กัน สามิน อายุ 41 ปี ช่วยเหลือผู้หญิงที่เผชิญกับความรุนแรงในครอบครัวในหมู่บ้านบองปริง เมืองพระตบอง ภาพ : โพนิตา แก้ว/HaRDstories
- โดย ก้อง สเรรัตน์
- Published
- 11 min read
ในพื้นที่ชนบทของกัมพูชา ความรุนแรงในครอบครัวมักจะถูกกลบไว้เบื้องหลังตามขนบว่าว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละครอบครัว ผู้หญิงอย่าง ‘กัน สามิน’ กำลังสร้างเครือข่ายแบบไม่เป็นทางการ มอบทางเลือกให้กับเพื่อนบ้านที่ถูกทารุณกรรม ผู้มักจะต้องเลือกระหว่างการปิดปากเงียบหรือดั้นด้นขอความยุติธรรมตามระบบ
กัน สามิน มีแนวทางของเธอเอง เมื่อใดที่เธอทราบเรื่องว่าผู้ชายสักคนหนึ่งในหมู่บ้านของเธอตบตีภรรยา เธอก็จะเตือนเขา หากมันเกิดขึ้นอีก เธอก็จะเตือนเขาเป็นครั้งที่สอง และหากมันยังเกิดขึ้นไม่หยุด เธอก็จะเรียกตำรวจ
ผู้ให้ความช่วยเหลือประจำหมู่บ้านบองปริงในจังหวัดพระตบองคนนี้ทนเห็นผู้หญิงในชุมชนถูกทารุณกรรมมา 20 ปีแล้ว เธอเรียนรู้แล้วว่าบางครั้งแค่การยื่นมือเข้าช่วยแบบเบาๆ คงไม่เพียงพอ
“เวลาที่พวกเขาไม่ฟังและยังใช้ความรุนแรงต่ออีก ฉันก็โทรเรียกเจ้าหน้าที่เลย” หญิงแกร่งอายุ 41 ปีผู้นี้กล่าว
สามินเห็นภาพความรุนแรงในครอบครัวซ้ำๆ มาตั้งแต่ยังเด็กระหว่างที่โตขึ้นในหมู่บ้านบองปริงนี้ เธอมักจะเห็นป้าๆ และผู้หญิงคนอื่นๆ ถูกทุบตีและบงการโดยสามีของพวกเธอ ในวันที่เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่น้องของเธอสองคนก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกันอีก
ตอนแรกนั้น เธอไม่เคยเชื่อเลยว่าจะสามารถช่วยอะไรได้ เธอทั้งไม่ได้รับการศึกษาตามระบบและไม่รู้ว่าต้องเขียนเอกสารราชการอย่างไร ถึงกระนั้น เธอก็ตัดสินใจเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือประจำหมู่บ้านอยู่ดี สวมตำแหน่งข้าราชการระดับล่างที่มีบทบาทในการช่วยเหลือชาวบ้านนำเรื่องไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหมู่บ้าน
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เธอได้ริเริ่มแนวทางของตัวเองขึ้นมา นั่นคือการให้ความรู้อบรมกับคู่รักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดี ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ต้องการหนีจากผู้ใช้ความรุนแรง และติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐหากความรุนแรงยังดำเนินต่อไป
แม้ข้อมูลสถิติระดับประเทศจะสื่อว่าความรุนแรงระหว่างคู่รักเริ่มลดลงแล้ว แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงในพื้นที่ชนบทของกัมพูชาก็ยังต้องทนรับมือกับความรุนแรงจากน้ำมือของคู่รักหรือสมาชิกในครอบครัว โดยที่ความยุติธรรมมักจะมีราคาแพงเกินไปหรือต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่ผู้หญิงจำนวนมากยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ต่อไป เนื่องจากมองไม่เห็นทางออก ผู้หญิงจำนวนหนึ่งก็เล็งเห็นทางออกจากการถูกทารุณกรรม ผ่านความช่วยเหลือจากทางชุมชนและการให้ความรู้อบรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดี
จุดที่ปัญหายังคงเลวร้ายที่สุด
ความรุนแรงในครอบครัวครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางกายภาพ การควบคุมทางการเงิน ทารุณกรรมทางอารมณ์และการบีบบังคับทางเพศ – แต่คำว่า “ออมเปอร์ หงสา คะนอร์ โกร์สาร์” (omper herngsa knong krousar) ในภาษาเขมรดันสื่อถึงแค่ความรุนแรงทางกายภาพในครอบครัวเท่านั้น ตามรายงานขององค์กรสิทธิสตรี ชาวบ้านในชุมชนรายได้ต่ำและในพื้นที่ชนบทมักจะไม่เห็นว่าทารุณกรรมรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากทางกายภาพเป็นความรุนแรงในครอบครัวเลยตั้งแต่แรก
แบบสำรวจเชิงสถิติล่าสุดของสาธารณสุขในกัมพูชา ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2566 เปิดเผยว่า ผู้หญิงที่เคยมีคู่รักราว 21% เคยเผชิญกับความรุนแรง โดยลดลงจาก 29% ที่เคยบันทึกไว้เมื่อปี 2557 แบบสำรวจดังกล่าวจำแนกความรุนแรงระหว่างคู่รักอย่างเฉพาะเจาะจง โดยจัดเป็นประเภทย่อยของกลุ่มความรุนแรงในครอบครัวโดยรวม ซึ่งครอบคลุมถึงการทารุณกรรมเด็กและสมาชิกครอบครัวอื่นๆ ด้วย
อย่างไรก็ดี ข้อมูลข้างต้นเผยให้เห็นแนวโน้มที่ดูจะสื่อว่า ความรุนแรงโดยคนรักมักจะเกิดขึ้นในครอบครัวรายได้ต่ำ และเกิดขึ้นมากกว่าในชุมชนพื้นที่ชนบท จากแบบสำรวจอีกชุดหนึ่ง ซึ่งจัดทำโดยองค์กรอิสระเมื่อปี 2566 ความรุนแรงระหว่างคู่รักยังพบมากในครอบครัวชนพื้นถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยด้วย
แม้โดยรวมแล้ว ความรุนแรงระหว่างคู่รักจะเกิดขึ้นน้อยลง องค์กรสิทธิมนุษยชนอิสระ Licadho ก็รายงานว่าตั้งแต่ปี 2563 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัวกว่า 146 รายด้วยกัน รวมถึงเด็กกว่า 46 คน และจากรายงานฉบับล่าสุดขององค์กรดังกล่าว เหตุความรุนแรงในครอบครัวระดับร้ายแรงก็มีจำนวนมากขึ้นตลอดห้าปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาคาดการณ์ว่า ยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการรายงานอีกด้วย
“การมองว่าความรุนแรงและทารุณกรรมทางเพศเป็นเรื่องส่วนตัวคือความเข้าใจผิดและเป็นการมองปัญหาผิดอย่างใหญ่หลวงเลย” ออม สัม อาด หัวหน้าทีมปฏิบัติการประจำองค์กร Licadho กล่าว “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศเป็นปัญหาทางสังคม เพราะฉะนั้น ทุกคน รวมถึงรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่างก็ต้องให้ความสนใจและช่วยกันหยุดยั้ง รับมือและรับรองว่าผู้กระทำความรุนแรงจะถูกลงโทษตามกฎหมาย”
Related Stories
•
- โดย วศินี พบูประภาพ
“อย่าเอาไฟในบ้านออกไปนอกบ้าน”
ผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัวบอกเล่ากับทาง HaRDstories ว่าพวกเธอลำบากใจที่จะต้องรายงานความรุนแรงที่เผชิญ แม้ว่านั่นจะส่งผลต่อลูกๆ ของพวกเธอหรือชีวิตส่วนตัวนอกบ้านด้วยก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่ปรากฏในรายงานสาธารณสุขระดับชาติ ซึ่งเผยให้เห็นว่า ผู้หญิงที่ประสบกับความรุนแรงจากคู่รักเกินกว่าครึ่งเลือกจะไม่แสวงหาความช่วยเหลือ
นานา (นามแฝง) เกษตรกรและแม่ของลูกสี่คนในจังหวัดเสียมราฐกล่าวว่า เธอทนใช้ชีวิตแต่งงานมากว่า 23 ปี ทั้งที่ถูกกระทำความรุนแรง ด้วยคิดว่าสามีจะดีขึ้นเมื่อเขาแก่ตัวลง
อันที่จริงแล้ว ข้อมูลจากแบบสำรวจสาธารณสุขระดับชาติเมื่อปี 2564-2565 ระบุว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความรุนแรงจากคู่รักมากขึ้นเมื่อแก่ตัวลง
เหตุผลที่นานาต้องทนอยู่ในสภาวะเช่นนั้นก็เพราะสามีของเธอกีดกันให้เธอและลูกๆ ตัดขาดจากโลกภายนอก รวมถึงกระทำความรุนแรงทางกายและทางเพศกับเธอด้วย เธอกล่าวว่าเธอขาดการติดต่อกับเพื่อนและครอบครัวโดยสิ้นเชิง และสามารถออกจากบ้านได้เวลาไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนเท่านั้น
“เวลาที่เขาทุบตีฉันหนักมาก เขาจะข่มขู่ฉันเสียจนฉันลืมมันไปเยอะเลย” เธอบอกกับทาง HaRDstories เล่าว่าอาการหลงลืมนั้นสาหัสเสียจนบางครั้งเธอถึงกลับลืมทางกลับบ้าน หลงลืมเส้นทางที่เดินเท้าทุกวันมาตลอดหลายต่อหลายปีด้วยซ้ำ
ลูกชายของนานา ผู้ถูกสามีของเธอทุบตีจนสูญเสียการได้ยิน เตือนสติว่า หากยังทนอยู่ต่อ เธอคงตายแน่ “ถ้าหากแม่ไม่ตาย ผมก็คงตายก่อน” เขาบอกเธอ
นานาเล่าว่า ความรุนแรงนั้นยกระดับขึ้นจนถึงจุดที่สามีพยายามฆ่าเธอจริงๆ จากนั้นก็ไล่เธอกับลูกๆ ออกจากบ้าน และในปี 2566 นั้นเอง นานาก็หนีไปยังศูนย์รับมือวิกฤติสำหรับผู้หญิงชาวเขมรในที่สุด (Cambodian Women’s Crisis Centre) ที่นี่คือศูนย์พักพิงสำหรับเหยื่อจากความรุนแรงในครอบครัว ลูกชายของเธอสามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์และสุขภาพจิตได้ผ่านความช่วยเหลือขององค์กรอิสระ โลตัส เวิร์ด (Lotus World)
รายงานเมื่อปี 2566 ขององค์การสหประชาชาติระบุว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความรุนแรงทางเพศในกัมพูชาคือมาตรฐานทางสังคมและแนวคิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งได้รับการปลูกฝังในโรงเรียน ครอบครัวและโซเชียลมีเดีย แม้ว่าแนวคิดนี้จะถูกตัดออกจากหลักสูตรทางการของโรงเรียนรัฐไปแล้วเมื่อปี 2550 ชาวเขมรจำนวนมากต่างก็โตมาพร้อมกับแนวคิด “ฉบับ สไรย์” (Chbab Srey) และ “ฉบับ เปร๊าะ” (Chbab Proh) ซึ่งแปลตรงตัวก็คือ “วิถีสตรี” และ “วิถีบุรุษ” เน้นย้ำบทบาทของผู้ชายในฐานะผู้เหนือกว่าและผู้หญิงในฐานะผู้เชื่อฟังและเป็นรอง
วิถีปฏิบัติดังกล่าว ซึ่งเขียนขึ้นในรูปแบบกวีนิพนธ์ ถูกตัดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วในฐานะคำสอนที่ผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมทางเพศ แต่ผู้หญิงที่ร่วมตอบแบบสอบถามขององค์กรอิสระท้องถิ่นเมื่อปี 2566 กว่า 77.5% ต่างก็บอกว่า “ฉบับ สไรย์” ยังคงถูกนำมาสอนในโรงเรียนของพวกเธออยู่ ในฐานะงานวรรณกรรมหรือไม่ก็วิถีปฏิบัติในสังคม
หลายวรรคหลายบทจากกลอน “ฉบับ สไรย์” มักจะถูกนำไปท่องให้เด็กเล็กฟังราวกับเพลงหรือนิทาน สอนให้ผู้หญิงวางตัวด้วยท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัวและสงบเงียบ รวมถึงหลีกเลี่ยงการแสดงออกความรู้สึกเชิงลบออกมา โดยเฉพาะการแสดงออกให้ผู้ชายรับรู้
หนึ่งในวรรคเหล่านี้สอนผู้หญิงว่า “[เวลาที่เธอ] หัวเราะหยอกเอินโดยไม่ทันคิด ผู้ชายจะได้ใจและกล้าจีบ เป็นอันเรียกกันว่าผู้หญิงไม่พึงประสงค์และไร้ราคา ไร้มารยาท”
อีกวรรคหนึ่งสอนให้ผู้หญิงยอมรับพฤติกรรมของผู้ชายโดยปราศจากการสื่อสารกัน “แม้ว่าสามีจะทำให้เธอไม่สบายใจ ลูกสาว ก่อนนอนเธอควรจะนึกถึง [ความผิดของเธอ] ก่อนเสมอ”
กลอน “ฉบับ สไรย์” สอนให้ผู้หญิงไม่กล้าเอาปัญหาในบ้านไปเล่าให้ผู้อื่นฟังยิ่งกว่าเดิม ดังที่กลอนนี้เตือนพวกเธอว่า “อย่าเอาไฟในบ้านออกไปนอกบ้าน”
นอกจากนี้ กลอนเหล่านี้ยังเป็นที่มาของสุภาษิต ซึ่งท่องกันจนขึ้นใจในกัมพูชาเกี่ยวกับผู้หญิงและผู้ชายด้วย นั่นคือสุภาษิตที่ว่า “ผู้ชายเปรียบดั่งทองคำ ส่วนผู้หญิงนั้นเปรียบดั่งผ้าขาว” ซึ่งมอบคุณค่าให้กับผู้ชาย ในขณะที่บรรยายภาพผู้หญิงในฐานะสิ่งที่แปดเปื้อนได้ง่ายๆ
คำสอนเหล่านี้มักจะได้รับการยกย่องในโรงเรียนในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชา เนื่องมาจากต้นกำเนิดอันเก่าแก่ แต่องค์กรสิทธิสตรีในกัมพูชา CEDAW ก็เตือนว่าคำสอนเช่นนี้ส่งผลเชิงลบต่อการรับรู้และความเชื่อที่สังคมมีเกี่ยวกับเรื่องเพศมากเกินกว่าที่ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบทกวีจะทดแทนได้ โดยเฉพาะเมื่อมันถูกนำไปสอนเยาวชน
กัน สามิ แม่ลูกสี่อายุ 40 ปีจากหมู่บ้านบองปริง จังหวัดพระตบอง น้องสาวของกัน สามิน ผู้ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกอยู่ในความรุนแรงครอบครัวเล่าว่า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองสมควรโดนเช่นนั้นแล้วตอนที่สามีทุบตีและด่าทอเธอเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้
เธอใช้ชื่อเธอเองกู้ยืมเงินจากธนาคาร หลังจากที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งมาขอความช่วยเหลือด้านการเงิน กัน สามิเล่าว่า พออเล่าเรื่องนี้ให้สามีฟัง เขาก็เอาไม้ตีเธอ ทำเอาเธอตาช้ำเป็นรอยดำ
สามิเล่าว่า เธอเก็บข้าวของหนีสามีออกไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่ถูกตี แต่แล้วเธอก็กลับมาบ้านและให้อภัยเขา
“เพราะฉันคือคนที่ผิดเอง เขาก็เลยตีฉัน เพราะฉันไปกู้เงินมาให้ [คนอื่น]” เธอกล่าวขณะอธิบายว่าเหตุใดถึงรู้สึกว่าความรุนแรงนั้นถูกต้องแล้ว “หากฉันไม่ได้ไปกู้เงินมา เขาก็คงไม่ตีฉันหรอก”
เส้นทางสู่ความยุติธรรม
กฎหมายกัมพูชามีกลไกสำหรับการร้องเรียนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ แต่ทางองค์กรสิทธิสตรีกล่าวว่า กลไกเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อการรับมือกับปัญหา หรือบางครั้งก็ยิ่งทำให้การทารุณกรรมรุนแรงขึ้นอีกด้วย
มาลิ แม่คนหนึ่งในจังหวัดเสียมราฐ (เธอขอใช้ชื่อจริง) มุ่งมั่นที่จะเรียกร้องความยุติธรรมหลังทราบว่า บุปผา ลูกสาววัยรุ่นของเธอถูกลุงข่มขืน ขณะที่มาลิคลอดลูกอยู่ที่โรงพยาบาล มาลิบอกกับทาง HaRDstories ว่าเธอเข้าแจ้งความกับตำรวจในท้องที่แล้ว แต่ญาติคนดังกล่าวก็หลบหนีจากครอบครัวในจังหวัดเสียมราฐไปยังจังหวัดอื่นแล้ว
เมื่อมาลิทราบว่าเขากลับมาที่จังหวัดนี้แล้ว เธอก็แจ้งให้ทางตำรวจทราบอีกครั้ง พวกเขาเข้าจับกุมลุงคนดังกล่าวและกักขังตัวไว้ขณะรอดำเนินคดีเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา
บุปผาเล่าว่าเหตุข่มขืนนั้นทำให้เธอสุขภาพจิตพังย่อยยับ “ฉันสะเทือนใจมาก คิดจะฆ่าตัวตาย เพราะฉันไม่เหลือเหตุผลให้มีชีวิตต่อไปแล้ว” หญิงสาวอายุ 19 ปีผู้นี้กล่าวว่า เธอเลิกคิดเรื่องฆ่าตัวตายไปในที่สุด เพราะเธอรู้ดีว่าทั้งแม่และน้องๆ ต่างก็ต้องพึ่งพิงเธอ
มาลิสังเกตเห็นว่า ลูกสาวมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปตั้งแต่ถูกข่มขืน นอนไม่หลับและมักจะดูหนังจนดึกทุกคืน เมื่อมาลิบอกให้ลูกสาวปิดหนังและเข้านอน บุปผาก็ตอบว่าเธอต้องดูหนังเพื่อให้ตัวเองเลิกคิดมากตอนดึกๆ นอกจากนี้ พวกเธอยังถูกกีดกันออกจากชุมชนด้วย เธอเล่าว่าพวกเขาเลือกโทษบุปผาในสิ่งที่ลุงของเธอกระทำ
“เธอรู้สึกกลัวตลอดเวลาและไม่ค่อยพูด ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับอะไรเลย” มาลิกล่าว “ฉันบอกเธอตลอดว่าให้หยุดคิดมากและอย่ารู้สึกท้อแท้”
นอกจากนี้ กัมพูชายังมีนโยบายทางกฎหมายสำหรับการไกล่เกลี่ยปัญหาในครอบครัวและปัญหาอื่นๆ นอกชั้นศาลด้วย นั่นคือวิธีการคลี่คลายข้อพิพาทแบบทางเลือก (Alternative Dispute Resolution หรือ ADR) ซึ่งได้รับการบัญญัติเป็นกฎหมายในประเทศผ่านพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี 2566 กระบวนการดังกล่าวเน้นคลี่คลายข้อพิพาทนอกชั้นศาล ผ่านการเจรจาและไกล่เกลี่ยกันเองในหมู่ผู้นำหมู่บ้านหรือคอมมูน แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าในบริบทของความรุนแรงในครอบครัวนั้น กระบวนการนี้กลับกดดันให้เหยื่อทนอยู่กับผู้ใช้ความรุนแรงต่อไป
เจ็ก สเรย์ แม่ลูกสามจากจังหวัดเสียมราฐ (เธอขอใช้ชื่อจริง) กล่าวว่า เธอเคยพยายามใช้วิธีคลี่คลายข้อพิพาทแบบทางเลือกผ่านทางหมู่บ้านเพื่อเรียกร้องที่จะหย่ากับสามีเธอ แต่มันกลับทำให้ปัญหาแย่ลงกว่าเดิม
ชีวิตแต่งงานของเธอถดถอยลงหลังจากที่มีลูกคนแรกเมื่อปี 2541 ไม่นานหลังจากที่คลอดลูก เธอก็ล้มป่วยและไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ดีพอได้ อาการป่วยทำให้เธอเสียสมรรถนะการทรงตัวและการเดิน ทำให้เธอต้องนั่งรถเข็น นั่นเองคือช่วงที่สามีของเธอเริ่มออกจากบ้านไปหาผู้หญิงคนอื่น
“ไม่เคยมีเวลาที่เป็นสุขเลย มีแค่น้ำตาเท่านั้น” สเรย์กล่าว “ฉันกินอะไรไม่ลงเลย ไม่ว่าอาหารจะอร่อยแค่ไหน ฉันก็กินไม่ลง แต่ฉันก็ทนกินทั้งน้ำตา เพื่อให้ข้าวตกถึงท้องบ้าง เพราะฉันต้องอยู่ดูแลลูกๆ”
สามีของเธอมักจะเขวี้ยงข้าวของและตะโกนใส่เธออยู่ก่อนแล้ว แต่เขาเป็นหนักขึ้น หลังจากที่เธอพาเขาไปหาผู้นำคอมมูนเมื่อปี 2566 เพื่อเข้ากระบวนการ ADR และยื่นเรื่องขอหย่า
“เขาบีบคอฉัน ลูกช่วยผลักเขาออก” เธอเล่าย้อนให้ฟัง “เวลาที่เขาโมโห เขาจะขู่ฉัน พยายามจะฆ่าฉัน”
เจ็ก สเรย์เล่าว่า สุดท้ายสามีของเธอก็ออกจากบ้านไปหาแฟนใหม่อีก และในที่สุด เธอก็ตัดสินใจหนีออกมาจากชีวิตแต่งงาน 30 ปีแสนทารุณผ่านความช่วยเหลือจากองค์กรอิสระบันทายศรี
แบบสำรวจผู้หญิงที่เข้าร่วมกระบวนการ ADR เพื่อรับมือกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวปี 2563 ค้นพบว่า ผู้หญิงกว่า 80% มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการเรียกร้องความยุติธรรมผ่านทางชุมชนของตัวเองเช่นนี้ แบบสำรวจโดยองค์กรอิสระท้องถิ่น Women Peace Makers เปิดเผยว่า ผู้หญิงที่เข้าร่วมกระบวนการพบว่าตนไม่สามารถยื่นเรื่องส่งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ ไม่สามารถหย่าได้ หรือไม่ก็ต้องรับมือกับเครือข่ายอำนาจภายในหมู่บ้าน
ไกลแสนไกลกว่าจะถึงทางออก
ผู้หญิงที่รอดพ้นมาจากความรุนแรงในครอบครัวมาได้จำนวนหนึ่งบอกกับทาง HaRDStories ว่า พวกเธอคงไม่สามารถรอดมาได้เลย หากต้องเผชิญกับปัญหาเพียงลำพัง
ชื่น สารัน เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาประจำศูนย์พักพิงสำหรับผู้หญิงบันทายศรีในจังหวัดเสียมราฐ อธิบายว่าเหตุผลที่ผู้หญิงต้องติดหล่มอยู่กับความรุนแรงในครอบครัวนั้นซับซ้อน พวกเธอที่เผชิญความรุนแรงในครอบครัว ทารุณกรรมทางเพศและการบีบบังคับทางการเงินมักจะต้องรับมือกับปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและความยากจน เช่นนั้นเอง พวกเธอจึงรู้สึกว่าชีวิตจะยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกหากออกจากความสัมพันธ์ดังกล่าว
สารันรู้ข้อเท็จจริงนี้ดีจากประสบการณ์ของเธอเอง เมื่อครั้งที่เธอเริ่มทำงานเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์พักพิงบันทายศรีเมื่อปี 2555 เธออยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยทารุณกรรมทางอารมณ์ แต่ตอนนั้น เธอยังไม่รู้ตัว หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวผ่านการทำงานอาสาสมัคร เธอถึงเริ่มตระหนักได้ และเมื่อเธอมีเงินเดือนเป็นของตัวเองและความเข้าใจใหม่นี้แล้ว ก็กล้าเผชิญหน้ากับสามี
เธอยื่นตัวเลือกให้กับสามี : เลิกใช้ความรุนแรง หรือไม่ก็ยอมเสียครอบครัวนี้ไป “เขาบอกฉันว่าเขาตัดสินใจเลิกทำทุกอย่าง [เพื่อควบคุมฉัน] แล้ว” เธอเล่า “และจากวันนั้นมา เขาก็เลิกแล้วจริงๆ”
วันนี้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาอย่างเต็มตัว สารันกล่าวว่า ลำพังแค่การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ ในทางกลับกัน ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงต้องมาจากการให้ความรู้แก่สังคมเกี่ยวกับผลกระทบของการทารุณกรรม
“ต่อให้ตำรวจจับ [คนทำผิด] ได้ สุดท้ายเขาก็จะได้รับการปล่อยตัวออกมาอีก ใช่ไหม” สารันตั้งคำถาม “หากเขากลับมา [เหยื่อ] ทุกคนก็จะต้องตายเหมือนเดิม”
กลับมาที่หมู่บ้านบองปริง กัน สามินเองก็เลือกใช้แนวทางแบบเดียวกัน นั่นคือการพูดถึงความรุนแรงในครอบครัวอย่างเปิดเผย แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละครอบครัว
หลังจากที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาที่ผู้หญิงต้องเผชิญ สามินก็ตระหนักได้ว่าเธอสามารถช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นๆ ได้ผ่านการแบ่งปันความรู้นี้ “ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันสามารถช่วยผู้หญิงคนอื่นๆ ได้” เธอกล่าว “นี่จะช่วยส่งเสริมให้พวกเธอมีความกล้ามากขึ้น”
หญิงสาวกล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวยังคงเกิดขึ้นในหมู่บ้านของเธอ แต่หลังจากที่เธอเริ่มเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจและให้คำแนะนำกับหลายๆ ครอบครัวแล้ว คนส่วนใหญ่ก็รับฟังและเคารพเธอ สถานการณ์ตอนนี้รับมือได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมแล้ว
สามินวาดฝันไว้ว่าจะจัดอบรมวิชาชีพและโครงการต่างๆ สำหรับผู้หญิงในชุมชนของเธอ เพื่อที่พวกเธอจะได้มีอิสรภาพทางเศรษฐกิจและทางออกที่แท้จริงในอนาคต
แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ชุมชนทั้งหลายก็ยังจำเป็นต้องมีคนแบบเธออยู่ ใครสักคนที่จะช่วยถามสารทุกข์สุกดิบ ยื่นมือเข้าไปช่วยแทรกแซง และหาทางออกสักทางให้
“มันสำคัญมากที่ชุมชนจะต้องมีอะไรแบบนี้” เธอกล่าว “การแทรกแซงแบบนี้ช่วยลดปัญหาได้มาก ฉันรู้ดีจากประสบการณ์ตรง”
ก้อง สเรรัตน์ นักข่าวฟรีแลนซ์และฟิกเซอร์ชาวเขมร มีผลงานเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นและสื่อต่างประเทศหลายแห่ง สเรรัตน์สนใจประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ความพิการ การมีส่วนร่วมของผู้คนหลากหลาย (GEDSI) การคุ้มครองเด็ก สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและการจัดการความขัดแย้งและสันติภาพ
โพนิตา แก้ว นักทำสารคดีอิสระชาวเขมร เคยดำรงตำแหน่งบก.เนื้อหาข่าวต่างประเทศ เธอทำงานภาพถ่ายและภาพยนตร์ สนใจในประเด็นเรื่องราวของผู้คน ความเป็นธรรมทางเพศและสังคม
More Features
- โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์







