ราคาของผู้เสียสละ : คนอยุธยากับชีวิตที่ต้องทนทุกข์ในทุ่งรับน้ำ
- ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี
สมศรี ด้วงวิเศษ พายเรือผ่านหมู่บ้านของเธอ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำน้อยและทุ่งรับน้ำบางบาลที่ถูกน้ำท่วมสูงเป็นเวลาหลายเดือน ดังนั้นการพายโดยเรือจึงเป็นหนทางเดียวในการเดินทาง เนื่องจากรถของพวกเขาจอดอยู่บนที่สูง ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories
- Published
- 7 min read
ชาวกรุงศรีฯ ต้องเผชิญกับน้ำท่วมหนักเพื่อปกป้องกรุงเทพฯ จากน้ำเหนือโดยไร้สิทธิเสียง พวกเขากำลังเรียกร้องให้ยุตินโยบายป้องกันน้ำท่วมที่ไม่เป็นธรรม ที่ทำให้พวกเขาต้องเสียสละบ้านเรือนและแหล่งทำกินแทบทุกขวบปี
ถ้าลองขับรถไปตามถนนสายชนบทที่คดเคี้ยวโอบล้อมที่ราบต่ำทุ่งบางบาล ใน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วงปลายฝนต้นหนาว บางคนอาจเข้าใจผิดว่าทุ่งน้ำกว้างขวางที่ทอดตัวอยู่สองฝั่งทางคืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเพียงต้นไม้และบ้านเรือนที่โผล่พ้นผิวน้ำเป็นระยะ เป็นภาพเตือนชัดเจนว่าท้องน้ำที่เห็นแท้จริงแล้วเป็นเขตภัยพิบัติ
ตลอดเส้นทางที่ขับ เราจะพบกับแนวเต็นท์และที่พักชั่วคราวเรียงรายที่ซึ่งชุมชนที่ถูกน้ำท่วมลี้ภัยขึ้นมาอาศัยบนที่สูงบนถนนหลวง
“พี่ก็ไม่ได้อยู่สะดวกสบายอะไรนักหรอกในเต็นท์ริมทางแบบนี้ เวลากลางคืนก็นอนไม่ค่อยจะหลับเพราะรถบรรทุกใหญ่วิ่งกันทั้งวันทั้งคืน แล้วยังไม่มีห้องน้ำอีกต่างหาก ต้องไปเข้าที่วัด แต่นี่เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะว่าที่บ้านพี่น้ำท่วมสูงจนอยู่ไม่ได้” อัมพรทิพย์ กำแพงหล่อ วัย 58 ปี หนึ่งในผู้อพยพน้ำท่วมที่อาศัยในเต็นท์ริมทาง กล่าว
ครอบครัวของเธอเป็นชาวนาผู้อาศัยและทำกินในทุ่งบางบาลที่ต้องทนทุกข์กับภัยน้ำท่วมรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สิน บ้านเรือน และท่วมทุ่งนาจนทำมาหากินไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อน้ำท่วมสูงที่ลากยาวตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ค่อย ๆ ลดระดับจนแห้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน พวกเขายังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการซ่อมแซมบ้านเรือน และเตรียมเงินทุนเพื่อเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป
นับตั้งแต่ปี 2560 ที่รัฐบาลประกาศให้ทุ่งบางบาลและอีกห้าทุ่งที่ราบต่ำของ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ทุ่งรับน้ำ เพื่อป้องกันน้ำเหนือไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมรุนแรงซ้ำซากทุกปี
เพื่อแลกกับความปลอดภัยจากน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ทุ่งรับน้ำต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก หลังจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอย่างอัมพรทิพย์ต้องทนทุกข์มานานหลายปี พวกเขาจึงเริ่มเรียกร้องสิทธิในการร่วมจัดการน้ำและตัดสินใจมากขึ้น โดยหวังว่านี่จะเป็นทางออกที่ยุติธรรมสำหรับการที่ต้องทนรับน้ำท่วมอย่างจำใจทุกปี
ภัยพิบัติที่วางแผนไว้แล้ว
อยุธยาตั้งอยู่เหนือน้ำจากเมืองหลวงกรุงเทพมหานครบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา พื้นที่เมืองเก่าล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาที่ลุ่ม ซึ่งมีน้ำจากน้ำเหนือท่วมถึงตามฤดูกาลประมาณสองเดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงตุลาคม
“ทุ่งรับน้ำถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพฯ เราใช้พื้นที่เหล่านี้เพื่อกักเก็บน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปริมาณการไหลของแม่น้ำเกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที” ศุภชัย มะพล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาผักไห่ กรมชลประทาน กล่าว
ในจำนวนทุ่งรับน้ำสิบเอ็ดแห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทุ่งรับน้ำหกแห่งตั้งอยู่ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา กินพื้นที่รวม 640 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด ศุภชัยอธิบายว่าก่อนที่จะมีการผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำนั้น ทางกรมชลประทานจะมีการประกาศแจ้งเตือนชุมชนก่อนผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์
“เราไม่ได้ใช้พื้นที่รับน้ำนี้ทุกปี โดยเราจัดการน้ำท่วมอย่างระมัดระวังตามการติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อลดระยะเวลาและความรุนแรงของน้ำท่วมให้เหลือน้อยที่สุด” ศุภชัยกล่าว
เขายังเปิดเผยอีกว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะบรรเทาลง โดยโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ จะช่วยบรรเทาปัญหาจุดคอขวดการระบายน้ำในบริเวณเกาะเมืองอยุธยา
แม้จะมีความพยายามบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนพื้นที่ทุ่งรับน้ำ แต่ประชาชนในพื้นที่ยังคงไม่พอใจกับการจัดการน้ำท่วมของกรมชลประทาน
เรณู กสิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการเกษตรในพื้นที่ทุ่งบางบาล กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาสามารถอยู่ร่วมกับน้ำท่วมตามฤดูกาลได้โดยไม่มีปัญหา แต่กับน้ำท่วมรุนแรงจากการผันน้ำเข้าทุ่งของภาครัฐนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“เมื่อก่อน น้ำจะไหลล้นจากแม่น้ำเข้าทุ่งนา ทำให้ท่วมไม่สูงนัก และ]จะลดลงภายในไม่กี่สัปดาห์ นอกจากนี้ น้ำท่วมยังพาปลามาจำนวนมากและพาตะกอนแม่น้ำทับถม ทำให้พื้นที่เกษตรของเราอุดมสมบูรณ์” เรณูกล่าว
อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า น้ำท่วมจากการผันน้ำเข้าทุ่งนั้นรุนแรงกว่ามาก เนื่องจากระดับน้ำจะสูงขึ้นอย่างคาดเดาไม่ได้ อีกทั้งยังท่วมขังเป็นเวลานานขึ้น สร้างผลกระทบต่อชุมชนให้รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ชาวบ้านไม่ได้ยอมรับให้ทุ่งบางบาลเป็นทุ่งรับน้ำ ไม่มีใครถามเราสักนิดว่า เราจะยอมให้บ้านเกิดของเราเป็นพื้นที่รับน้ำท่วมหรือไม่” เรณูกล่าว “เราไม่มีสิทธิออกความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการจัดการและวางแผนน้ำในพื้นที่เลย เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับหน่วยงานกลางในกรุงเทพฯ”
ทุกข์น้ำท่วม
จากสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากยาวนานที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโครงการป้องกันน้ำท่วมของภาครัฐพวกเขาเปิดเผยว่า ผู้ได้รับผลกระทบน้ำท่วมในทุ่งรับน้ำจำนวนมากยังขาดการช่วยเหลือที่เพียงพอจากภาครัฐในช่วงน้ำท่วม รวมถึงไร้การชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เหมาะสมภายหลังจากน้ำท่วม
“ตอนนี้น้ำท่วมหมู่บ้านมาจะเกือบอาทิตย์แล้ว แต่ชาวบ้านที่นี่ยังไม่ได้รับสิ่งของความช่วยเหลืออะไรเลยจากภาครัฐ ตอนนี้ชาวบ้านที่นี่ต้องการข้าวสารอาหารแห้ง เพราะตอนนี้ชาวบ้านแทบออกไปซื้อหาอาหารข้างนอกไม่ได้เลย แถมยิ่งตอนน้ำท่วม เราก็ไม่มีรายได้อะไรอีก” สมศรี ด้วงวิเศษ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่สาม ต.บางหลวง อ.บางบาล กล่าว
เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ในชุมชนเป็นผู้สูงอายุ และหลาย ๆ คนก็มีโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้การใช้ชีวิตของพวกเขายิ่งยากลำบากเข้าไปอีกยามน้ำท่วม เพราะระดับน้ำสูงทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนแทบเป็นไปไม่ได้
“ตอนนี้เรากำลังขาดแคลนเรือเอาไว้ใช้ในชุมชน ใช้เวลาออกจากบ้านมายังถนนเพราะน้ำท่วมสูงมาก ทำให้การเดินทางไปทำงาน ไปเรียน หรือไปหาหมอ ยากลำบากมาก ๆ”
สมศรีกล่าวว่า รัฐบาลจ่ายเงินชดเชย 9,000 บาท ให้กับทุกครัวเรือนในอยุธยาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปีนี้ และให้เงินชดเชยราว 4,000 บาทต่อไร่สำหรับพืชผลที่เสียหาย แต่การชดเชยนี้ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญในเขตน้ำท่วมซ้ำซาก
“บางคนต้องใช้เงินกว่าแสนบาทในการดีดบ้านหลังน้ำท่วม หลาย ๆ คนในชุมชนจึงตกในวังวนหนี้สินหลังน้ำท่วม” สมศรีกล่าว อธิบายถึงความพยายามยกบ้านให้สูงขึ้นของหลายคน
รายงานประเมินผลปี 2563 ของกรมชลประทานพบว่า น้ำท่วมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตกักเก็บน้ำส่งผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉลี่ยแล้วความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาทต่อครัวเรือน ค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดคือความเสียหายของยานพาหนะ รองลงมาคือความเสียหายของพืชผลและความเสียหายของอาคาร
รายได้หายไปกับน้ำ
รายงานยังพบว่าน้ำท่วมทำให้คนในชุมชนกว่า 96% ไม่มีรายได้ในช่วงน้ำท่วม
“เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ป้องกันน้ำท่วมเป็นเกษตรกร การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำเกษตรจึงเป็นอีกปัญหาสำคัญที่พวกเขาต้องเผชิญ” เรณูกล่าว
นาข้าวในพื้นที่ทุ่งรับน้ำมักจะจมอยู่ใต้น้ำท่วมลึกถึงห้าเมตร ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากต้องใช้เวลากว่าสี่เดือนกว่าน้ำจะระบายออกหมดจากที่นาจนพร้อมที่จะเพาะปลูกใหม่อีกครั้ง ชาวนาจึงต้องปรับเปลี่ยนรอบการทำเกษตรใหม่ตามที่กรมชลประทานกำหนด
โดยการปรับเปลี่ยนรอบการทำเกษตรใหม่ ชาวนาจะต้องลดรอบการปลูกข้าวประจำปีจากสามครั้งเหลือเพียงสองครั้ง คือหนึ่งครั้งในเดือนธันวาคมและอีกครั้งในเดือนเมษายน
ภายใต้ตารางการทำนาใหม่ เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดภายในกลางเดือนกันยายนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อพืชผลและเคลียร์พื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม เรณูกล่าวว่าปฏิทินการทำเกษตรใหม่มีปัญหาหลายประการ เพราะไม่เพียงแต่ชาวนาจะมีรายได้จากการเพาะปลูกลดลงจากการลดรอบการเพาะปลูก แต่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งทำให้การเพาะปลูกล่าช้าและเสี่ยงต่อการพลาดกำหนดเส้นตายการเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนกันยายนอีกด้วย
“ชาวนาในทุ่งรับน้ำมักเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ เพราะแม้ว่าพื้นที่เพาะปลูกของเราจะใช้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำท่วมเป็นเวลาหลายเดือน แต่น้ำในทุ่งรับน้ำทั้งหมดจะถูกระบายออกหลังจากหมดหน้าน้ำ ส่งผลให้ชาวนาต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการสูบน้ำจากคลองชลประทานเพื่อเริ่มการเพาะปลูก” เธอกล่าว
เสียงเรียกร้องสิทธิจัดการร่วม
ปุ้ย แสงนาค นักกิจกรรมชาว อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ที่แข็งขันในการเรียกร้องสิทธิการจัดการน้ำท่วมในอยุธยา ชี้ว่า การจัดการน้ำอย่างไม่เป็นธรรมโดยภาครัฐคือปัจจัยหลักที่ทำให้บ้านเกิดของเขาต้องเผชิญน้ำท่วมหนักซ้ำซากทุกปี
“การควบคุมและจัดการน้ำถูกกำหนดโดยนโยบายอำนาจรวมศูนย์ที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจในเมือง” ปุ้ย กล่าว “ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันน้ำท่วมและการชลประทานจึงมุ่งเน้นเอื้อประโยชน์ต่อผู้คนในเมือง มากกว่าที่จะบรรเทาปัญหาของชาวบ้านยากจนในพื้นที่ชนบท”
เขามองว่าความไม่เท่าเทียมกันในการจัดการน้ำเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมและความเสี่ยงต่อความขัดแย้งเรื่องน้ำที่จะยิ่งขยายวง
“ประชาชนจำเป็นต้องมีสิทธิมีเสียงมากขึ้นในการร่วมวางแผนการจัดการน้ำและพัฒนาชุมชนของตนเอง” ปุ้ยกล่าว “เราเป็นผู้ที่อยู่กับปัญหาจริง ดังนั้นเราจึงควรเป็นส่วนสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหา”
เขาย้ำว่า แม้ว่ากรมชลประทานจะได้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเรื้อรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง แต่หากทางการไม่แก้ปัญหาการจัดการน้ำที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ จะยังคงอยู่
“กรมชลประทานจำเป็นต้องพลิกนโยบายการจัดการน้ำจากเดิมที่เน้นการสั่งการจากบนลงล่าง เป็นการเริ่มต้นจากล่างขึ้นบน โดยเน้นที่ปัญหาของประชาชนและพิจารณาแนวทางแก้ไขจากประชาชนให้มากขึ้น” เขากล่าว
คมลักษณ์ ไชยยะ นักวิจัยและอาจารย์ประจำภาควิชาการพัฒนาชุมชนและสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ชี้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อปรับปรุงการป้องกันอุทกภัยและการจัดการน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง
“นับตั้งแต่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2565 ประชาชนในอยุธยามีความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาการจัดการน้ำ พวกเขาเริ่มมีส่วนร่วมมากขึ้นในการแสดงความคิดเห็นและผลักดันวาระของตน” คมลักษณ์ กล่าว พร้อมชี้ว่า ปัญหาหลักของการจัดการน้ำโดยภาครัฐในปัจจุบัน คือการที่ภาครัฐพึ่งพิงข้อมูลที่รายงานไปยังส่วนกลางมากเกินไปในการวางแผนการจัดการน้ำ ข้อมูลเหล่านี้มักไม่ทันการณ์และไม่เที่ยงตรงต่อสถานการณ์จริง
แม้ว่าเขาระบุว่า กรมชลประทานจะทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีในการจัดการพื้นที่กักเก็บน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำท่วมนี้ โดยสามารถควบคุมความเสียหายและผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่ทุ่งรับน้ำได้ อย่างไรก็ตามชุมชนริมแม่น้ำกลับต้องประสบกับความเดือดร้อนมากกว่าปกติในปีนี้
“ผมคิดว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ส่วนกลางในกรุงเทพฯ ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการวางแผนและดำเนินการจัดการน้ำในพื้นที่ของตน” คมลักษณ์ กล่าว
ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ได้ทำงานกับสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง อาทิ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม กรีนนิวส์ บางกอกโพสต์ และสปริงนิวส์ ปัจจุบัน เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการคอนเท้นท์ข่าว ที่สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ เขามีความเชี่ยวชาญในประเด็นความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในไทยและชาติอาเซียน
ลูค ดักเกิลบี เป็นช่างภาพชาวอังกฤษประจำกรุงเทพฯ คอยติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษและการพัฒนาต่อชุมชนท้องถิ่นสม่ำเสมอ
More Features
- โดย HaRDstories and Delta News Agency






