ชุมชนอีอีซีชนะคดีโรงงานก่อมลพิษ

หลักการวิทยาศาสตร์ช่วยชุมชนต่อสู้กับผู้ก่อมลพิษในอีอีซี

ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories
เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างในพื้นที่รอบบริษัท ทีเอชเอช โมลิโพรเซสซิ่ง จำกัด ในปี 2565 สีน้ำตาลแดงที่ปนเปื้อนรอบบริเวณเกิดจากสารเคมีอันตรายที่ตกค้างจากโรงงาน ตัวอย่างดินและผลการวิเคราะห์ถูกนำมาใช้ในการยื่นฟ้องโรงงานในศาล ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/HaRDstories

ฉะเชิงเทรา – เมื่อชาวบ้านใน ต.เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา รายงานว่าเป็นผื่นคันจากน้ำต่อเนื่อง และพบสารสีเขียวบางอย่างรั่วไหลลงอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนที่ 16 มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล  จึงถูกเรียกไปลงพื้นที่เพื่อค้นหาแหล่งที่มาของการปนเปื้อน

เธอเริ่มเก็บตัวอย่างน้ำบาดาลหลายจุดบริเวณรอบอ่าง โดยปกติแล้วน้ำบาดาลควรมีค่าความเป็นกรด-เบส (pH) อยู่ระหว่าง 6.5 ถึง 8.5  เธอพบว่าน้ำที่ธอตรวจมีค่า pH ต่ำกว่า 3 และยังมีลักษณะโปร่งใส สีฟ้าอ่อน และอาจปนเปื้อนด้วยสารอันตราย เลยเป็นเหตุทำให้ชุมชนกว่าห้าสิบครัวเรือนใช้น้ำตรงนี้ไม่ได้

ในปี 2565 กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมควบคุมมลพิษ และอีกสองหน่วยงานภาครัฐ ฟ้องบริษัท ทีเอชเอช โมลีโพรเซส เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและค่าฟื้นฟูอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนที่ 16 และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราพิพากษาปรับผู้ก่อมลพิษ ศาลอ้างถึงผลวิจัยวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ระบุตัวผู้ก่อมลพิษได้อย่างชัดเจน

ศาลสั่งให้ผู้บริหารบริษัท ทีเอชเอช โมลีโพรเซสซิ่ง ชดใช้ค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาท โดยเงินจะถูกแบ่งสรรเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน คาดการณ์ว่าฟื้นฟูเสร็จภายในสิบปี

งานวิจัยในพื้นที่ของมนัสวีเลยกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงต้นเหตุมลพิษที่อยู่ห่างเก็บนำ้ 500 เมตร

“เราเกือบจะล่มไปแล้ว”  มนัสวีเล่าให้ฮาร์ดสตอรี่ฟัง “ถ้าเราไม่เอาหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยดูเพิ่ม อ่างเก็บน้ำอาจจะเสียไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่างสาเหตุมาจากไหน”

ตามหาผู้ก่อมลพิษ

อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนที่ 16 หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันว่า “อ่างเก็บน้ำแหลมเขา” หรือ “เขื่อนยายแจ๋ว” หล่อเลี้ยงชาวบ้านกว่าห้าสิบครัวเรือน โดยใช้ในการเกษตรและอุปโภคในครัวเรือน อ่างมีความจุเกือบ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร

แต่ห้าปีก่อน ชาวบ้านเริ่มเกิดผื่นคันจากการใช้น้ำ และจับสัตว์น้ำได้น้อยลง จึงรายงานไปยังกรมชลประทาน 

หลังการร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงลงพื้นที่เพื่อหาสาเหตุของการปนเปื้อน ซึ่ง ณขณะนั้น ยังคงไม่พบผู้ก่อมลพิษที่แน่ชัด แม้ว่าอ่างเก็บน้ำจะตั้งอยู่ห่างจากโรงงานผลิตสารโมลิบดีนัมออกไซด์ 500 เมตร แต่หลักฐานก็ยังไม่เพียงพอหน่วยงานรัฐจึงดำเนินการฟื้นฟูอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำโดยรอบ ทว่าการฟื้นฟูไม่สำเร็จแล้วน้ำยังมีสภาพเป็นกรด

มีเพียงแต่การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่สามารถสำรวจการปนเปื้อน ปลายปี 2563 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ติดต่อกับหน่วยงานของมนัสวี เธอและทีมจึงเริ่มภารกิจศึกษาน้ำใต้ดินในปี 2564

ชัยชนะทางวิทยาศาสตร์ในศาล

มนัสวีอธิบายรายละเอียดในการสัมภาษณ์กับฮาร์ดสตอรี่ ถึงแนวทางการค้นหาผู้ก่อมลพิษ โดยใช้สองวิธีหลักคือ ทิศทางการไหลของน้ำและสารเคมีที่อยู่ในน้ำบาดาล

ทีมวิจัยขุดหลุมลึกไม่เกิน 23 เมตรรอบบริเวณอ่างเก็บน้ำและวัดการไหลของน้ำด้วยเทปวัดระดับน้ำ เมื่อรวบรวมข้อมูลแล้ว พวกเขาสร้างแผนที่ภูมิประเทศ 3 มิติของพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าน้ำไหลลงมาจากที่สูงสู่บริเวณที่ต่ำอย่างไร

หลักฐานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือองค์ประกอบเคมีของน้ำบาดาล แม้ว่าสารเคมีบางชนิด เช่น เหล็ก จะมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ แต่ปริมาณโลหะหนักเช่น โมลิบดีนัม ที่สูงผิดปกติ  ชี้ไปที่โรงงานผลิตโมลิบดีนัมออกไซด์บนเนินเขาที่เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยทำให้น้ำปนเปื้อนจากการกำจัดของทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ไม่ตรงมาตรฐาน

“ขยะที่เกิดจากกระบวนการผลิตกับตัวคุณภาพน้ำที่เราวัด ปรากฏว่ามันแทบจะเหมือนกันเลย คือมีเหล็กสูง” มนัสวี กล่าว

เมื่อประมวลข้อมูลจากทั้งสองแนวทางวิจัยแล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามวลน้ำปนเปื้อนไหลลงมาจากเนินเขาลงสู่อ่างเก็บน้ำ โดยบริษัท ทีเอชเอช โมลีโพรเซสกำจัดเคยถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวิธีการกำจัดขยะอุตสาหกรรมของบริษัท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ แต่บริษัทรายงานว่าพวกเขามีวิธีการของตนเอง

ความร่วมมือครั้งสำคัญของภาครัฐ

แม้ว่าจะมีการร้องเรียนจากชาวบ้านตั้งแต่ปี 2562 และฟ้องศาลในปี 2565 แต่การแสวงหาความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษใช้เวลาถึงห้าปี 

ดาวัลย์ จันทรหัสดี จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ มองว่าคดีนี้ยังเป็นคดีแรกอีกด้วยที่หน่วยงานของรัฐได้รวมตัวกันเพื่อฟ้องบริษัทให้รับผิดชอบต่อการก่อมลพิษ 

“เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานราชการหลายหน่วยมาร่วมมือกันทําข้อมูล แล้วก็ทําสํานวนในการฟ้องคดีนี้” ดาวัลย์ กล่าว “ผลพิจารณาของศาลออกมาว่าบริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายในการฟื้นฟูพื้นที่”

อย่างไรก็ตาม เธอสงสัยว่ารัฐบาลจะมีความพยายามบังคับคดีหรือไม่ ถัดจากนี้ บริษัทผู้ก่อมลพิษยังสามารถอุทธรณ์คดี ซึ่งอาจขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูและทำให้ชาวบ้านขาดแหล่งน้ำที่ปลอดภัย หรือบริษัทอาจประกาศล้มละลายและหลบหนีคดี

 

ยังมีคดีที่คล้ายกันอยู่

ในหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมได้ขยายตัวทั่วระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือเรียกกันว่า Eastern Economic Corridor (EEC) ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง

ชาวบ้านในเขตอีอีซีหลายชุมชนต้องอาศัยอยู่ใกล้โรงงานรีไซเคิลหรือโรงงานผลิตโลหะ และเมื่อโรงงานเพื่อนบ้านเหล่านี้ไม่คำนึงถึงกฎระเบียบ ชาวบ้านก็จะติดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม

ชุมชนที่ออกมาเคลื่อนไหวแสวงหาความยุติธรรมมักจะเผชิญกับการข่มขู่ตลอดหลายปีแห่งการรอคอยกระบวนการศาล เมื่อศาลมีคำตัดสินแล้ว การรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษก็ยังอาจกำกวม

ปี 2565 เกิดคดีที่คล้ายกัน เมื่อชาวบ้านใน ต.หนองพวา จ.ระยอง ชนะคดีต่อบริษัท วิน โพรเสส ซึ่งลักลอบฝังกลบสารเคมีอันตรายบริเวณโรงงาน จนเกิดมลพิษในพื้นที่

ศาลพิพากษาให้บริษัทวิน โพรเสส จ่ายค่าเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเงิน 20.8 ล้านบาท ทว่าไม่เคยมีการขนย้ายสารเคมีออกจากโรงงานและขาดการควบคุมดูแล จนกระทั่งได้กลายเป็นเชื้อเพลิงและสาเหตุของไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปีนี้ เหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้นได้ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่กับผลที่ตามมาอันเลวร้าย

เจ้าหน้าที่มูลนิธิบูรณะนิเวศเผยว่า ถ้าการฟื้นฟูยังคงล่าช้าเหมือนเคสหนองพวา ชาวบ้านใน ต.เขาหินซ้อน ต้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตราย ใช้น้ำจากแหล่งภายนอกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในแต่ละวัน 

“แต่มันไม่ได้อยู่ที่ว่าชาวบ้านต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” ดาวัลย์ กล่าว “ปัญหามันอยู่ที่ว่า แล้วอ่างเก็บน้ำนั้นจะกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเดิมเมื่อไหร่”

 

อ่านต่อปัญหาไม่รู้จบ: ชุมชนชาวไร่สู้มลพิษในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.