Search
Close this search box.

รู้จัก SWING ผู้ให้บริการสุขภาพแก่ ‘คนขายบริการ’ โดย ‘คนขายบริการ’

แอนนา อัชณาภรณ์ พิลาสุตา ขณะนั่งอยู่ที่บาร์ใน Walking Street พัทยา ซึ่งเธอเคยแวะเวียนและรอรับลูกค้าเป็นประจำเมื่อครั้งเป็น Sex Worker และเป็นแหล่งรวมตัวของ Trans-gender sex worker วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ / HaRDstories

ภายใต้การนำของอดีตคนขายบริการทางเพศ มูลนิธิ “SWING” ได้สร้างการยอมรับภายในกลุ่มคนขายบริการทางเพศ ในฐานะผู้ให้บริการทางการแพทย์ คำแนะนำเกี่ยวกับโรคติดต่อ และผู้ที่ผลักดันการปฏิรูปกฎหมายปราบปรามอาชีพโสเภณีให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

สุรางค์ จันทร์แย้ม เล่าว่าเธอโตมาในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นข้าราชการครู และญาติๆ ก็คาดเดาว่า หลังจากเธอจบการศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ สุรางค์ก็คงจะเลือกเดินในอาชีพครูหรือข้าราชการด้วย 

ปัจจุบัน สุรางค์เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ “SWING” ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ขายบริการทางเพศ (sex workers) เพื่อเปิดเครือข่ายคลินิกให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศแก่เพื่อนพนักงานบริการด้วยกัน รวมถึงการให้บริการสุขภาพและแจกจ่ายยาเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับอาชีพคนกลางคืน ตลอดจนมุ่งรณรงค์ให้ทั้งภาครัฐและสังคมปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการขายบริการทางเพศ 

นอกจากนี้ ภารกิจของ SWING ไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ผู้หญิงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ชายและบุคคลข้ามเพศอีกด้วย

เส้นทางของ SWING เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2547 หรือเกือบ 20 ปีที่แล้ว โดยมีสุรางค์เป็นผู้ริเริ่ม เธอให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว HaRDstories ว่า เดิมทีเธอไม่เคยมีความเกี่ยวข้องอะไรกับอุตสาหกรรมทางเพศเลย จนกระทั่งเธอจับพลัดจับผลูมาทำงานให้องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือพนักงานขายบริการในย่านพัฒน์พงศ์ 

ประสบการณ์ดังกล่าวเริ่ม “เปิดโลก” ให้เธอได้รับทราบปัญหาและ “การไร้ตัวตน” ของกลุ่มคนเหล่านี้ สุดท้ายได้ผลักดันให้เธอก่อตั้งกลุ่ม SWING ในเวลาต่อมา

“ช่วงแรกมันโคตรยากสำหรับพี่เลย” สุรางค์เล่าย้อนความหลัง “เราถูกหล่อหลอมมาเป็นกุลสตรี เป็นนางรำ เราอุปโลกน์ว่าเราเป็นผู้หญิงที่ดี แล้วพัฒน์พงศ์คือพื้นที่ที่ผู้หญิงไม่ดีอยู่ ความคิดตีกันในหัวมาก เรากลัวคนอื่นเขามองเราไม่ดี”

ถึงแม้อุตสาหกรรมบริการทางเพศในประเทศไทยจะดำเนินการอย่างแพร่หลายในลักษณะเปิดเผย (และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก) แต่พนักงานบริการทางเพศยังคงเผชิญกับสถานะของ “คนนอกกฎหมาย” ที่ถูกปิดตายจากการเข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขมาอย่างยาวนาน เพราะเมื่อไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิอันพึงได้ในการเข้าถึงบริการสุขภาพและการรักษาพยาบาลจึงไม่เกิดขึ้น ทั้งที่พนักงานบริการทางเพศเป็นผู้มีความเสี่ยงด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง

ผู้ให้บริการทางเพศให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories ด้วยว่า พวกเขามักพบเจอการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมจากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ระหว่างเข้ารับบริการ มีการใช้คำพูดเหยียดหยามเกี่ยวกับอาชีพหรือการสร้างบรรยากาศให้เกิดความอับอาย ประสบการณ์เชิงลบทั้งหลายนี้ทำให้พนักงานบริการจำนวนไม่น้อยเลือกปฏิเสธการรักษาในระบบสาธารณสุขในภาครัฐ และมองว่ามีเพียง “คนหัวอกเดียวกัน” เท่านั้นที่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง

สุรางค์อธิบายว่า SWING เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างคนทำงานทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายและคนข้ามเพศ เข้ากับระบบสาธารณสุขนั่นเอง ในปัจจุบัน SWING มีคลินิกบริการทางแพทย์ 2 สาขาในกรุงเทพมหานคร และ 1 สาขาในเมืองพัทยา

“เราคือเพื่อนพนักงานบริการ ที่ทำงานเพื่อพนักงานบริการ” สุรางค์กล่าว

 

คืน “คุณค่า” ให้คนกลางคืน

ในสายตาของรัฐ การขายบริการทางเพศยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และคนทำงานบริการทางเพศคืออาชญากร ตามที่ปรากฏใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ซึ่งนักกิจกรรมและคนทำงานทางเพศได้ระบุว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่ภาครัฐและตำรวจใช้กลั่นแกล้งหรือเข้าจับกุมคนทำงานบริการทางเพศ ซึ่งสร้างความลำบากต่อการประกอบอาชีพของพวกเขามาโดยตลอด

ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นล้วนก่อปัญหาต่อเนื่อง เพราะเมื่อพนักงานบริการได้รับความไม่เป็นธรรมจากลูกค้า หรือมีปัญหาใดๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจหาช่องทางใช้กฎหมายดังกล่าวย้อนกลับมาดำเนินคดีพวกเขา 

เมื่อรวมเข้ากับอคติที่ต้องเผชิญขณะรับบริการทางสุขภาพ ทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำพนักงานบริการให้ยิ่งซ่อนตัวตนในเงามืด ไม่กล้าเปิดตัวสู่การติดต่อใดๆ ที่เป็นทางการแบบราชการ เพราะเกรงกลัวต่อการเหยียดหยาม ทั้งทางกฎหมายและสังคม ซึ่งยิ่งผลักพวกเขาออกไปจากโอกาสในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ

อัชณาภรณ์ พิลาสุตา หรือ “แอนนา” เจ้าหน้าที่ต้อนรับประจำคลินิกของ SWING ทราบถึงปัญหาข้างต้นด้วยตนเอง เธอเคยเป็นพนักงานบริการเพศหลากหลายมาก่อน แต่ได้ผันตัวมาทำงานให้ SWING ตั้งแต่ช่วงวิกฤติโควิด เพราะเธอมองว่า SWING คือกลุ่มเดียวที่คอยช่วยเหลือพนักงานบริการในเวลาที่รัฐไม่เคยเยียวยาหรือเหลียวแล 

ปัจจุบัน เธอทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์และเป็นเจ้าหน้าที่ต้อนรับภายในคลินิกสุขภาพศูนย์พัทยา คอยแนะนำตัวโครงการและกิจกรรมของมูลนิธิ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคทางเพศที่ถูกต้อง 

“การทำงานที่ SWING ทำให้เรารู้สึกมีคุณค่ามากๆ อย่างตอนเราใส่เสื้อกาวสีชมพูอยู่ในคลินิก ตอนที่คนอื่นเรียกเราว่า พี่หมอ เราแบบว่า เฮ้ย เราไม่ใช่หมอ แต่เขาให้เกียรติเรา ให้คุณค่ากับเรา ว่าเราเหมือนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งที่เราอยู่แค่จุดลงทะเบียน”

ในระหว่างที่แอนนาให้สัมภาษณ์กับ HaRDstories เธอเล่าถึงประสบการณ์โดยตรงที่เคยถูกเหยียดหยามระหว่างเข้ารับการรักษาจากสถานพยาบาลของทางภาครัฐ ตั้งแต่เรื่องของน้ำเสียงยามเรียกคำนำหน้าชื่อไปจนถึงการสอบถามเกี่ยวกับการประกอบอาชีพพนักงานบริการ หรือแม้กระทั่งยามนอนซมจมไข้อยู่บนเตียง ก็ยังไม่วายเจอปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศ เช่น เคยมีญาติคนไข้เตียงข้างเคียงถือวิสาสะจับช่วงหน้าอก ทำให้เธอตั้งใจว่าจะต้องไม่มีพนักงานบริการคนอื่นเจอกับเรื่องเลวร้ายอย่างที่ตนเองเคยผ่านมา ทุกคนจะต้องได้รับการบริการที่เท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

เธอเล่าด้วยว่า เมื่อพนักงานขายบริการทางเพศคนอื่นๆ ในพัทยาได้ทราบว่า “คุณแม่แอนนา” มีบทบาทในมูลนิธิเกี่ยวกับบริการสุขภาพสำหรับคนทำงานกลางคืนและการป้องกันโรคติดต่อทางเพศ เหล่าบรรดา “ลูกสาว” ก็ต่างสลับสับเปลี่ยนเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการ ศึกษาวิธีดูแลร่างกายตัวเอง และการขอถุงยางอนามัยฟรีจากทางคลินิกเช่นกัน ทำให้เธอเป็นเสมือน “แบรนด์แอมบาสเดอร์” ของ SWING ไปในตัว

เมื่อคลินิกของ SWING ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2547 มูลนิธิมีคนทำงานเพียง 5 คนเท่านั้น ปัจจุบัน ในปี 2566 พนักงานของ SWING มีจำนวนเกือบ 80 คน มากกว่าครึ่งเคยเป็นพนักงานบริการมาก่อน

นอกจากแอนนาแล้ว ก็ยังมี “วิทย์” เจ้าหน้าที่ฝ่ายออนไลน์ชาวกัมพูชาของมูลนิธิ วิทย์เล่าย้อนความทรงจำครั้งยังทำงานเป็นพนักงานบริการให้ฟังว่า เขาเองไม่เคยมีความรู้สึกภาคภูมิใจกับการทำงานเป็น ‘คนกลางคืน’ มาก่อน จนกระทั่งเขาได้รับโอกาสในการทำงานร่วมกับ SWING ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องบริการด้านสาธารณสุขให้พนักงานบริการโดยเฉพาะ

“เราโตมากับความคิดว่า คนเราก็ต้องภูมิใจกับอะไรที่ทำ ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็ตีตราตัวเองว่าเราไม่ภูมิใจ (กับการเป็นพนักงานบริการ) มันได้เงินง่าย แต่เราไม่กล้าบอกแม่ว่าเราทำงานอะไร พอได้มาทำงาน SWING ก็รู้สึกว่า เรามีคุณค่านะ เราได้ช่วยเหลือเพื่อนอาชีพเดียวกัน” วิทย์กล่าวให้สัมภาษณ์ด้วยภาษาไทย 

เส้นทางของ “นางรำ” กับ “กะหรี่ชาย” 

สุรางค์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง SWING ให้สัมภาษณ์ว่า เธอเข้าใจดีเกี่ยวกับทัศนคติเชิงลบที่สังคมมองมายังพนักงานบริการทางเพศ เพราะเธอเองก็เคยมีทัศนคติเช่นนั้นเหมือนกัน

หลังจากเรียนจบจากวิทยาลัยนาฎศิลป์ สุรางค์ได้รับคำเชื้อเชิญจากพี่สาวของเธอ ว่ามีองค์กรแห่งหนึ่งในตึกเดียวกันกับที่เธอทำงานอยู่ กำลังรับสมัครครูสอนเต้นและการละคร เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสำหรับผู้หญิงขายบริการ 

ด้วยความที่อยากทำงานด้านสังคมสงเคราะห์อยู่แล้ว สุรางค์จึงลองสมัครไปตามคำชวน และก็ได้งานดังกล่าว แต่ก็มาพร้อมความอึดอัดในใจ 

เธอยอมรับว่า ตนเอง ณ เวลานั้นเคยติดหล่มมายาของคำว่า ‘พนักงานบริการหญิง’ คิดไปว่ากลุ่มคนเหล่านี้สกปรก เป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ พูดจาหยาบคาย เธอเคยกลัวแม้กระทั่งว่า หากขึ้นแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังออฟฟิสที่ตั้งอยู่ในซอยพัฒน์พงศ์ ถนนสีลม คนขับรถจะมองว่าเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มพนักงานบริการหรือไม่

“สัปดาห์แรกคือไม่กินข้าวไม่กินน้ำในออฟฟิส กลัวตัวเชื้อโรค” สุรางค์เล่า “แต่อยู่ไป 2 อาทิตย์ ไม่มีอะไรเลย พี่ๆ ที่เข้ามาเรียนหนังสือ เขาพูดจาเพราะ น่ารัก”

เมื่อความจริงที่เจอกับตัวแตกต่างกับสิ่งที่เคยวาดภาพในหัวอย่างสิ้นเชิง ความกลัวเหล่านั้นก็เลือนหายไปจากความคิดของสุรางค์ทีละน้อย หน้าที่ของเธอในการทำงานขยับมาเป็นการช่วยสอนภาษาไทยเพื่อเสริมความรู้ให้กลุ่มพนักงานบริการให้สามารถอ่านเขียนเบื้องต้น อย่างการเขียนชื่อตัวเองได้เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินด้วยตนเอง และต่อยอดด้วยการสอนบทสนทนาภาษาอังกฤษเบื้องต้น เพื่อให้สื่อสารกับลูกค้าได้

การเปิดสอนด้านภาษาข้างต้นทำให้เธอกลายเป็น ‘ครูพัฒน์พงศ์’ ที่เปิดประตูสู่โลกใหม่สำหรับพนักงานบริการหญิงจำนวนไม่น้อย และในเวลาเดียวกันโลกของเธอก็เปิดกว้างมากขึ้นจากการทำงานตรงนี้

แต่ในเวลาต่อมา สุรางค์ก็ได้ค้นพบว่า งานของเธอก็ยังติดอยู่กับข้อจำกัดบางอย่าง เมื่อ จำรอง แพงหนองยาง พนักงานบริการเพศหลากหลายได้ติดต่อสุรางค์เพื่อเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษกับทางองค์กร แต่การสอนดังกล่าวเปิดรับเพียงแค่พนักงานบริการเพศหญิงเท่านั้น ยังไม่รวมถึงกลุ่มเพศชาย หรือที่เรียกกันในวงการว่า “กะหรี่ชาย” รวมถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศด้วย 

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้สุรางค์เริ่มเข้าใจบริบทที่แท้จริงว่า พนักงานบริการไม่ได้มีเพียงเพศหญิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพศชายและเพศหลากหลาย และกลุ่มคนเหล่านี้ก็เจอปัญหาเฉพาะตัวจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกปฏิเสธการมีตัวตนจากเพศสภาพ จากคำถามเป็นผู้ชายทำไมถึงมาทำงานเป็นพนักงานบริการ หรือปัญหาเรื่องการขาดความรู้เกี่ยวกับโรคทางเพศ เพราะพวกเขามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเป็นหลัก เมื่อมีการติดเชื้อขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะต้องหันหน้าไปพึ่งพิงใคร เพราะยังไม่มีองค์กรใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

“พวกเขาร้องไห้ไม่ได้ เพราะว่ากายภาพมันคือชาย สังคมคาดหวังว่าจะต้องแข็งแรง ปัญหาเหล่านี้ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้มันก็ใจร้ายเกินไป เพราะอย่างนั้นเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” สุรางค์กล่าวถึงความรู้สึกในขณะนั้น 

กอปรกับช่วงเวลานั้น หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAIDS) มีทุนสนับสนุนเกี่ยวกับการลดอัตราการติดเชื้อ HIV ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มชายผู้มีเพศสัมพันธ์กับชายพอดี สุรางค์จึงชักชวนจำรอง ในฐานะเป็นผู้ที่ทำให้เธอมองเห็นสังคมมุมกว้างขึ้น มาทำโครงการในลักษณะเดียวกันสำหรับกลุ่มพนักงานให้บริการที่มีเพศสภาพเป็นชาย โดยขอทุนจาก USAIDS มาดำเนินการ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ SWING

รุ่นสู่รุ่น

จำรองสะท้อนถึงประสบการณ์ของ “กะหรี่ชาย” ในสังคมไทยราว 20 ปีที่แล้วด้วยว่า ตอนนั้นตนต้องการเงินสำหรับจุนเจือตนเองและครอบครัว แต่มีเพียงวุฒิการศึกษาการศึกษานอกโรงเรียนชั้น ม. 6 จึงตัดสินใจทำงานเป็นนักร้องในคาเฟ่ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาก็เริ่มเสนอให้ออกไปดูหนังด้วยกัน และขอมีเพศสัมพันธ์ในเวลาต่อมา

ประสบการณ์ที่จำรองเจอกับตัวเองคือการโดนดูถูกเหยียดหยามผ่านสายตาของคนที่มองผ่านไปมา แต่เธอมองว่าตัวเอง ‘โชคดี’ กว่าเพื่อนพนักงานบริการคนอื่น ที่ไม่เคยเจอเรื่องการใช้กำลังข่มขู่จากลูกค้า รวมไปถึงไม่เคยพบปัญหาเกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่เข้าใจความเจ็บปวดของคนที่โดนตีตรา นั่นคืออีกแรงผลักดันที่ทำให้จำรองตอบตกลงโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เมื่อสุรางค์มาชักชวนให้มาทำงานเพื่อช่วยเหลือพนักงานบริการด้วยกัน

“เราเลยมองว่า ถ้ามีโอกาสทำอะไรได้บ้างก็อยากทำ ไม่มีทางที่จะเซย์โน” 

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการดำเนินงานในช่วงแรกจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ จากข้อจำกัดเรื่องเงินทุน สุรางค์และจำรองต้องทำการติดต่อขอรับการสนับสนุนไปทางกลุ่มพนักงานบริการที่เคยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อน ซึ่งคนเหล่านี้ได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เวลาราวหนึ่งเดือนก็ได้เงินที่เพียงพอสำหรับการนำไปมัดจำค่าเช่าตึก

“หลายคนแต่งงานไปอยู่ต่างประเทศ เราก็ทั้งโทร ทั้งจดหมาย ทั้งอีเมล ใช้เวลาเดือนนิดๆ ก็ได้เงินเข้ามาแสนกว่าบาท จากพนักงานบริการทั่วทุกมุมโลก เราจึงภูมิใจมากที่จะบอกว่า เราเป็นองค์กรของ Sex Worker เพราะเริ่มจาก Sex Worker จริงๆ”

ภารกิจของ SWING ในช่วงแรกคือทำงานเพื่อลดอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในกลุ่มชายผู้มีเพศสัมพันธ์กับชายภายในประเทศไทย ซึ่งต่อให้จำรองจะทำงานเป็นพนักงานบริการมานานแล้วก็ตามที เมื่อพูดถึงคำว่า ‘เอดส์’ ก็จะกลัวไปก่อนแล้วล่วงหน้า อย่างที่เมืองไทยในสมัยนั้นมักจะเล่ากันว่า หากเป็นโรคนี้แล้วรักษาไม่หาย จะตายสถานเดียว

จากจุดที่ความรู้เกี่ยวกับโรคติตต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เรียกได้ว่าเป็น 0 จึงเป็นสถานการณ์กึ่งบังคับที่ทำให้จำรองต้องเรียนรู้ ทำความรู้จัก และทำความเข้าใจกับตัวโรคทางเพศสัมพันธ์และการรักษาอย่างเต็มที่ เธอเข้ารับการอบรมในเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ เติมความรู้ให้ตัวเองไม่มีหยุดพัก ซึ่งการทำงานตรงนี้ก็ทำให้เธอรู้ว่า ต่อให้ตนเองจะไม่มีใบปริญญาอย่างคนอื่น นั่นก็ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าตนเองจะไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเอง

นอกจากนี้ SWING ยังได้สร้างกลุ่มแกนนำอาสาสมัครสุขภาพ และเปิดโอกาสให้คนที่อยากเปลี่ยนอาชีพได้เข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิ โดยแกนนำอาสาสมัครสุขภาพนั้นจะเป็นโครงการที่เปิดให้พนักงานบริการที่อยากจะช่วยงาน SWING หรือ มีศักยภาพเพียงพอที่จะมาอบรมด้านสุขภาพกับ SWING เพื่อที่จะสามารถเอาความรู้ไปส่งต่อให้พนักงานบริการคนอื่นๆ รวมถึงเชื่อมโยง SWING เข้ากับพื้นที่ และพนักงานบริการรายใหม่ๆ รวมถึงรายเก่าๆ ที่ SWING ยังเข้าไม่ถึง

จำรองกล่าวว่า บางครั้งเธอเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า อดีตพนักงานบริการอย่างเธอ ในปัจจุบันจะกลายเป็นคนจัดการอบรมสำหรับส่งต่อความรู้ให้รุ่นน้องพนักงานบริการอีกทอด 

ณัฐวัตร ธรรมารักษ์ หรือ “มู่หลาน” เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารและให้คำปรึกษา เธอเคยเป็นพนักงานบริการฟรีแลนซ์ที่ได้รับการอบรมด้านสุขภาพจาก SWING สองครั้ง และได้รับคำชักชวนให้มาทำงานร่วมกันในฐานะแกนนำอาสาสมัครก่อนจะร่วมงานในฐานะเจ้าหน้าที่ของ SWING

เนื้องานของเธอคือการให้ความรู้ด้านสุขภาพ ให้คำปรึกษา และแจ้งผลการตรวจสุขภาพ ด้วยวิธีการอธิบายที่เข้าใจง่าย เป็นกันเอง สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเปิดใจของผู้เข้ารับบริการให้เข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะคนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถจัดการความรู้สึกของตัวเองหลังจากทราบผลว่าตรวจพบเชื้อ พวกเขามีความกังวล ความเครียดเกี่ยวกับอนาคต ดังนั้น การให้คำปรึกษาและสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ที่นี่เอื้อต่อการดึงศักยภาพในตัวเองออกมา เราได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ถ้าเราไปทำงานโชว์ เราอาจจะได้โชว์อย่างเดียว เราอาจไม่รู้ว่าเราทำอย่างอื่นได้ แล้วพอเรามีโอกาสได้ทำ แล้วมีคนที่สนับสนุน แล้วมันแฮปปี้ มีความสุข มันพาเราไปค้นพบตัวเองว่าเรามีอะไร รู้จักตัวเองมากขึ้น”

 
กว่าจะทำลายกำแพง

กว่าจะถึงจุดที่ยืดหยัดทำงานเพื่อพนักงานบริการมาเกือบครบ 20 ปี ก็ใช่ว่าการทำงานของ SWING จะได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนพนักงานบริการตั้งแต่แรก หรืออาจเรียกได้ว่ามีกำแพงชั้นหนากั้นทำให้เข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายเสียด้วยซ้ำ 

จำรองอธิบายว่า อุปสรรคเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะ Sex Worker นั้นถูกตีตราว่าเป็นคนผิดกฎหมาย เสี่ยงต่อการถูกจับจากภาครัฐ จึงไม่มีใครต้องการมีตัวตน การมีอยู่ของแกนนำอาสาสมัครซึ่งเป็นพนักงานบริการ 

ประกอบกับเจ้าหน้าที่ SWING ที่เคยเป็นพนักงานบริการเลยเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ SWING สามารถเข้าถึงพนักงานบริการได้มากขึ้น ผ่านการทำความเข้าใจ ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ ตลอดจนประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ

“ไม่ใช่ว่าทุกคนรู้จัก SWING และไม่ใช่ทุกบาร์จะเปิดประตูให้เรา คือต้องเข้าใจว่า Sex Worker ถูกหลอมว่าคุณเป็นคนผิดกฎหมาย จึงต้องปกปิดข้อมูล” จำรองอธิบายให้เห็นภาพ 

“จู่ๆ วันหนึ่งคนเข้ามาที่บาร์แล้วบอกว่า ฉันมาอยู่ข้างเธอและจะช่วยเธอ เขาก็อาจคิดว่าคุณเป็นสปายให้ตำรวจหรือเปล่า การทำงานมันต้องใช้เวลา ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันให้ได้”

สุดท้ายแล้ว การทำงานที่เน้นหลักการ “เราคือพวกเดียวกัน” ก็ค่อยๆ กะเทาะกำแพงที่เคยกั้นระหว่างมูลนิธิ SWING กับกลุ่มพนักงานบริการทีละน้อย การทำงานของ SWING ในปัจจุบันก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การให้บริการกับกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชายอย่างเดียว แต่ได้ครอบคลุมทั้งพนักงานบริการเพศหญิง เพศชาย และเพศทางเลือก ให้บริการคลินิกสุขภาพโดยพนักงานที่ผ่านการอบรมและมีใบประกอบอาชีพ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การจ่ายยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหรือ “ยาเพร็พ” (Pre-Exposure Prophylaxis – PrEP) และการแจกถุงยางอนามัย 

เวลาทำการของทางคลินิกก็มีการเปิดในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการทำงานของพนักงานบริการที่มักจะนอนดึกและตื่นช่วงสาย หากต้องไปรับการบริการจากสถานพยาบาลทั่วไปที่เริ่มต้นการจองคิวตั้งแต่ไก่โห่ก็คงไม่มีทางได้พบแพทย์ โดยคลินิกของ SWING เริ่มต้นการทำงานในช่วง 11 โมงไปจนถึงช่วงเวลาราว 18 นาฬิกา

ตัวเลขสถิติผู้เข้ารับบริการที่มากขึ้นทุกปี คือบทพิสูจน์ว่า SWING ได้เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘เพื่อน’ ของพนักงานบริการอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2562-2566 ตัวเลขของผู้เข้ารับบริการมีดังนี้

  • ปี 2562: 6,527 ราย
  • ปี 2563: 6,727 ราย
  • ปี 2564: 6,613 ราย
  • ปี 2565: 12,247 ราย
  • ปี 2566 (นับถึงเดือนสิงหาคม): 12,468 ราย

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ภายในเวลา 5 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 50% นอกจากนี้ SWING ยังจ่ายยา PrEP ให้กลุ่มเป้าหมายในปี 2562 จำนวน 4,404 ขวด และใช้เวลาเพียง 4 ปีในการขยายการให้บริการมากถึง 38,224 ขวดในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า 

กำแพงอุปสรรคอีกชั้นก่อตัวขึ้นมาช่วงต้นปี 2566 เมื่อเกิดความไม่ชัดเจนทางด้านนโยบายการแจกจ่ายยา PrEP และ PEP ของกระทรวงสาธารณสุข ตามนโยบายของ รมว.สาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ส่งผลให้หน่วยงานที่ไม่ใช่โรงพยาบาลไม่สามารถแจกจ่ายยาดังกล่าวได้เอง 

ทาง SWING ก็เป็นอีกหนี่งหน่วยงานที่ออกมาเรียกร้องให้คลินิกภาคประชาชนสามารถแจกจ่ายยาข้างต้น เพื่อให้กลุ่มเพื่อนบริการมีสิทธิเข้าถึงยารักษาต่อไป จนภาครัฐต้องยอมถอยในที่สุด และในปัจจุบันทางคลินิกของ SWING กลับมาจ่ายยา PrEP ได้ดังเดิม

ขยายแนวร่วม ทั้งในและนอกวงการ

วิทย์ ชาวกัมพูชา เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายออนไลน์ที่คอยประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ผ่านการใช้โซเชียลมีเดียที่มีคนติดตามเกือบสองแสนคนเป็นช่องทางในการชักชวนให้เพื่อนพนักงานบริการในเงามืดเปิดใจลองมาตรวจสุขภาพกับทางคลินิกของ SWING

วิทย์กล่าวว่า การทำงานของ SWING มักเป็นการทำงานเชิงรุก หรือเป็นคนที่เดินเข้าหาพนักงานบริการก่อน อย่างที่เข้าใจกันดีว่า พนักงานบริการจำนวนไม่น้อยไม่พร้อมจะเปิดตัว การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

“เงินต่างกันเยอะนะ คือการทำงานเป็น Sex Worker กับทำงานให้ SWING เงินแตกต่างกันมาก แต่เรามองว่าได้ช่วยคน แล้วตอบโจทย์ตรงที่ว่าเรามีประโยชน์กับสังคม” วิทย์ให้สัมภาษณ์

สำหรับพนักงานบริการในเขตพัทยา พวกเขารู้จักกับ SWING จากหลากหลายช่องทาง บางคนก็รู้จักกับองค์กรผ่านการลงพื้นที่ที่มีการเข้ามาแนะนำการทำงานของ SWING ผ่านบาร์ที่ตนเองทำงานอยู่ บ้างก็รู้จักผ่านการบอกเล่าปากต่อปาก บ้างก็มารู้จักจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ทางองค์กรเดินสายแจกอาหารในทุกวัน

“เอิน” (นามสมมุติ) พนักงานบริการเพศหลากหลายคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพนี้มาร่วม 10 ปี แบ่งปันประสบการณ์การเข้าใช้บริการด้านสุขภาพของทาง SWING ว่า ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับทางองค์กร ตนเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพทางเพศของตนเองเท่าไหร่นัก เป็นการดูแลแบบตามมีตามเกิดเป็นหลัก

“ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีใครเข้ามาดูแลตรงนี้ ก็เคยมีบ้างที่เข้ามาแจกถุงยาง แต่ไม่เคยเจอที่เปิดเป็นคลินิกจริงจัง”

จนกระทั่งที่เพื่อนร่วมอาชีพได้แนะนำให้เอินทราบว่า ตอนนี้มีองค์กรชื่อ SWING ที่ดูแลเรื่องสุขภาพ มีการแจกถุงยางให้ฟรีโดยไม่จำกัดจำนวนอย่างศูนย์อนามัยของทางรัฐ รวมถึงมีการให้บริการเรื่องการตรวจสุขภาพที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

เอินจึงลองใช้เวลาว่างในช่วงกลางวันเข้าไปใช้บริการ และความประทับใจในการทำงานของ SWING ก็ทำให้เธอยังคงแวะเวียนไปอยู่เป็นประจำ จนในเวลานี้ เธอเล่าว่า ตนเองมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองอย่างถูกต้องมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการใช้ถุงยางอนามัยและการกินยา PrEP ซึ่งช่วยให้เธอดูแลตัวเองได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก

เพื่อเป็นการทำงานที่ครอบคลุมในทุกมิติ SWING ไม่ได้ทำกิจการรมร่วมกับพนักงานบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงานร่วมกับทางตำรวจและนายร้อยตำรวจเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพพนักงานบริการและสิ่งที่พวกเขากำลังเจอผ่านการใช้กฎหมายโดยไม่เป็นธรรม

ในปัจจุบันทาง SWING ได้ดำเนินโครงการรับนักเรียนนายร้อยตำรวจเข้ามาฝึกงานกับทางองค์กร ทำงานในรูปแบบเดียวกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่แจกถุงยางอนามัย การให้บริการด้านการตรวจสุขภาพ หรือว่าเป็นเรื่องของการสอนหนังสือ เพื่อให้ทางนักเรียนนายร้อยเหล่านี้มีโอกาสได้คลุกคลีอย่างใกล้ชิด ว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังของการเป็นพนักงานบริการต้องเผชิญกับความไม่ยุติธรรมอย่างไรบ้าง

นักเรียนนายร้อยตำรวจรายหนึ่งให้สัมภาษณ์โดยสงวนนามว่า การมาทำงานตรงนี้ทำให้เขามองเห็นโลกและสังคมของพนักงานบริการที่กว้างขึ้น มากกว่าในมิติทางการกฎหมายที่เป็นอาชีพที่ไม่ได้รับการยอมรับ แต่ยังมีเรื่องมิติทางสังคมและเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง

“เราได้รู้ว่ากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่มีปัญหาจริง และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข”

หรืออย่างเรื่องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการแจกถุงยางอนามัย ที่ตำรวจนายนี้ก็ยอมรับว่าเพื่อนร่วมอาชีพจำนวนไม่น้อยมองเพียงว่า ถุงยางอนามัยเหล่านี้เป็นแค่หลักฐานของการค้าประเวณี เป็นสิ่งที่ทำให้ตำรวจสามารถจับและปรับเงินพนักงานเหล่านี้ได้ แต่ไม่เคยมองในมิติว่าถุงยางอนามัยมีความสำคัญต่อการป้องกันโรคติดต่อทางเพศอย่างยิ่งยวด

สุรางค์และจำรองกล่าวว่า การเดินทางของ SWING ยังคงมีเรื่องท้าทายอีกมากรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายการรักษาให้ครอบคลุมกับกลุ่มคนที่ยังต้องหลบซ่อนในเงามืดอีกมากมาย หรือว่าจะเป็นเรื่องการเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมทางเพศให้สอดคล้องกับบริบทสังคมในปัจจุบัน

เป้าหมายของสุรางค์อาจไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไปนัก เพราะพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน กำลังผลักดันการยกเลิกการปราบปรามการค้าประเวณีอย่างจริงจัง และแม้แต่นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เองก็ระบุผ่านโฆษกรัฐบาลว่าตนสนับสนุนเรื่องนี้เช่นกัน

สุรางค์ระบุว่า ตนไม่ได้ชี้นำว่าสังคมจะต้องยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีสถานเดียว แต่ตนอยากให้มีกฎหมายที่เป็นธรรมมากขึ้น ไม่ใช่เอามาบังคับใช้แบบ “มั่วซั่ว” หรือใช้เป็นอาวุธเพื่อรีดไถคนทำงาน

“ก่อนตาย อยากจะเห็นกฎหมายฉบับนี้แก้ให้ได้เลย” สุรางค์กล่าวทิ้งท้าย

จามาศ โฆษิตวิชญ คนธรรมดาที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายและมนุษยธรรม เรียงเรื่องราวที่มีความหมายเพื่อสร้างแรงผลักเชิงบวกในสังคม

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ ช่างภาพข่าว-สารคดี-นักเขียน อิสระ สนใจในประเด็นความเหลื่อมล้ำ เพศวิถี ชีวิตผู้คน วัฒนธรรม และการเมือง เป็นเจ้าของผลงานหนังสือภาพถ่ายสารคดี Unhinged Stories สารคดีว่าด้วยมนุษย์ผู้ดำรงชีวิตอุตสาหกรรมทางเพศในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติชีวิต เพศวิถี และตัวตน

More Features