าศาลาแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นหน่วยงานปกครองที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย

ขณะยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง พักตร์วิภา เฉลิมกลิ่น วัย 49 ปี ที่ต่อสู้คัดค้านการสร้างท่าเทียบเรือขนทรายกลางชุมชน เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิต (ดูรูปที่ 3) รูปถ่ายของเธอวางอยู่บนถนนที่พาดขนานกับรั้วสีเขียวที่น่าจะเป็นบ้านของเธอ ข้างทางมีเสาไฟฟ้าติดตั้งเรียงต่อเนื่อง โดยแทรกตัวขึ้นระหว่างต้นไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ บ่งบอกให้รู้ได้ว่าพื้นที่แห่งนี้น่าจะเป็นเขตย่านชานเมืองหรือหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่ทว่าก็ยังมีธงชาติไทยคู่กับธงฟ้าปักตามพื้นที่ใต้เสาไฟฟ้าอยู่ทั่วไป

ภาพถ่ายชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพของรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตที่ดักเกิลบีนำไปจัดวางไว้ตามพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ แต่มีจุดเกิดเหตุบางแห่งที่เข้าไปไม่ได้ มีรูปภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกอุ้มหายไปจากสถานีตำรวจ รูปของเขา (เป็นภาพวาด) จึงถูกนำไปวางและถ่ายที่บ้านของเขาแทน นอกจากนี้ จุดเกิดเหตุยังเป็นบ้านของผู้เสียชีวิตได้ด้วยเช่นกัน สิทธิโชค ธรรมเดชะ สมาชิก อบจ. คนหนึ่งที่ต่อต้านการทุจริต รวมถึงการลักลอบตัดไม้ และการสร้างเขื่อน เป็นอีกคนที่ถูกยิงเสียชีวิตที่บ้าน ผ่านแนวเส้นและแสงที่พาดผ่านส่องกระทบกัน ผลงานภาพถ่ายของดักเกิลบีดูดดึงสายตาของผู้รับชมให้มองลึกเข้าไปยังตัวบ้านและรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตที่อยู่ตรงกรอบหน้าต่างที่เปิดบานอยู่

ดักเกิลบีนำองค์ประกอบที่มองเห็นมาสื่อให้ผู้ชมรับรู้ถึงความรุนแรงด้วยวิธีการใช้ภาพถ่ายของสถานที่ เขานำภาพถ่ายไปจัดวางแยกกันในแต่ละพื้นที่ในแนวเดียวกัน โดยไม่ได้จัดตามลำดับเวลาหรือตามภูมิศาสตร์ของตำแหน่งแห่งหน แม้ว่าจะไม่ได้มีเขียนกำกับถึงรัฐไทยโดยตรงในภาพถ่าย แต่เมื่อมองดูภาพต่างๆ โดยรวมแล้ว รูปถ่ายที่จัดวางทำหน้าที่เหมือนกับจุดสีแดงบนแผนที่ให้ผู้ชมได้ปะติดปะต่อวาดเส้นเชื่อมโยมเข้าหากันได้ แม้ภาพถ่ายแต่ละภาพจะดึงความสนใจของเราให้พุ่งไปยังสถานที่เกิดเหตุเพียงแห่งเดียว แต่สถานที่ต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในนั้นคือสิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกัน และจึงอาจมองได้ว่าเป็นการสื่อแสดงถึงรัฐชาติไทยก็เป็นได้

 

ภาพบุคคลและเหยื่อในรัฐไทย

องค์ประกอบที่สองมีความเหมือนกันในทุกรูปของชุดภาพถ่ายนี้ นั่นคือรูปถ่ายของผู้เสียชีวิต ในชุดภาพถ่ายชุดนี้ ดักเกิลบีเชื่อมต่อเข้ากับนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกและการปฏิบัติในเชิงของความทรงจำ โดยย้อนกลับไปช่วงปี 2513 ของอเมริกาใต้ ที่เป็นช่วงแรกที่ผู้หญิงชาวอเมริกาใต้พากันออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ลูกชาย พี่ชาย/น้องชาย และพ่อของพวกเธอที่ถูกรัฐกระทำความรุนแรง การนำรูปถ่ายของบุคคลที่หายสาบสูญไปมาสู่พื้นที่เปิดที่เป็นสาธารณะยังเป็นการยืนยันถึงการมีอยู่ของพวกเขาที่เสียชีวิตไปโดยที่ทางการยังไม่ได้ให้การยอมรับหรือรับรอง การทำเช่นนี้ทำให้ร่องรอยของความรุนแรงที่ยังหาตัวผู้กระทำมารับผิดชอบไม่ได้นั้นได้รับการมองเห็น และอาจเรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นความทรงจำสาธารณะ ดังนั้น การยึดโยงถึงการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนภายใต้อำนาจปกครองของทหารที่ผ่านมาผสมผสานเข้ากับการรำลึกถึงการประท้วงเพื่อประชาธิปไตย คือสิ่งที่นักเคลื่อนไหวไทยเลือกนำมาปฏิบัติอยู่ทั่วไป ด้วยการนำเอาภาพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สาธารณะมาสื่อแสดงให้เห็น

สิ่งที่ดักเกิลบีทำนั้นเหมือนกับนักเคลื่อนไหวที่นำเอาภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายออกมาสู่สาธารณะทั้งเพื่อรำลึกถึงและทำการประท้วงคัดค้าน เขาใช้ภาพถ่ายที่ปกติแล้วเป็นภาพที่ครอบครัวหรือญาติจะเก็บรักษาไว้ในพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว ที่ไม่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นมาก่อน ดักเกิลบีกล่าวอธิบายถึงขั้นตอนการเลือกภาพถ่ายไว้ว่า

“ปกติเราจะให้ญาติเป็นคนเลือกรูปที่จะใช้ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีแค่รูปเดียว คือรูปที่ใช้ที่งานฌาปนกิจศพตามประเพณีไทย ทำให้เราทำโครงการนี้ได้สำเร็จ เพราะส่วนใหญ่แล้วญาติจะมีภาพผู้เสียชีวิตที่เป็นภาพอัดกรอบขนาดใหญ่อยู่แล้ว แต่ญาติบางคนก็มีแค่รูปบนบัตรประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เราก็เลยต้องสแกนรูปบนบัตร ทำการขยายภาพ แล้วจัดพิมพ์ออกมาเอง”

ในกรณีที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิที่ถูกสังหารและหายตัวไป บางครั้งรูปถ่ายเดียวที่มีอยู่ก็เป็นรูปที่อยู่บนบัตรประจำตัวประชาชนของพวกเขา ที่เป็นรูปที่เจ้าหน้าที่รัฐถ่ายประกอบการขึ้นทะเบียนประชากรของรัฐ ภาพถ่ายคือสิ่งที่รัฐมีและจัดประเภทของพลเมือง ซึ่งก็คือประชากร รูปถ่ายติดบัตรและรูปถ่ายงานศพคือสิ่งที่ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหายครั้งหนึ่งนั้นได้รับการมองเห็นและจัดตั้งอยู่ในระเบียบแบบแผนของรัฐ

ภาพถ่ายบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในระดับที่เป็นส่วนบุคคลถูกจัดวางไว้ตามพื้นที่ที่สาธารณชนเข้าถึงได้ ได้แก่ สถานที่ที่อาชญากรรมนั้นเกิดขึ้น งานนิทรรศการที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ และบนโลกอินเทอร์เน็ต ภาพบุคคลจึงทำหน้าที่เรียกร้องคืนถึงสถานที่และความเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทยของบุคคลในภาพถ่าย นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า การมีอยู่ของบุคคลหรือสิ่งของที่กล้องถ่ายรูปได้บันทึกไว้เป็นสิ่งที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ หากเมื่อรัฐปฏิเสธสิทธิในชีวิตและความยุติธรรมของบุคคลด้วยการกระทำความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิดโดยไม่ต้องรับโทษ ภาพถ่ายตามฉากที่ดักเกิลบีจัดวางจึงทำหน้าที่สื่อสารกลับไปยังรัฐ การทำสำเนาภาพถ่ายของบุคคลดังกล่าวไปจัดวางไว้ตามจุดที่เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทยจึงเป็นร่องรอยที่มองเห็นได้ด้วยตาของการมีตัวตนในฐานะ (เคยเป็น) ประชากรของรัฐ

ภาพถ่ายที่ปรากฏในชุดภาพถ่ายชุดนี้ทำหน้าที่สร้างความทรงจำของสาธารณะเกี่ยวกับชะตากรรมของแต่ละคน และยังเป็นการยืนยันด้วยว่าบุคคลเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกทำให้กลายเป็นบุคคลนิรนาม เหมือนกับกรณีอื่นอีกหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้น คำบรรยายภาพในชุดภาพถ่ายของดักเกิลบี ยังช่วยให้ผู้พบเห็นทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการเสียชีวิตด้วย อย่างบุคคลนี้ถูกยิง ถูกลักพาตัว หรือพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อที่นั้นนี้ ณ สถานที่นั้นๆ รวมถึงส่วนเกี่ยวข้องของบุคคลดังกล่าวกับการต่อสู้เรียกร้องในประเด็นนั้นนี้ คำบรรยายใต้ภาพจึงสื่อความหมายของภาพถ่ายด้วยรูปแบบที่เสริมอีกขั้นของการเชื่อมโยงเกี่ยวข้องระหว่างกันและทำหน้าที่ต้านทานไม่ให้มีการทำให้เกิดกลายเป็นบุคคลนิรนาม

ภาพถ่ายอาจส่งผลให้มองเห็นความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิดได้ อีกด้านหนึ่งภาพถ่ายของสื่อมวลชนอาจช่วยทำให้เราเห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้ความรุนแรงและลอยนวลพ้นผิดโดยรัฐนั้นแข็งแกร่งขึ้น ส่วนอีกด้านนั้นคือเหตุการณ์ของความรุนแรงดังกล่าวที่เกิดขึ้นที่เป็นเอกเทศมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเพียงร่องรอยปรากฏในเอกสารสำคัญเสี่ยงที่จะเลือนหายไม่ได้รับการมองเห็นในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่ความทรงจำถูกกักขังจองจำไว้ให้อยู่ภายในพื้นที่ระดับส่วนบุคคล ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการลดทอนบริบทและการทำให้ไร้ซึ่งการเมืองมาเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น การนำเอาภาพถ่ายมาปฏิบัติเช่นนี้จึงจำเป็นต้องเรียงร้อยความทุกข์ทรมานของบุคคลและบริบททางการเมือง ประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมของความทุกข์นั้น

การถ่ายภาพที่มีการจัดวางทำหน้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงทั้งอาชญากรรมและความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของบุคคลในภาพ ภาพถ่ายบุคคลที่จัดวางไว้ในที่เกิดเหตุบ่งบอกถึงความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับสถานที่ รูปบนบัตรหรือรูปถ่ายที่ใช้ในงานศพบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวและความสัมพันธ์เชิงสถาบันของบุคคลนั้น ในทางกลับกัน ภาพถ่ายชุดนี้ได้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาและพื้นที่ที่แตกต่างกันไป ในชุดภาพถ่ายนี้ จุดที่วางรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตได้กลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำผ่านการบันทึกข้อมูลโดยดักเกิลบี สถานที่ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ทว่าภาพถ่ายได้อ้างข้อมูลถึงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทางประวัติศาสตร์ ความรุนแรงโดยรัฐที่ยังคงมีอยู่ และการลอยนวลพ้นผิดที่เกิดขึ้นตามมา ด้วยการจัดวางผู้ประสบเหตุให้อยู่ในกรอบภาพถ่ายของพื้นที่และเวลา ทำให้พวกเขาและชะตากรรมของพวกเขาได้รับการจัดวางในเชิงสัญลักษณ์ให้อยู่ในประวัติศาสตร์ที่มีขอบเขตทางภูมิศาสตร์และกฎหมายที่รัฐชาติไทยมีภาระผูกพันต้องปฏิบัติตาม

ภาพถ่ายที่ปรากฏในชุดภาพถ่ายของดักเกิลบีทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งขอบเขตแดนระหว่างการวิจัยข้อมูลและการเคลื่อนไหวเพื่อผลิตข้อมูลความรู้และท้าทายข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับภาพถ่ายในฐานะที่เป็นหลักฐานของอาชญากรรม เป็นข้อบันทึกทางประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งที่ช่วยบันทึกความทรงจำ แม้ว่าความตั้งใจอันเด่นชัดคือเพื่อเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้และเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและการต่อสู้ดิ้นรนของพวกเขา แต่การถ่ายภาพเช่นนี้ยังถือว่าเป็นกระบวนบันทึกเอกสารข้อมูลสำคัญด้วย สวนทางกับรัฐที่ไม่ได้ประกันซึ่งความยุติธรรมต่อเหตุการณ์ความรุนแรง การผลิตและเผยแพร่ภาพถ่ายหรือเอ่ยอ้างถึงความรุนแรงจึงเป็นวิธีหนึ่งในการจารึกการกระทำรุนแรงโดยรัฐที่ปราศจากการรับผิดชอบให้อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์

บทความฉบับนี้ย่อเนื้อหามาจากบทความต้นฉบับที่เผยแพร่เมื่อปี 2562 โดย Trans Asia Photography (เดิมคือ TAP Review) เล่มที่ 10 ฉบับที่ 1 เรื่อง Writing Photo Histories, Fall 2019 ลิงก์ถาวร

คาริน แซคคารี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน จบปริญญาเอกด้านสิทธิมนุษยชน ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ภาพถ่ายโดยนักกิจกรรมและนักวิชาการเพื่อจดจารึกให้สิทธิมนุษยชนมีพื้นที่อยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ เธอยังทำวิจัยเกี่ยวกับภาพถ่ายเชิงประวัติศาสตร์ การเล่าเรื่องด้วยภาพ จดหมายเหตุ และแง่มุมการแสดงที่เชื่อมโยงกับประเด็นชาตินิยมและความเป็นพลเมือง ความรุนแรงทางการเมือง การลี้ภัยและประวัติศาสตร์การเมืองไทย

More Features

ส่วย นายหน้า และเขาวงกตสู่สัญชาติ: ชะตา ‘โรฮิงญา’ ในไทย ที่รัฐไม่ (ยอม) เห็น

error: Content is protected !!