เมื่อการคุกคามทางเพศขยายตัวสู่โลกออนไลน์ ทีมอาสา “อุดช่องว่าง” ที่โซเชียลมีเดียไม่ทำ

เธอถูกขโมยภาพไปโฆษณาคลิปโป๊ เมื่อการคุกคามทางเพศขยายตัวสู่โลกออนไลน์ กลุ่มอาสาในไทยจึงจัด “รถพยาบาลออนไลน์” ช่วยลบภาพ-คลิปโป๊ปราศจากความยินยอมจากเน็ต 

ค่ำวันหนึ่ง สี่ปีก่อน สัญญาณแจ้งเตือนบนมือถือแก้มกระเด้งไปมาไม่หยุด ในเวลาชั่วโมงเดียว ไอจีเธอมียอดฟอลขึ้นเป็นร้อย แต่มันก็แค่อาทิตย์ธรรมดาๆ อีกอาทิตย์หนึ่ง รายการทีวีที่แก้มเป็นพิธีกรก็ยังไม่ได้มีตอนใหม่ออกอากาศ แล้วเธอก็ไม่ได้โพสต์รูปเยอะเท่าไหร่ด้วย ยอดฟอลที่จู่ๆ ก็พุ่งขึ้นมาเลยแปลกมาก 

วันต่อมา หญิงสาวก็เข้าใจว่าทำไม คลิปโป๊อ้างชื่อและรูปเธอกำลังกระจายทั่วโลกออนไลน์ แถมยังแปะชื่ออิสตราแกรมเธอไว้ด้วย ชวนให้บรรดาคนดูผู้ใคร่รู้เข้ามาติดตามบนโซเชียล

แก้ม (นามสมมุติ) พิธีกรสาววัย 21 ไม่ได้โพสต์รูปหวือหวาอะไรเลย แต่ใครบางคนขโมยรูปเธอไปใช้เป็นปกประกอบคลิปโป๊ของนักแสดงสาวคนอื่นที่มีทรงผมหรือแต่งชุดคล้ายๆ กันกว่าสิบคลิป รวมอยู่ในลิงค์กูเกิ้ลไดรฟ์ และถูกส่งต่อทางดิสคอร์ดกับวีเค อย่างแรกเป็นแหล่งรวมตัวออนไลน์วงการเกม ขณะที่อย่างหลังเป็นสื่อสังคมออนไลน์รัสเซียที่มักผู้ใช้งานคนไทยมักใช้แชร์ภาพคลิปโป๊

“มีคนเข้าใจผิด คนใกล้ตัวที่ทำงานยังถามว่าเห็นยัง เหมือนคิดว่าเป็นเราจริงๆ” แก้มเล่าให้ฟังสี่ปีให้หลัง เธอเชื่อว่า ปัจจุบัน คลิปที่ว่าก็อาจยังเผยแพร่อยู่บนอินเตอร์เน็ต “เราบอกแล้วว่าเราไม่ได้ทำ แต่ตั้งแต่ตอนนั้นมา ก็กลายเป็นคนกังวลเยอะว่าคนอื่นจะมองเรายังไง”

ทุกวันนี้ การล่วงละเมิดทางเพศกำลังขยายจากการถูกเนื้อต้องตัวกันสู่เวทีใหม่ คือโลกอินเตอร์เน็ต เป็นได้หลากหลายรูปแบบ เช่น คนแปลกหน้าส่งรูปภาพ “ของลับ” ให้ทางแชท คอมเมนต์ “แซว” เรื่องเพศ หรือบางครั้ง แฟนเก่าก็เอาภาพเซ็กส์หรือภาพนู้ดมาโพสต์ประจานบนเฟซบุ๊กเพื่อข่มขู่ (แบล็คเมล์) หรือแก้แค้น แถมด้วยความเป็นการคุกคามที่ถูกทำให้คอนเทนต์ จึงอาจถูกเผยแพร่ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าได้ง่าย  

การสำรวจโดยมูลนิธิหญิงไทยในปี 2565 พบว่า 17% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเคยถูกคุกคามทางเพศออนไลน์มาก่อน โดยเหยื่อส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้หญิงและผู้เยาว์ เมื่อผู้สื่อข่าวฮาร์ดสตอรี่โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อหาผู้แชร์ประสบการณ์สำหรับบทความชิ้นนี้ ก็ได้รับการติดต่อจากผู้ประสบเหตุการณ์สองรายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

คนกลุ่มเล็กๆ ที่เห็นปัญหาเรื่องนี้จึงมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม “สต๊อป ออนไลน์ ฮาร์ม” (Stop Online Harm : หยุดภัยคุกคามออนไลน์) ให้ความช่วยเหลือผู้รอดจากการคุกคามทางเพศออนไลน์ โดยให้บริการลบรูปจากอินเตอร์เน็ตและให้คำปรึกษาแบบครบวงจร – สิ่งสำคัญที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียวันนี้ไม่มี พลางถามคำถามที่ชวนอาจทำให้หลายคนไม่สบายใจ แต่จะไม่ถามก็ไม่ได้  “ทำไมกลุ่มอาสาสมัครถึงเป็นคนทำหน้าที่ของรัฐบาลหรือบริษัทเทคโนโลยีกำไรหลายพันล้าน?”

รถพยาบาลออนไลน์

Stop Online Harm ทำงานเหมือนกับรถพยาบาลให้บริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ให้บริการลบรูปและวีดีโอโป๊เปลือยที่ถูกเผยแพร่โดยเจ้าตัวไม่ได้ยินยอมออกจากอินเตอร์เน็ต โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เริ่มต้นในปี 2567 โดยช่วงแรกพัฒนางานจากเงินบริจาคและทุนสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อป้องกันการคุกคามบนโลกออนไลน์ในประเทศเมียนมา 

บริการตั้งอยู่บนฐาน “รักษาความเป็นส่วนตัว” ผู้ใช้งานติดต่อผ่านทางแชท บรรยายสถานการณ์โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อจริง เจ้าหน้าที่จะออกรหัสดิจิตอล — รหัสเฉพาะที่สร้างขึ้นสำหรับรูปภาพหรือคลิปนั้นๆ โดยเฉพาะ เพื่อเป็นหมายเลขอ้างอิง สต๊อปออนไลน์ฮาร์ม ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ประชาสังคมอย่างเป็นทางการกับบริษัทโซเชีลมีเดีย จะส่งรหัสนี้ต่อไปยังเมตา (บริษัทเจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตราแกรม) และติ๊กต็อก ซึ่งสามารถลบคอนเทนต์นี้ออกจากโซเชียลมีเดีย โดยที่ผู้ผ่านเหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องแชร์รูปภาพที่ตอกย้ำบาดแผลเก่าอีกรอบให้

“การคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ ‘ดูไม่รุนแรง’ เพราะมันเกิดบนหน้าจอ ไม่ได้โดนเนื้อตัว แต่ผลกระทบมันลึกซึ้งเหลือเกิน” สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ซึ่งองค์กรยังให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตและการดำเนินคดีตามกฎหมายแก่ผู้รอดจากการคุกคามตัวต่อตัวด้วย 

 อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดด้านนโยบายเทคโนโลยี สายใจชี้ว่า ภารกิจรักษาความปลอดภัยให้ผู้ใช้งานโซเชียลที่พวกเธอทำอยู่นั้น แท้จริงแล้ว พวกเธอไม่ควรต้องมาทำตั้งแต่แรก หากบริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียมีมาตรการป้องกันเรื่องนี้ตั้งแต่แรก 

“โซเชียลมีเดีย ซึ่งควรเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน กลับกลายเป็นเครื่องมือใช้สร้างความเกลียดชัง ความรุนแรง” เธออธิบาย “ในโลกออฟไลน์ หากมีคนตามคุณกลับบ้าน มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต ทุกคนจะเห็นว่านั่นคือการล่วงละเมิด แต่บนโลกออนไลน์ คนสามารถรุกรานความเป็นส่วนตัวของคุณได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย” 

สต๊อปออนไลน์ฮาร์มชี้ว่า ได้ให้ความช่วยเหลือมากกว่า 570 รายในไทยและพม่าตั้งแต่เปิดตัว กลุ่มยังให้คำแนะนำวิธีเก็บหลักฐานการละเมิดทางออนไลน์ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีได้และบางครั้ง ทีมงานยังใช้เทคนิคสืบสวนร่องรอยดิจิทัล (forensic techniques) เพื่อสืบหาแอคเคาท์ที่เริ่มต้นปล่อยคอนเทนต์คุกคาม

Related Stories

สำหรับสายใจ ห้องเรียนเรื่องโลกดิจิทัลนั้นอยู่นอกกรุงเทพฯ จากเด็กนราธิวาสผู้ไปเรียนต่อและทำงานในหลายประเทศ สู่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยี โครงการแรกที่เธอทำนั้นคือ ช่วยชุมชนในแอฟริกาและพื้นที่ห่างไกลใช้แอปในมือถือวินิจฉัยโรคอย่าง HIV และมาลาเรีย จากนั้นตอนปี 2557 เธอก็ย้ายไปทำงานที่พม่า 

พม่ากลายเป็นบทเรียนสำคัญ ทำให้เธอเห็นว่าเฟซบุ๊กถูกใช้เป็นอาวุธได้อย่างไร รัฐบาลทหารเมียนมาและกลุ่มชาวพุทธชาตินิยมสุดโต่งใช้สื่อสังคมออนไลน์นี้กระจายถ้อยคำเกลียดชังและข่าวปลอมพุ่งเป้าไปที่ชุมชนโรฮิงญา สร้างกระแสเกลียดชังคนกลุ่มนี้ในสังคมวงกว้าง จนกระทั่ง เหมือนเป็นการให้ใบอนุญาตแก่รัฐที่จะดำเนินยุทธศาสตร์ฆ่า ข่มขืนและเผาบ้านชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮิงญา จนต้องพากันหนีออกนอกประเทศในปี 2560 

สายใจทำงานร่วมกับทีมวิจัย เก็บข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบถ้อยคำเกลียดชังที่เกิดขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการควบคุมเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย (content moderation) ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอมองเห็นว่า สิ่งที่สังคมยุคปัจจุบันขาดไม่ใช่เทคโนโลยีหรือกฎหมาย แต่เป็นระบบที่การันตีความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

“เราจะสร้างโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยได้ไหม?” สายใจถามตัวเอง คำตอบนั้นคือได้ แต่ “เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”

เมื่อระบบล้มเหลว

เมื่อแก้มถูกคุกคามทางเพศสี่ปีก่อน พิธีกรสาวมีทางเลือกไม่มาก อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแนะนำให้แจ้งตำรวจ แก้มไรต์คลิปโป๊ที่ว่าลงแผ่นซีดี นำไปส่งเป็นหลักฐานให้ตำรวจและผ่านกระบวนการซับซ้อนยาวนานกินเวลามากกว่าหนึ่งปี โดยเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ทำให้เธอไม่รู้สึกสบายใจเท่าไหร่

แก้มอธิบายว่า เพื่อนของเธอเป็นคนเจออีเมล์ของคนที่เผยแพร่คลิปโป๊ พอนำหลักฐานนี้ไปให้ตำรวจ ท้ายที่สุด ก็ระบุตัวผู้ก่อเหตุเป็นชายวัย 20 ต้นที่ส่งคลิปโป๊ผ่านกลุ่มแชทให้สมาชิกที่จ่ายค่าสมาชิก 290 บาทต่อเดือน แต่ตำรวจก็เกลี้ยกล่อมให้หญิงสาวไกล่เกลี่ยแทนที่จะดำเนินคดีต่อ แก้มเล่าว่า เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นนักศึกษาจบใหม่ “ให้เขาไม่มีประวัติอาชญากรรมดีกว่าจะได้ไม่ทำลายอนาคต” 

มานิตย์ (ชื่อสมมุติ) เจอการล่วงละเมิดทางเพศอีกรูปแบบหนึ่ง ชายวัย 60 หย่าและแยกอยู่กับอดีตภรรยาและลูกสาว วันหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งแอดเฟซบุ๊กมาแล้วคุยด้วยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ก่อนจะชวนเขามีเซ็กส์ผ่านทางวีดีโอคอล ทันทีที่กิจจบ เธอก็ข่มขู่เรียกเงิน 50,000 บาท ไม่อย่างนั้นจะเผยแพร่คลิป

“ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเลย ทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นรู้สึกกลัวมาก แต่โชคดีที่มีสติ แล้วคิดเองได้ว่าเซ็กส์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ควรต้องอาย” เขาเล่า แทนที่จะรีบหาเงินมาจ่าย มานิตย์เลือกจะโพสต์บนเฟซบุ๊ก อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนว่าถ้าใครเห็นคลิปของตนก็ไม่ต้องสนใจ เมื่อข่มขู่เขาไม่ได้ นักแบล็คเมล์คนนั้นเลยหายไปเอง แต่เพื่อนบางคนบนเฟซของเขาก็ได้คลิปที่ว่า 

“จริงอยู่ว่า ภาพส่วนตัวที่หลุดมาสู่สาธารณะส่วนใหญ่นั้นเจ้าตัวเป็นคนถ่ายเอง แต่ถึงจะถ่ายเอง ก็ยังคงเข้าข่ายข่มขู่กรรโชกทางเพศ” อนันต์ เอกศิริพงษ์ กล่าว เขาเป็นหนึ่งในทีมงานเล็กๆ ของ “ไทยฮอตไลน์” องค์กรซึ่งทำงานช่วยเหลือและรณรงค์เพื่อหยุดการคุกคามทางเพศบนโลกดิจิตอลมาตั้งแต่ปี 2551

ไทยฮอตไลน์ เป็นบริการหนึ่งของมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เนื่องจากมีกรณีละเมิดบนโลกไซเบอร์เยอะเกินกว่าที่ทีมงานจะจัดการได้หมด จึงมุ่งให้ความช่วยเหลือเยาวชน เริ่มต้นตั้งแต่ให้คำปรึกษาผู้ที่โทรเข้ามา ประสานหาวิธีลบภาพ-คลิป จนถึงหาตัวผู้กระทำผิด มูลนิธิทำงานร่วมกับตำรวจไซเบอร์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ก่อเหตุ บางครั้งก็ค้นพบว่าเป็นเครือข่ายในหลายจังหวัดเกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้ เนื่องจากความรุนแรงทางเพศบนโลกออนไลน์ถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับตำรวจไทย มูลนิธิเลยจัดงานอบรมกับเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความตระหนักรู้

Stay Informed!

Subscribe to our newsletter to receive our latest stories direct to your inbox.

ในด้านกฎหมาย ไทยเองยังตั้งรับไม่พร้อมกับอาชญากรรมแนวนี้ ธุรกิจขายคลิปโป๊ที่ได้มาจากความไม่ยินยอมยังคงพบอยู่ทั่วไป ถึงแม้ผู้ก่อเหตุจะถูกจับกุมหลายครั้งแล้ว ก็ยังเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ นอกจากนี้กฎหมายอาชญากรรมบนโลกออนไลน์และกฎหมายการล่วงละเมิดทางเพศของไทยยังไม่ได้ระบุถึงการคุกคามทางเพศผ่านเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประสบเหตุอย่างแก้มมีช่องทางดำเนินทางยุติธรรมไม่มาก

แต่ กฎหมายไทยกำลังเร่งปรับตัว เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ ข้อเสนอสส.พรรคประชาชนเพื่อแก้ไขกฎหมาย ขยายนิยามการคุกคามทางเพศ ให้รวมถึงการคุกคามทางเพศออนไลน์ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้เสียหายสามารถร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลนั้นออกจากอินเตอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีก่อน ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายใหม่นี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นวุฒิสภา

 

ช่องว่างความรับผิดชอบของโซเชียลมีเดีย

ก่อนหน้าที่ Stop Online Harm จะเปิดตัว มีแต่เยาวชนที่เข้าถึงบริการลบรูป-คลิปเช่นนี้ ผ่านบริการ “เทคอิทดาวน์”​ (Take It Down เอามันออก) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์ป้องกันเด็กหายและล่วงละเมิดสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานกับเมตา สต๊อปออนไลน์ฮาร์ม ซึ่งเป็นองค์กรในไทย จึงช่วยอุดช่องว่างใหญ่ให้ผู้ใหญ่เข้าถึงบริการนี้ พร้อมกับลดกำแพงภาษา นอกจากในไทยและเมียนมาแล้ว ทีมงานกำลังขยายบริการไปที่กัมพูชาและลาว

บริษัทเมตา ซึ่งบริหารอินสตราแกรมและเฟซบุ๊กระบุว่า จะไม่ทนต่อการล่วงละเมิดทางเพศ แต่การคุกคามทางเพศก็ยังคงเกิดขึ้นบนช่องทางโซเชียลมีเดียในความดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคุกคามทางเพศมักเกิดในข้อความส่วนตัว (แชท) ซึ่งผู้ดูแลแพลตฟอร์มรับรู้น้อยยิ่งกว่า ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อบริษัทเมตาเพื่อขอความคิดเห็น แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ประชากรไทยกว่า 70% ใช้โซเชียลมีเดีย นับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีคนใช้โซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลก แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเริ่มเป็นที่นิยมเพียงแค่ในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยีก็เร่งความเร็วต่อเนื่อง วันนี้ ผู้ใช้งานอาจใช้ไอเอลบรูปเสื้อผ้าออกจากรูปคนได้แค่ในไม่กี่คลิ๊กผ่านแอพบางแอพ ทำให้ความเสี่ยงล่วงละเมิดทางเพศบนโลกดิจิตอลก็พุ่งทะยาน 

ทั้งสต๊อปออนไลน์ฮาร์มและไทยฮอตไลน์ ยืนยันว่า ถึงพวกเขาจะช่วยผู้ได้รับความเสียหายแต่ละครั้งได้ แต่ความรับผิดชอบนี้ก็ไม่ควรจะอยู่ที่กลุ่มอาสาอย่างพวกเขาเท่านั้น

“ในโลกที่ถ้าคุณผลิตรถยนต์ คุณต้องมั่นใจว่ามันปลอดภัยสำหรับคนขับ และถ้ามีอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของระบบ บริษัทต้องออกมารับผิดชอบ” สายใจกล่าว “แต่ในโลกออนไลน์ บริษัทเทคโนโลยีกลับสามารถออกแบบ ‘รถที่ไม่มีเบรก’ แล้วปล่อยให้ผู้ใช้ขับไปชนกันเอง โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย”

สายใจเชื่อว่า โลกออนไลน์ที่ปลอดภัยนั้นเป็นไปได้ แต่เธอไม่ควรจะต้องเป็นคนทำ ถ้าหากบริษัทโซเชียลมีเดียติดตั้งมาตรการป้องกันที่เหมาะสมตั้งแต่แรก

สต๊อปออนไลน์ฮาร์มกำลังทำรายงาน รวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์คุกคามทางเพศออนไลน์ในไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยหวังว่า จะแสดงให้บริษัทเทคโนโลยีและสังคมเห็นว่าความรุนแรงนั้นสาารุป้องกันล่วงหน้าได้ ผลเก็บข้อมูลเบื้องต้นในเมียนมานั้นน่าตกใจ (ผู้ให้ข้อมูล 1,200 คนระหว่างธันวาคม 2567 – มีนาคม 2568) พบว่า คนจำนวน 44% เคยถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ 87% ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากไหน และสามในสิบรายยังมีภาวะซึมเศร้าหลังจากนั้น องค์กรกำลังเก็บข้อมูลลักษณะคล้ายกันในไทย 

“เราเป็นแค่ทีมเล็กๆ ที่พยายามอุดรอยรั่วของระบบโซเชียลมีเดีย” สายใจกล่าว “มันคือช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบสิทธิมนุษยชนยุคใหม่”

ณิชา เวชพานิช นักข่าวประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ติดตามประเด็นสังคมผ่านมุมมองด้านสิทธิและชีวิตผู้คน เธอเคยทำงานกับสำนักข่าวท้องถิ่นภายใต้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม

จิรัชยา หงษ์แก้ว นักออกแบบกราฟิกประจำอยู่กรุงเทพฯ ทำงานออกแบบหนังสือที่สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป รักในงานออกแบบสื่อสารสิ่งแวดล้อมและตั้งใจใช้การดีไซน์ทำงานเพื่อทุกสรรพชีวิตบนโลก ติดตามผลงานได้ทางอินสตราแกรม @we.a.tinybluedot และ @jh_workz

More Features

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.