ทอถักหลักฐาน:

ประมงระยองท้าทายผู้ก่อมลพิษทะเล

โดย ณิชา เวชพานิช

ภาพ ลูค ดุกเกิลบี และ ภานุมาศ สงวนวงษ์

พวกเขาล่องเรือออกไปยามรุ่งสาง ตั้งแต่จำความได้ รู้สึกสบายใจทุกครั้งเวลาอยู่ในอ้อมกอดของท้องเรือและท้องน้ำ แต่พักหลังมานี้ ความรู้สึกแปลกหน้าไม่คุ้นเคยกลับเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ธิราช บุญยงค์ ใช้เวลาอยู่กับทะเลภาคตะวันออกของไทยทุกวัน ชาวประมงหนุ่มเชื่อว่าเขารู้จักทะเลดี ทว่าไม่นานมานี้ ผืนน้ำที่คุ้นเคยกลับให้ความรู้สึกประหลาด เขาแทบจับปลาไม่ได้เลย แถมตัวที่จับได้ก็มีคราบสีดำคล้ำติดที่เหงือก

“น่าจะเป็นเพราะน้ำมันรั่ว” เขาเปรย ว่าตามที่ชาวประมงระยองต่างพากันตั้งข้อสังเกตช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เช้าวันนี้ ธิราชแล่นเรือของครอบครัวไปร่วมกับขบวนประท้วงกลางทะเล เขาผ่อนเครื่องยนต์และหันหัวเรือประจันหน้ากับชายฝั่ง กองทัพเรือประมงหลากหลายขนาดหันเผชิญหน้าโรงงานที่เรียงตัวเป็นแนวยาว ปากปล่องทแยงท้าทายฟ้า สักจุดใดจุดหนึ่งในนั้น พ่อของเขากำลังนำกลุ่มผู้ชุมนุมมุ่งหน้าไปยังบริษัทน้ำมันต้นเหตุน้ำมันรั่วเมื่อไม่นานมานี้

ครอบครัวบุญยงค์อาศัยอยู่ที่ตำบลปากน้ำ จังหวัดระยอง บ้านตั้งอยู่ไม่กี่ก้าวจากชายหาดและห่างเพียง 15 กิโลเมตรจากท่าเรือมาบตาพุด เขตนิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในไทย

ขับรถจากกรุงเทพฯ ไม่เพียงกี่ชั่วโมง จังหวัดระยองขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลอร่อยและชายหาดราคาเป็นมิตรกับคนไทย จนกระทั่ง ภาพลักษณ์ดังกล่าวถูกแทนที่ด้วยภาพอุตสาหกรรม เมื่อปี 2525 รัฐบาลประกาศให้ระยองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก

ตั้งแต่นั้น ชาวประมงระยองเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม แม้ว่าอุตสาหกรรมกับรัฐบาลจะยืนยันว่าชุมชนประมงจะยังคงรักษาวิถีชีวิตได้ตามเดิม แต่พวกเขาเห็นกับตาตัวเองว่ามีบางสิ่งผิดปกติกำลังเกิดขึ้น

ของฝากจากทะเลป่วย

หน้าบ้านหลังเล็ก ละม่อม บุญยงค์ ดึงอะไรบางอย่างออกมาจากกองของสะสมที่เฝ้ารักษามานานเกือบสิบปี มันเป็นถุงพลาสติกใสอัดแน่นไปด้วยแผ่นน้ำมันดิบสีดำ แลดูแข็งกระด้าง บนถุงมีวันที่ทดแปะอยู่

“ของฝาก” ละม่อมหยอก เขาอยู่กับอุบัติเหตุน้ำมันรั่วมานานมากพอที่จะหาอารมณ์ขันจากมัน

ในฐานะผู้ใหญ่ประจำครอบครัวและประธานกลุ่มประมงท้องถิ่น “กลุ่มประมงปากน้ำ” ชายวัย 70 ปีรู้ดีว่าเวลาเกิดเหตุน้ำมันรั่วขึ้น เขาจะต้องทำอะไร มันไม่ใช่ผลจากการฝึกอบรมใด แต่มาจากการเฝ้าสังเกตการปนเปื้อนมลพิษแบบนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

มกราคมเป็นหน้าหมึกกระดองกับปูอ่าว ตามกระแสน้ำเข้ามากินเคยที่เป็นแหล่งอาหารหลักในอ่าวระยอง ทว่า 25 มกราคม ปีนี้ แทนที่ชาวประมงจะได้ของฝากติดไม้ติดมือจากทะเลเป็นสัตว์น้ำเหมือนทุกวัน แต่หากเป็นอวนประมงที่พังเสียหาย ทุกสิ่งเลอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันดำหลังเกิดเหตุท่อน้ำมันใต้ทะเลห่างจากฝั่งราว 20 กิโลเมตรแตกรั่ว ส่งน้ำมันดิบกว่า 47,000 ลิตรปนเปื้อนลงทะเล

ท่อส่งน้ำมันต้นเหตุนี้ดำเนินการโดย บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง บริษัทมหาชนลูกครึ่งไทย-อเมริกัน มีบริษัทเชฟรอนสัญชาติอเมริกันถือหุ้น 60% และสาธารณะไทยถือหุ้นอีก 40% ที่เหลือ

ไม่นานหลังเกิดเหตุ ชายทะเลภาคตะวันออกก็ท่วมท้นไปด้วยเจ้าหน้าที่ในชุดหมีสีขาวทำความสะอาดคราบน้ำมันที่พัดขึ้นมาติดหาด ขณะที่เรือหลายลำระดมฉีดสารเคมีขจัดคราบน้ำมันเพื่อกดน้ำมันที่รั่วไหลให้ลงพื้นทะเล เหตุการณ์น้ำมันรั่วพัดนักท่องเที่ยวให้หายวับจากหาดที่เคยคึกคัก พร้อมกับรายได้ของชาวประมงกับร้านอาหาร

ขนาดของผลกระทบนั้นยากจะระบุให้ชัดเจน ตอนแรก มีการรายงานว่าน้ำมันรั่วลงทะเลปริมาณ 400,000 ลิตร จากนั้น ตัวเลขได้เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง จนกระทั่งลงเอยน้อยกว่าตัวเลขแรกเกือบสิบเท่า เรียกความสงสัยจากสาธารณะและนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งคำถามว่าตัวเลขปริมาณน้ำมันนี้ไม่สอดคล้องกับสัดส่วนปริมาณสารเคมีขจัดน้ำมันที่ใช้

เหตุการณ์นี้เหมือนหนังม้วนเดิมที่ฉายภาพซ้ำในความทรงจำของละม่อมกับชาวประมงพื้นบ้าน คล้ายกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่เก้าปีก่อนที่ทำให้สังคมไทยหันมาสนใจเรื่องผลกระทบของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นครั้งแรก

ตอนเกิดน้ำมันรั่วเมื่อปี 2556 นั้น สำนักงานจังหวัดระยองประกาศว่า กระบวนการจัดเก็บคราบน้ำมันนั้นสำเร็จเรียบร้อยสิบวันหลังเกิดเหตุ ในตอนแรก คุณภาพน้ำอยู่ในระดับปกติดี จนกระทั่งไม่กี่เดือนให้หลัง คลื่นหน้ามรสุมได้คายวัตถุเม็ดสีดำคล้ายลูกปัด “ทาร์บอล” มาเกยหาดและพบอีกหลายปีหลังจากนั้น

นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ละม่อมกับชาวประมงคนอื่นๆ ตั้งข้อสังเกตว่าทะเลระยองกำลังป่วย พวกเขาเจอกระดองหมึกขนาดจิ๋วเกยอยู่บนหาดจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่ามีบางอย่างที่ผิดธรรมชาติทำให้หมึกตายก่อนวัย บางครั้ง พวกเขาเจอปลาพิการ มีฝ้าขุ่นสีขาวในตา เป็นปลาตาบอด

ต่อมา ข้อสังเกตของชาวประมงได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ เรณู เวชรัชต์พิมล นักชีววิทยาและอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอร่วมกับชาวประมงและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษาตัวอย่างสัตว์น้ำที่พบ

ผลตรวจเลือดปลาจากห้องแล็บพบว่ามีสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAH) ซึ่งเป็นสารประกอบน้ำมันดิบ สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำ สารตัวนี้บางครั้งก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในระดับพันธุกรรม นอกจากนี้ยังเป็นสารก่อมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ

“การเก็บข้อมูลแบบนี้เป็นหลักฐานประจักษ์และได้รับการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ เพราะสัตว์ทะเลเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ” เรณู อธิบาย “สิ่งที่เราเป็นห่วงคือน้ำมันรั่วจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตรอบที่สำคัญต่อห่วงโซ่อาหารอย่างไรบ้าง” 

คลื่นอันตรายใต้น้ำ

ชาวประมงรอบอ่าวระยองนั้นเป็นเสมือนญาติพี่น้อง คอยส่งข่าวคราวแจ้งกันว่าพบฝูงปลาบริเวณไหน ทว่าตั้งแต่เกิดเหตุน้ำมันรั่ว พวกเขาคอยแจ้งกันเวลาเห็นอะไรผิดปกติ

“เรามีตาอยู่ทั่ว คอยช่วยกันสังเกต” ละม่อมเล่า พลางสอนให้เพื่อนชาวประมงอีกคนส่งภาพผิวน้ำทะเลสะท้อนคราบน้ำมันสีรุ้งที่ถ่ายด้วยมือถือเข้ากลุ่มไลน์ “เราเคยถืออวนปลา แต่วันนี้มาถือกล้อง”

เก้าปีก่อน เวลาพบคราบน้ำมันรั่ว ชาวประมงจะต้องรีบคว้ากล้องเดินทางไปจุดที่พบเพื่อถ่ายรูปเก็บหลักฐาน แต่วันนี้ พวกเขาพากันใช้มือถือเก็บภาพและคลิป ส่งออกไปสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านแอพพลิเคชั่น

นวรัตน์ ธูปบูชา แม่ค้าขายอุปกรณ์ประมงวัย 48 ที่ต.ปากน้ำ รู้จักชาวประมงกับผู้ค้าอาหารทะเลหลายคน เธอเลยเป็นเหมือนศูนย์รวมที่ใครต่อใครพากันส่งหลักฐานสัตว์น้ำผิดปกติมาให้ ตั้งแต่ปี 2556 นวรัตน์จัดระเบียบหลักฐานรูปภาพและคลิป ก่อนส่งให้ทนายที่กรุงเทพฯ ทางกลุ่มไลน์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล

ภาพและคลิปทยอยไหลบ่าเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านต่างพากันตระหนักว่าน้ำมันรั่วได้ทิ้งผลกระทบในวงกว้าง พวกเขาจึงร่วมมือกับนักสิ่งแวดล้อมเพื่อเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบและนำสิ่งที่ค้นพบนี้ไปขึ้นศาล

“ตอนแรกเริ่มจากกลุ่มประธานชุมชนไม่กี่คน แต่ต่อมา หลายคนเริ่มเห็นว่าการเก็บหลักฐานช่วยเรียกร้องสิทธิให้ได้” วีรวัฒน์ อบโอ อธิบาย ทนายมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุุมชนคนนี้ทำงานร่วมกับชาวประมงระยองตั้งแต่เหตุน้ำมันรั่วรอบแรก “บางคนคิดว่าผลกระทบน้ำมันรั่วน่าจะจบแล้ว แต่มันมีหลักฐานที่กลุ่มคนเหล่านี้เก็บอยู่ เลยตระหนักกันมากขึ้นว่าปัญหามันยังไม่จบ”

เรื่องราวแบบนี้ไม่เกิดแค่ที่ระยองเท่านั้น ชุมชนหลายแห่งในไทยพากันสวมบทบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์พลเมือง บันทึกผลกระทบจากโครงการพัฒนาและมลพิษแถวบ้านเพื่อเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน

“ตอนแรกเราไม่ได้สนใจเรื่องน้ำมันรั่วหรอก แต่ตอนหลังก็เข้าใจว่าเราเองก็กระทบเหมือนกัน” นวรัตน์นึกทบทวน ชี้ว่าน้ำมันรั่วนั้นส่งผลกระทบกับคนหลายภาคส่วนในจังหวัด

“มันกระทบกับประมง ร้านอาหารทะเล คนแปรรูป เจ้าของโรงแรมกับคนอีกหลายประเภท นี้ยังไม่นับผู้บริโภคนะ ราคาอาหารทะเลแพงขึ้นมาก เพราะประมงต้องออกเรือไกลมากขึ้น บางครั้งคุณซื้ออาหารทะเลระยอง แต่จริงๆ มาจากจังหวัดอื่น”

น้ำมันรั่วครั้งล่าสุดนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ณ โรงแรมบริเวณหาดที่เกิดเหตุ ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้ ศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนปิดรับชื่อเพิ่มเติมหนึ่งเดือนให้หลัง โดยมีผู้ลงทะเบียนราว 13,000 ราย ประกอบด้วยชาวประมงท้องถิ่นและอาชีพอื่นๆ

สองสัปดาห์หลังน้ำมันรั่ว บริษัทยังไม่จ่ายเงินช่วยเหลือใดๆ ชาวประมงหลายร้อยคนจากปากน้ำและพื้นที่ใกล้เคียงจึงเดินทางไปชุมนุมที่บริษัทน้ำมัน

“บริษัทจะไม่หนีแน่นอน เราชัดเจนว่าจะรับผิดชอบเพราะเป็นต้นเหตุน้ำมันรั่ว” จิระศักดิ์ มหาสุคนธ์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลบริษัทน้ำมัน ยืนยันกับชาวบ้านที่รวมตัวประท้วง

บริษัทตกลงที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือ 45,000 บาทให้ชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ เป็นจำนวนน้อยกว่าที่พวกเขาประเมินความเสียหายหลายเท่า ปลายเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเริ่มต้นมอบเงินช่วยเหลือกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มแรก

“เราเก็บข้อมูลของเราแม้ว่าทางการจะไม่ทำแล้ว เรามองว่าเขาไม่อยากรู้ว่าผลกระทบทั้งหมดมันเป็นยังไงเพราะว่าไม่อยากฟื้นฟูอีกแล้ว” นวรัตน์สะท้อน

หวังฟื้นฟูท้องทะเล

สองเท้ายืนประจันผู้พิพากษา มือถือถุงปลาสด ชาวประมงผิวกร้านแดดอย่างบรรเจิด ล่วงพ้น จำได้แจ่มชัดถึงวันที่หิ้วของฝากจากบ้านเกิด อ.ตะพง ไปฝากศาล ปลาทรายเป็นปลาพื้นบ้านที่พบมากในอ่าวระยอง แต่เจ้าปลาที่เขาติดไม้ติดมือมาเสนอศาลวันนี้ดูผิดเพี้ยนประหลาด ผิวพวกมันถลอกเป็นแผลสีแดง

“ปลาทรายเป็นสัตว์รักสงบ” บรรเจิดระลึกความหลัง “เราส่งให้ศูนย์วิจัยประมงท้องถิ่นไปตรวจสอบว่าผิดปกติอะไร เขาบอกว่าปลามันกัดกัน”

ปี 2557 หนึ่งปีหลังจากเหตุน้ำมันรั่ว บรรเจิดกับชาวประมงอีกสี่ร้อยกว่ารายยื่นฟ้องบริษัทน้ำมันรวมถึงรัฐบาลไทยฐานล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ นำตัวผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้น

พวกเขาแย้งว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหลังน้ำมันรั่วนั้นไม่ได้ปฏิบัติให้เหมาะสมตามแนวทางสากลอีกทั้งสารเคมีที่ใช้กดน้ำมันนั้นทำให้ทะเลปนเปื้อนสารพิษ พวกเขาเก็บหลักฐานและร่างแผนฟื้นฟูร่วมกับนักอนุรักษ์เป็นเวลาหลายเดือน

ทว่าศาลได้ปฏิเสธเหตุผลของพวกเขาและตัดสินว่าผลกระทบจากน้ำมันรั่วเมื่อปี 2556 นั้นมีระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ชาวประมงจึงยื่นอุทธรณ์และคดียังคงอยู่ในชั้นศาลฎีกาจนถึงวันนี้ นับเป็นคดีน้ำมันรั่วคดีแรกของไทย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกำหนดทิศทางการดำเนินคดีเรื่องน้ำมันรั่วอื่นๆ ถัดจากนี้

หลังจากคำตัดสิน ชาวประมงยังคงเดินหน้าเก็บหลักฐาน สะสมภาพถ่ายตั้งแต่หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วจนถึงปี 2562 หกปีหลังอุบัติเหตุ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบระยะยาวของน้ำมันรั่ว

“จนถึงวันนี้ยังไม่มีการฟันธงว่าการฟื้นฟูน้ำมันรั่วปี 56 ดีขึ้นแล้วหรือยัง” วีรวัฒน์ ทนายประจำกลุ่มชาวประมงกล่าว “ชาวบ้านกำลังแสดงให้เห็นว่าทะเลยังป่วยอยู่และพวกเขายังได้รับผลกระทบอยู่”

สำหรับบรรเจิดและชาวประมงระยอง เหตุการณ์น้ำมันรั่วปี 2556 และ 2565 เผยโฉมหน้าคล้ายคลึงกันจนน่ากังวล ไม่ว่าจะความคลุมเครือเรื่องปริมาณน้ำมันที่รั่วลงทะเล รวมถึงการที่ทางการปฏิเสธ ไม่ยอมรับหลักฐานที่ชี้ถึงผลกระทบระยะยาวต่อสัตว์ทะเล

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายประมงของบรรเจิดเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาผลกระทบและทางแก้ไขอย่างโปร่งใส รวมไปถึงตั้งกองทุนเพื่อใช้รับมือน้ำมันรั่วในไทยโดยเฉพาะ เพราะคาดว่าจะเกิดเหตุแนวนี้อีกหลายครั้งในอนาคต

“ตลอดหลายปีที่สู้มา เราตระหนักว่าเรามีความเป็นเจ้าของทรัพยากรมากเท่ากับเขา” บรรเจิด กล่าว “แต่เราถูกเอาเปรียบและกีดกันสิทธิของเรา”

ตระหนักว่าสิทธิในการร่วมบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นของชุมชน บรรเจิดแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนอื่นๆ ในไทยที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน หนึ่งในนั้นคือชุมชนชาวประมงที่อ.จะนะ จ.สงขลา ทางตอนใต้ของประเทศ พื้นที่มีกำหนดสร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกแห่ง

ชีวิตติดรั้วอุตสาหกรรม

สองสัปดาห์หลังน้ำมันรั่ว เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำสองอีกครั้งบริเวณจุดเดิม ล่าสุด เมษายน 2565 บริษัทเผยว่า ได้ปิดฉากปฏิบัติการเก็บกู้ท่อส่งน้ำมันที่ดำเนินการมาร่วมสองเดือนและไม่พบน้ำมันรั่วไหลอีกแล้ว ตัวเลขปริมาณน้ำมันที่ปนเปื้อนสู่ทะเลยังเป็นปริศนาที่ไม่มีคำตอบชัดเจน แต่อาจรุนแรงหนักกว่ารอบปี 2556

หนึ่งเดือนหลังเกิดหายนะน้ำมันรั่ว รัฐบาลได้จัดพิธีโยนหินก้อนแรกเปิดตัวโครงการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่สาม ซึ่งจะขยายศักยภาพการรองรับก๊าซธรรมชาติในชายฝั่งตะวันออกไทย

การขยายท่าเรือจะต้องถมทะเลกว่าหนึ่งพันไร่ ชาวประมงพื้นบ้านนำเรือออกประท้วงคัดค้าน พวกเขาหวังส่งเสียงถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีโยนหินก้อนแรก อย่างไรก็ตาม พิธีที่เดิมมีแผนจัด ณ จุดขยายท่าเรือกลับเปลี่ยนรูปแบบเป็นงานออนไลน์อย่างกระทันหัน

“คนออกนโยบายชอบพูดว่าไม่ค่อยมีประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขยายท่าเรือ” ธิราชกล่าว ระหว่างถือหางเสือเรือหาปลาที่ครอบครัวใช้ออกทะเลมากว่ายี่สิบปี

แม็ก ลูกชายวัย 18 ของเขายืนอยู่ด้านข้าง “เรามาเพื่อบอกว่าประมงพื้นบ้านมีจริงๆ มีเยอะด้วย”

หลังเหตุน้ำมันรั่วปี 2556 ธิราชเลิกอาชีพหาปลาและเปลี่ยนไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ห้างหลายปี เขาชอบที่ได้รายได้ประจำ แต่ยังคงคิดถึงชีวิตอิสระแบบชาวประมงที่ถึงแม้จะไม่มีรายได้สม่ำเสมอ แต่ท้องทะเลยังให้รายได้เขาดีกว่า

ธิราชกลับมาออกทะเลอีกครั้งหลังลูกจ้างเรือประมงมาตามให้กลับไป ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ประมงหนุ่มใช้เวลากับลูกชายบนเรือ แม็กรู้สึกภูมิใจที่เป็นเด็กนักเรียนคนเดียวในห้องที่รู้วิธีหาปลาจนเพื่อนๆ พากันอิจฉา

“ผมเรียนวิศวะอยู่ พอเรียนจบอยากทำงานโรงงานสักที่หนึ่ง แต่ผมก็ไม่ได้อยากทิ้งประมง” แม็กว่า “เดี๋ยวนี้ทำงานโรงงานมั่นคงกว่าเพราะทรัพยากรมันร่อยหรอลงไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่จะทำยังไงได้ เขากำหนดให้โรงงานตั้งอยู่ที่นี้แล้ว”

คำพูดนี้อาจฟังดูย้อนแย้ง แต่สำหรับแม็ก น้ำมันรั่วเป็นแค่ความเสี่ยงอย่างหนึ่งในหลายร้อยความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตติดรั้วอุตสาหกรรม ชวนตั้งคำถามว่าชุมชนจะอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมอย่างไร

“คนเราชอบพูดว่าเหรียญมีอยู่สองด้าน เหมือนกับว่าระยองจะต้องเลือกอุตสาหกรรมหรือไม่ก็ประมงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เหรียญไม่ได้มีแค่สองด้าน ยังมีด้านตรงกลางระหว่างคู่ตรงข้ามใช่ไหม” บรรเจิด ถาม “เราพร้อมที่จะดูแลทะเลร่วมกับทางอุตสาหกรรม แต่มันต้องเป็นธรรมและเปิดให้เรามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”

ปี 2552 บอร์ดสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามคำสั่งศาล หลังจากชาวระยองเรียกร้องเป็นเวลาหลายปี การกำหนดเป็นเขตควบคุมมลพิษมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบทางสุขภาพในพื้นที่จากอุตสาหกรรม แต่จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีมาตราการใดๆ ที่ชัดเจน แถมยังมีข่าวลือถึงการเพิกถอนสถานะเขตควบคุมมลพิษเพื่อขยายอุตสาหกรรมทำให้คนระยองพากันกังวล

ความกังวลอีกอย่างคือชุมชนรู้เกี่ยวกับเพื่อนบ้านอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงไหน ปี 2564 นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเสนอร่างกฎหมายโปร่งใสข้อมูลสารเคมีในอุตสาหกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “PRTR” เข้ารัฐสภา หวังสร้างระบบฐานข้อมูลอุตสาหกรรมและสารเคมี ซึ่งเปิดให้สาธารณะเข้าถึงได้เหมือนกับอีก 36 ประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายตัวนี้

“กฎหมายนี้สำคัญมากเพราะในสถานการณ์ปกติ คนทั่วไปจะรู้ว่าย่านที่ตนเองอาศัยมีโรงงานและความเสี่ยงอะไรบ้าง” เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) กลุ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ผลักดันระบบข้อมูลมลพิษโปร่งใส ให้ความเห็น

“หากเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยจะรู้ว่าทันทีควรรับมืออย่างไรให้ตรงจุด”

กฎหมายตัวใหม่นี้หวังจะหยุดข้อถกเถียงที่ไม่จบสิ้นเกี่ยวกับเหตุน้ำมันรั่วหรืออุบัติภัยด้านอุตสาหกรรมต่างๆ กรีนพีซ เผยว่า ช่วงสามสิบปีนี้ เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วในไทยมากกว่า 200 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมาย PRTR นั้นถูกปัดตกโดยนายกรัฐมนตรีเมื่อกรกฎาคม 2564 โดยไม่ระบุถึงสาเหตุ

“น้ำมันรั่วปีนี้อาจจะเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทว่าเราได้แต่คาดเดาเพราะว่าข้อมูลพื้นฐานไม่ถูกเปิดเผย” เพ็ญโฉมว่า “ประเทศไทยจะต้องมีระบบที่สร้างความเชื่อใจระหว่างคนกับอุตสาหกรรม”

ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.