เมื่อกฎหมายไม่ได้ช่วย แต่สร้างบาดแผลซ้ำ : ผู้รอดชีวิตความรุนแรงในครอบครัวต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตนเอง

‘เคย์’ (นามสมมติ) ผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว ที่คอนโดมิเนียมของเธอในกรุงเทพฯเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี

พ.ร.บ.ต้านความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มีโทษต่ำ ความหมายแคบ และอายุความแค่ 3 เดือน กลุ่มผู้รอดชีวิตเชื่อว่ากฎหมายดีกว่านี้ได้

 

“สวัสดีค่ะ เราจะมาแฉพฤติกรรมเหี้ยๆ ของคนที่เป็น ‘พ่อ’ เรา ซึ่งแม่ (และเรา) ต้องทนพฤติกรรมของเขามาเกือบ 20 ปี” ข้อความนี้ถูกโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือเอ็กซ์ – x) เมื่อเดือนกันยายนปี 2566

ภายในไม่กี่ชั่วโมง โพสต์ของผู้ใช้นามสมมติว่า “ “เคย์” ก็เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโซเชียลมีเดียของไทย โดยมียอดผู้เข้าถึงทะลุล้านครั้ง ยอดการรีทวีตมากกว่า 33,000 ครั้ง และยังเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ถูกทำร้ายของตน คนวัย 20 ปีผู้นี้ได้ทำในสิ่งที่ระบบยุติธรรมของไทยไม่เคยทำได้ นั่นคือทำให้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเด่นชัดขึ้นมาให้เห็นเป็นประจักษ์

“หากพวกเราเป็นอะไรไป เราหวังว่าทวีตนี้จะพอใช้เป็นหลักฐานได้” เธอโพสต์ต่อ

เคย์ ซึ่งปฏิเสธจะใช้ชื่อจริงในบทความนี้มีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว แม้ว่าเธอ แม่ และน้องสองคนจะหนีจากพ่อมาในช่วงต้นปีนั้นแล้ว แต่ทว่าการคุกคามยังคงไม่หยุดลงทันที ภายในสองสัปดาห์หลังจากที่หนีมาผู้เป็นพ่อก็หาทางตามหาพวกเขาจนพบที่อพาร์ตเมนต์แห่งใหม่ ครั้งนี้พฤติกรรมของเขารุนแรงขึ้นกว่าเก่า โดยทำร้ายร่างกายแม่ของเคย์นอกบ้านพัก สมาชิกในครอบครัวยังเตือนว่าเขาเคยขู่ที่จะยิงหรือลักพาตัวพวกเธอ

ผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัวในกรณีคล้ายๆ เคย์พบว่า ระบบยุติธรรมแบบดั้งเดิมไม่สามารถให้การคุ้มครองได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเธอจึงหันมาใช้โลกออนไลน์และพึ่งพากันและกันมากขึ้น เพื่อเปิดเผยการล่วงละเมิด ปกป้องตนเอง และเรียกร้องให้มีการรับรองทางกฎหมาย

บาดแผลที่คุ้นเคย

โพสต์ของเคย์สะท้อนเรื่องราวไม่ต่างกันกับกรณีของกาญจนา ดีอุต หญิงวัย 46 ปีจากเชียงใหม่ เธอเปิดใจเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับ HaRDstories โดยยืนยันว่าต้องการเปิดเผยชื่อจริง

ในช่วงทศวรรษ 2540 ขณะที่กาญจนาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เธอทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดให้กับชายผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นศิลปินและนักสาธารณะประโยชน์ ซึ่งร่วมก่อตั้งมูลนิธิเด็ก ครั้งหนึ่งระหว่างที่เธอทำงานในบ้านของเขา เขาก็ได้ล่วงละเมิดเธอ ความคิดที่ผุดขึ้นต่อเธอหลังจากนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่ผู้รอดชีวิตหลายคนคุ้นเคย เธอได้แต่คิดว่า “แล้วใครจะมาเชื่อเรา” เธอจำเป็นต้องทำงานนี้ จึงเลือกที่จะอยู่และทำงานต่อ เก็บกดบาดแผลทางใจเอาไว้ มาถึงยามนี้ เธอยอมรับว่านั่นคือ “กลไกเอาตัวรอด”

หลายปีต่อมา เธอแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มควบคุมทุกแง่มุมในชีวิต ทั้งผ่านการควบคุมทางการเงิน ความรุนแรงทางเพศ การข่มขู่ด้วยปืน แม้จะหย่ากันแล้ว ความรุนแรงก็ยังคงดำเนินต่อไป อดีตสามีของเธอข่มขืนเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเธอกลัวว่าจะไม่รอดชีวิต ในที่สุด กาญจนาก็หนีไปบ้านเพื่อน โดยมีเงินติดตัวเพียง 1,600 บาท เพื่อนของเธอจึงได้พาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและเสนอให้เธอเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต

กระนั้นแล้ว เส้นทางการดำเนินคดีทางกฎหมายช่างไกลจากความจริง “เราไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทอง เราไม่มีเงิน ครอบครัวพี่ยากจน เรื่องเศรษฐกิจก็เลยสําคัญมาก” กาญจนาอธิบาย “เราต้องใช้แรงโฟกัสในการหาเงินให้ตนเองอยู่รอด แต่การจะสู้คดีเนี่ย คุณจะเอาเงินที่ไหนไปจ้างทนายความ ทนายความฟรีมีมั้ย”

ประสบการณ์ของกาญจนาเป็นภาพสะท้อนของปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วทั้งประเทศไทย การสำรวจทางวิชาการในปี 2561 พบว่า ผู้หญิงไทยราวร้อยละ 15 เคยเผชิญกับความรุนแรงทางจิตใจ ร่างกาย หรือทางเพศจากคู่รัก ขณะที่สถิติของภาครัฐระบุว่า ในปี 2565 มีคดีความรุนแรงในครอบครัวมากกว่า 15,700 คดี คิดเป็นประมาณร้อยละ 65 ของเหตุรุนแรงทั้งหมดที่มีการรายงานในปีนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า มีอีกหลายกรณีที่ไม่เคยถูกเปิดเผยหรือรายงานต่อเจ้าหน้าที่

Related Stories

สาเหตุของความเงียบนี้มีที่มาซับซ้อน อย่างไรก็ดีการสำรวจล่าสุดโดยองค์กรสิทธิมนุษยชนฟอร์ตี้ไฟไรส์ (Fortify Rights) พบว่า ผู้รอดชีวิตจำนวนมากมองว่า การคุ้มครองทางกฎหมายไม่เพียงพอภายใต้กรอบกฎหมายที่มีในปัจจุบัน ผลที่ตามมาคือผู้รอดชีวิตมักจะรู้สึกถูกทอดทิ้งจากระบบที่ควรจะปกป้องพวกเขา และบางครั้งก็กลับต้องบอบช้ำทางจิตใจซ้ำสองจากกระบวนการขอความช่วยเหลือ

กฎหมายโบราณ

กฎหมายที่ประเทศไทยใช้รับมือกับความรุนแรงในครอบครัว ยังคงอิงกับบทบัญญัติที่ร่างขึ้นหลังพ้นยุคแอนะล็อกที่คนบนโลกเพิ่งจะได้รู้จักโซเชียลมีเดีย กฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ถือเป็นก้าวสำคัญในยุคนั้น เพราะเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทยที่มองว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

แต่ข้อจำกัดของกฎหมายฉบับนี้ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงมีเวลาเพียง 3 เดือนในการแจ้งความ  ซึ่งนักเคลื่อนไหวมองว่าเป็นกรอบเวลาที่สั้นเกินไปอย่างเหลือเชื่อ นอกจากนี้ นิยามของความรุนแรงในครอบครัวยังไม่ครอบคลุมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ และพฤติกรรมทางจิตวิทยาที่มุ่งทำให้ผู้เสียหายรู้สึกอับอาย

โทษสูงสุดตามกฎหมายคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 6,000 บาท ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ผู้กระทำความรุนแรงต่อคู่สมรสหรือคู่ชีวิตอาจถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ถึง 5 ปี“

โทษของกฎหมายตัวปัจจุบันมันเบามาก ทำให้คนไม่กลัว” ธารารัตน์ ปัญญา ทนายความผู้ทำงานร่วมกับผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัว กล่าว “พอไม่กลัวก็กลับมาทำซ้ำอีก

”ระบบยังเน้นการไกล่เกลี่ยมากกว่าการรับผิดชอบตามกฎหมาย ผู้กระทำสามารถหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ โดยยอมเข้ารับการปรึกษา หรือให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงพฤติกรรม แนวทางนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว มากกว่าความปลอดภัยของผู้เสียหาย แต่แม้เจ้าหน้าที่จะตระหนักถึงความจำเป็นในการคุ้มครอง การบังคับใช้กฎหมายก็ยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการกันผู้กระทำออกจากผู้เสียหายออกจากผู้รอดชีวิต

 
ระบบคุ้มครองที่ล้มเหลว

เคย์เองก็เคยพยายามใช้ช่องทางของระบบเช่นกัน เธอได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลคุ้มครองและมีคำสั่งห้ามพ่อของเธอติดต่อกับครอบครัวเมื่อเดือนตุลาคม 2566 แม้จะเป็นกระบวนการที่ยืดเยื้อและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่เคย์ก็ยังมีความหวัง เธอกล่าวว่าหลังจากที่ศาลมีคำสั่งออกมา เธอก็คิดว่าครอบครัวของเธอจะปลอดภัยอย่างแท้จริง

สามวันต่อมา พ่อของเธอก็ละเมิดคำสั่งศาลด้วยการสะกดรอยตามแม่ไปที่ทำงาน เมื่อเธอและแม่เข้าแจ้งความกับตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ดูสับสน เนื่องจากคำสั่งคุ้มครองของศาลยังไม่ถูกส่งถึงสถานีตำรวจ  ท้ายที่สุด หมายดังกล่าวถึงสถานีตำรวจในเดือนธันวาคมหรือสองเดือนหลังจากนั้นหลังผ่านกระบวนการศาลอันล่าช้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความล่าช้าทางธุรการเพียงระบบเดียว เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายจำนวนมากยังขาดการฝึกอบรมที่เหมาะสมในการรับมือกับคดีความรุนแรงในครอบครัว “ในระดับสถานีตำรวจ การทำความเข้าใจประเด็นความรุนแรงทางเพศ ความหลากหลายทางเพศสภาพ รวมถึงการใช้ถ้อยคำระหว่างสอบปากคำเหยื่อที่เพิ่งผ่านพ้นความรุนแรงเป็นเรื่องยากและได้รับการอบรมน้อยมาก” พันตำรวจโทพฤกษา บุญดำเนิน จากสถานีตำรวจบางขุนนนท์กล่าว “ทำให้พนักงานสอบสวนขาดความเห็นอกเห็นใจต่อผู้เสียหาย”

“แม้เพศสรีระเป็นชาย หากมีมุมมองที่เข้าใจต่อเพศสภาพ พนักงานสอบสวนที่เป็นชายก็สามารถถามปากคำผู้เสียหายที่เป็นหญิงได้เช่นเดียวกัน” เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงคาดหมาย

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นฝังรากลึกยิ่งกว่าเรื่องการขาดแคลนบุคลากร ธารารัตน์ ปัญญา ทนายความผู้ก่อตั้ง Feminist Legal Support กลุ่มไม่แสวงผลกำไรที่ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศ บรรยายถึงระบบที่ทำให้ผู้รอดชีวิตต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำ เธอเล่าว่า ที่สถานีตำรวจ ผู้เสียหายจะถูกซักถามถึงการกระทำของตนเองทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดความรุนแรง และมักจะถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากรมากกว่าเป็นผู้รอดชีวิตที่มาขอความช่วยเหลือ“

เราต้องบอกเขา (ผู้เสียหาย) ตามตรงว่ากระบวนการยุติธรรมมันโหด” ธารารัตน์กล่าวกับ HaRDstories เมื่อผู้รอดชีวิตต้องการดำเนินคดี พวกเขาต้องรวบรวมหลักฐานที่ “เป็นรูปธรรม” เพื่อใช้ต่อสู้กับผู้ทำร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในกรณีความรุนแรงจากบุคคลใกล้ชิด เพราะมักจะไม่ทิ้งหลักฐานที่บันทึกได้แบบที่ศาลต้องการ ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์เหล่านี้มักมีลักษณะเฉพาะ เป็นการบีบบังคับทางจิตใจและการสร้างความเสียหายทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในระบบที่มุ่งเน้นแต่หลักฐานทางกายภาพ

ธารารัตน์อธิบายว่า เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายได้รับการฝึกอบรมเรื่องความรุนแรงในครอบครัวน้อยมาก ความยุติธรรมสำหรับผู้รอดชีวิตจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่แต่ละคนเป็นหลัก ไม่ใช่ขั้นตอนมาตรฐาน

“ถ้าอธิษฐานได้อย่างหนึ่ง” เธอกล่าว “ก็ขอให้คนในกระบวนการยุติธรรมเข้าใจ คือเริ่มตั้งแต่ตํารวจ พนักงานอัยการ ศาลที่มองว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คือมันนําไปสู่การฆ่ากันได้”

 

ก่อร่างสร้างระบบใหม่

ช่องว่างทางกฎหมายได้จุดประกายให้กลุ่มผู้หญิงที่รอดชีวิตจากสิ่งที่ระบบไม่สามารถจัดการมารวมตัวกัน พวกเธอตัดสินใจนำการเคลื่อนไหวภายใต้องค์กรสี่แห่ง ได้แก่ Break the Silence, SHero Thailand, Feminist Legal Support และมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม องค์กรเหล่านี้รวมตัวกันในนามเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงทางเพศในประเทศไทย ทั้งหมดก่อตั้งขึ้นโดยผู้หญิงที่เผชิญความรุนแรงจากบุคคลใกล้ชิดด้วยตัวเอง

ธารารัตน์เริ่มก่อตั้ง Feminist Legal Support หลังจากพบว่า ตัวเองต้องเผชิญกับประสบการณ์ความรุนแรงทางเพศเพียงลำพัง “รู้สึกว่าทำไมขอความช่วยเหลือเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับประเด็นทางเพศถึงเป็นเรื่องยากจัง” เธอกล่าว “มองไปทางไหนก็ไม่เห็นมีใครเลย”

กลุ่มพันธมิตรนี้ร่างกฎหมายที่ริเริ่มโดยภาคประชาชนเสนอต่อรัฐสภา  “ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” ของพวกเธอขยายนิยามของความรุนแรง ขยายอายุความ และทำให้มั่นใจว่าผู้รอดชีวิตจะยังคงเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบาย ซึ่งมีผู้ลงชื่อสนับสนุนแล้วกว่า 10,000 คน

“เรื่องนี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ” บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ผู้ก่อตั้ง SHero กล่าว

ในขณะที่กลุ่มนักรณรงค์กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย ผู้รอดชีวิตอย่างเคย์และกาญจนาจำเป็นต้องหาหนทางของตนเองต่อไป คำสั่งคุ้มครองที่เคย์เคยได้รับหมดอายุลงหลังจากผ่านไปหกเดือน ส่วนแม่ของเธอก็ตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะกลับไปอยู่กับผู้เคยทำร้ายอีกครั้ง โดยหวังว่าจะได้สิทธิในธุรกิจของครอบครัวกลับคืนมา

“ส่วนตัวของเรา เรารู้สึกว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วก็คือผ่านไปค่ะ” เคย์กล่าว “จะมีแค่นานๆ ครั้งที่เราย้อนคิดแล้วสงสัยในการตัดสินใจของตัวเอง แต่เราไม่เคยเอามันมาคิดจนกระทบการใช้ชีวิตของเรา”

เธออธิบายความรู้สึกของตัวเองด้วยคำเปรียบเปรยที่คิดขึ้นมาเฉพาะตัวว่า “อาจจะเรียกได้ว่า ความรู้สึกของเราเล็กเท่าถ้วยชาค่ะ 55555 มีอะไรเติมมาใหม่ สิ่งเก่าๆ ก็ล้นออกไปเอง และส่วนตัวเรามักจะโฟกัสกับปัจจุบันและอนาคตมากกว่าค่ะ”

สำหรับผู้รอดชีวิตอย่างกาญจนา เส้นทางสู่การเยียวยามาจากการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนมากกว่าการพึ่งศาล เพื่อนคนหนึ่งของเธอออกค่าเรียนคอร์สเขียนหนังสือให้ และความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดมานานกว่าสองทศวรรษก็ถูกถ่ายทอดลงบนกระดาษ เธอปรับปรุงและเรียบเรียงถ้อยคำ จากนั้นจึงรวบรวมความกล้าที่จะแบ่งปันเรื่องราวของตนเองในชุมชนเฟมินิสต์

“ฉันไม่ได้สกปรกนะ ฉันไม่ได้เปื้อน” เธอกล่าว “คนที่เปื้อนคือผู้ชายที่ข่มขืนฉัน กานต์ยังบริสุทธิ์อยู่ กานต์ไม่สกปรกอะไรเลย เพราะความบริสุทธิ์อยู่ที่จิตวิญญาณ เราไม่ได้ไปเจตนาทําร้ายใครเลย”

หากมองจากมุมวัฒนธรรมเดิมที่มักจะโทษผู้เสียหาย ถ้อยคำเหล่านี้ฟังดูแข็งกร้าวอย่างยิ่ง ทว่า กาญจนากลับพบความเข้มแข็งในการจินตนาการอย่างนั้น เธอฝันถึงประเทศไทยในแบบที่ต่างออกไป ให้เป็นประเทศที่เด็กๆ จะไม่ถูก “ปลูกฝังในวัฒนธรรมแห่งความรุนแรง” แต่ได้เรียนรู้ที่จะเคารพทุกคนแทน

“เราเชื่อว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้” เธอกล่าว

หากคุณหรือคนรู้จักกำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล 02-513-2889 มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม 02-0472086 และมูลนิธิเพื่อนหญิง 02-513-2780

วศินี พบูประภาพ เคยเป็นพิธีกรรายการข่าวที่สำนักข่าวทูเดย์ ขณะเดียวกันก็ผลิตสารคดีข่าวผ่านซีรีย์ “Check and Balances” ในช่องเดียวกัน มักหลงใหลกับเรื่องวุ่น ๆ ในประเด็นความขัดแย้ง สิทธิมนุษยชน เทคโนโลยีและการเมืองเรื่องเพศ แบบโคเลโคเลผสมกัน ฟังดูอาจจะงงแต่ถ้าเห็นตัวอย่างงานของเธอใน Techsauce, BBC Eye Investigations และบีบีซีไทย

ชนากานต์ เหล่าสารคาม เป็นช่างภาพข่าวในประเทศไทย และสตริงเกอร์ของเอเอฟพี (Agence France-Presse) เธอเริ่มต้นเส้นทางด้วยพู่กัน ก่อนจะเปลี่ยนมาถือกล้องเพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญในด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.