Search
Close this search box.

ชุมชนค้านหนัก ไทยเดินหน้าพัฒนาแลนด์บริดจ์​

เครือข่าย “รักษ์พะโต๊ะ” เตือนนักลงทุนต่างชาติผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิชุมชนในพื้นที่ไทยพัฒนาตัดเส้นทางแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร 

ดักเกิลบี/HaRDstories
ตัวแทนเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ด้านหน้าสถานทูตจีน กรุงเทพฯ วันที่ 4 มีนาคม 2567 ภาพโดยลูค ดักเกิลบี/HaRDstories

กรุงเทพฯ​ – ขณะที่ไทยเดินหน้าพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฝั่งขวานไทยระนอง-ชุมพร ชุมชนในพื้นที่หวั่นผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 

4 มีนาคมที่ผ่านมา เครือข่ายชาวบ้านในพื้นที่อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพรในนาม “รักษ์พะโต๊ะ” และพื้นที่ใกล้เคียงยื่นหนังสือกับสถานทูตจีน ญี่ปุ่นและเยอรมนี ระหว่างการตระเวนยื่นหนังสือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพฯ สามวัน 

 

เรียกร้องการลงทุนคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

“เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ” เครือข่ายอนุรักษ์ชุมชนที่ตั้งขึ้นเฉพาะในกรณีนี้เพื่อติดตามประเด็นแลนด์บริดจ์ เรียกร้องให้นักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่นและเยอรมนีพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนมีส่วนร่วมลงทุนในโครงการนี้ ย้ำผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน ตั้งแต่สูญเสียที่ดินทำกินและกระทบระบบนิเวศรอบข้าง รวมถึงอาจละเมิดสิทธิมนุษยชน

โครงการแลนด์บริดจ์หรือชื่อเต็มว่า “โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน” มีจุดประสงค์เพื่อลดระยะเวลาขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งปัจจุบันยังพึ่งพาช่องแคบมะละกาบริเวณอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-สิงคโปร์เป็นเส้นทางหลัก โครงการจะสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฟากฝั่งทะเลไทย ได้แก่ ท่าเรือระนองและท่าเรือชุมพร และเชื่อมโยงทั้งสองท่าด้วยทางรถไฟและมอเตอร์เวย์

ด้วยงบประมาณที่ตั้งไว้ 1 ล้านล้านบาท โครงการใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ–เอกชน โดยให้สิทธิเอกชนเป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้างและบริหารจัดการเป็นเวลา 50 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2566 รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้เริ่มต้นเดินสาย (โร้ดโชว์) เพื่อรับฟังความคิดเห็นนักลงทุนต่างชาติเกี่ยวกับโครงการ ซึ่งรายงานหลายฉบับเปิดเผยว่าประเทศจีน ญี่ปุ่นและเยอรมนีได้แสดงความสนใจอย่างมาก

หนึ่งเดือนก่อนหน้า คณะรัฐมนตรีให้ไฟเขียวรับรองหลักการโครงการ บันทึกการประชุมครม.เผยว่าโครงการจะกระตุ้นจีดีพีไทย 0.5% และสร้างอาชีพกว่า 280,000 งานในพื้นที่ นอกจากนั้น แลนด์บริดจ์ยังมุ่งเชื่อมต่อการค้าขายระหว่างประเทศ ดึงดูดการขนส่งสินค้าบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่า 1.4 ล้าน TEUs จากจีนตอนใต้และกลุ่มประเทศ GMS (ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนยูนนาน) 

“ขอให้รัฐบาลและนักลงทุนในประเทศท่านโปรดใคร่ครวญโครงการแลนด์บริดจ์อย่างรอบคอบเพราะโครงการนี้จะสร้างผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยและฐานทรัพยากร อันจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนอย่างรุนแรง” เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะระบุในตอนต้นของจดหมาย

เครือข่ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเดินสายพบนักลงทุนต่างชาติของไทยที่ผ่านมา ยืนยันว่ากระบวนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษานั้นต้องแล้วเสร็จก่อนที่จะมีการตกลงลงทุนใดๆ 

 

หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สมโชค จุงจาตุรันต์ แกนนำเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะและเจ้าของสวนในพื้นที่เล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ซึ่งสวนผลไม้และบ้านเขาอยู่ห่างจากพื้นที่กำหนดสร้างมอเตอร์เวย์ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร “พื้นที่จะทำแลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ป่าลุ่มน้ำสำคัญที่มีคลองหลายสายผ่าน ซึ่งชาวสวนได้ใช้ประโยชน์”

ชาวสวนที่พะโต๊ะปลูกทุเรียน มังคุดและปาล์มน้ำมันเพื่อหารายได้ โดยเครือข่ายอธิบายว่าค่าชดเชยที่จะต้องตัดต้นไม้ออกจากสวนเพื่อเวนคืนพื้นที่โครงการนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก 

โครงการแลนด์บริดจ์ในฝั่งทะเลอันดามัน จ.ระนองนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่กินพื้นที่กันชน (บัฟเฟอร์โซน) ของพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งเป็นพื้นที่ระยะสามกิโลเมตรที่ช่วยกั้นระยะห่างระหว่างเขตอนุรักษ์นี้กับชุมชนใกล้เคียง พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองเป็นป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ได้รับบรรจุบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อเสนอขึ้นเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

โครงการแลนด์บริดจ์อยู่ในขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและมีแผนจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายนปี 2568 โดยใช้เวลาห้าปีก่อสร้างและเปิดให้บริการตุลาคม 2573 

เขตอุตสาหกรรมใต้ขยายตัว

ตามมติครม.ที่รับรองหลักการแลนด์บริดจ์เมื่อตุลาคม 2566 การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ให้ประสบความสำเร็จได้ต้องดำเนินการพัฒนาด้านกฎหมายเพื่อจูงใจนักลงทุนและส่งเสริมการพัฒนาในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องจัดทำกฎหมายตัวใหม่ “ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)” ซึ่งเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้วเมื่อมกราคม 2567 และเตรียมเสนอสภาในปีนี้ 

ร่างพ.ร.บ.เอสอีซีมุ่งส่งเสริมการเติบโตอุตสาหกรรมในสองจังหวัดที่จะสร้างแลนด์บริดจ์ ได้แก่ ชุมพรและระนอง รวมถึงสองจังหวัดติดกันในฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเปิดให้ขยายพื้นที่ประกาศเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้สู่จังหวัดอื่นได้ด้วยเช่นกัน

ชุมชนที่คัดค้านโครงการเผยว่าไม่ได้รับทราบข้อมูลเพียงพอหรือมีส่วนร่วมกับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งการผ่านกฎหมายเอสอีซีและโครงการแลนด์บริดจ์ สำหรับร่างพ.ร.บ.เอสอีซี เอกสารสรุปการรับฟังความคิดเห็นเผยว่า ได้มีการจัดงานรับฟังความคิดเห็นที่สุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 และส่งประเด็นไปรับฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็น 29 คนในระยะเวลาเปิดรับฟัง 105 วัน

“ร่างพ.ร.บ.เอสอีซีจะเป็นทางด่วนพิเศษให้การลงทุน ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผังเมือง ซึ่งเป็นหลักประกันสิทธิอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน” สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมทางสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าว เธอและเครือข่ายภาคประชาสังคมกังวลว่ากฎหมายตัวใหม่จะเป็นตัวเปิดทางให้การขยายตัวอุตสาหกรรมในภาคใต้

 

เอสอีซี – แฝดฝั่งใต้ของอีอีซี?

สุภาภรณ์ชี้ว่ารูปแบบการเดินหน้าโครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มีลักษณะคล้ายกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมใหญ่สุดในไทย ปี 2561 รัฐบาลไทยประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อกระตุ้นการพัฒนาในพื้นที่ รวมถึงการขยายท่าเรือเพื่อรองรับการถ่ายส่งสินค้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

คณะกรรมการอีอีซีมุ่งดึงดูดการลงทุนกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ได้มีรายงานหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เกี่ยวกับการพัฒนา เช่น กรณีน้ำมันดิบกว่า 47,000 ลิตรรั่วใกล้ชายฝั่งระยอง

ตลอดการเดินสายยื่นหนังสือหน่วยงานสามวันในกรุงเทพฯ เครือข่ายคัดค้านแลนด์บริดจ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและครอบคลุม ไปจนถึงยกเลิกแผนเดินหน้าแลนด์บริดจ์

“รัฐบาลรับฟังทุกเสียง คุยกับทุกกลุ่มให้เข้าใจตรงกันก่อนเดินหน้าโครงการ” สมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลรับหนังสือให้คำสัญญากับเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ “ส่วนความเป็นไปได้ในการทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่แน่ใจ จะเดินหน้าหรือถอยหลังยังไม่สรุป เพราะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรกำลังศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม”