Search
Close this search box.

เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกับความหวัง “ประกันสังคมของคนทุกชาติ”

24 ธันวาคมน้ี ไทยเตรียมจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรก ทว่าแรงงานต่างชาติ 1.2 ล้านคนที่สมทบกองทุนในอัตราเดียวกันกับแรงงานไทยกลับไม่มีสิทธิร่วมเลือกตั้ง

ลูค ดักเกิลบี/HaRDstories
ลูค ดุกเกิลบี/Hardstories

กรุงเทพ – การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมธันวาคมนี้นับเป็นก้าวสำคัญทางวงการแรงงานไทย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมีสิทธิเลือกตั้งตัวแทนโดยตรงตั้งแต่เริ่มมีประกันสังคมในไทยเมื่อสามสิบปีก่อน ทว่าแรงงานข้ามชาติ 1.2 ล้านไร้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ปิดกั้นสิทธิผู้ประกันตนต่างชาติ

คณะกรรมการจะประกอบด้วยสมาชิก 21 คนจากสามฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนหน่วยงานรัฐ นายจ้างและผู้ประกันตน (คนทำงานที่สมทบทุนกองทุนประกันสังคม) โดยมีตัวแทน 7 รายจากแต่ละฝ่าย คณะกรรมการมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกันตน 23 ล้านคนและกองทุน 2,445,679 ล้านบาทโดยให้คำแนะนำและตรวจสอบการบริหารจัดการกองทุน

แรงงานข้ามชาติที่ทำงานในไทยส่วนใหญ่จะต้องเข้าร่วมระบบประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบในอันตราเดียวกับแรงงานที่มีสัญชาติไทย ยกเว้นบางกลุ่มที่ทำงานประเภทอุตสาหกรรมประมง เกษตรกรรมและงานบ้าน

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทยกว่า 1.2 ล้านคน (5.2% ของผู้ประกันตนทั้งหมด) ซึ่งรวมถึงแรงงานสัญชาติเมียนมากว่า 948,728 คนนั้นไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมได้ เนื่องจากเงื่อนไขข้อแรกของการเลือกตั้งกำหนดว่าต้องมีสัญชาติไทย

สมทบทุนเท่า แต่เข้าถึงสิทธิไม่เท่า?

ผู้ประกันตนจะสมทบเงินระหว่าง 83 – 750 บาททุกเดือน โดยคำนวณตามฐานเงินเดือน เงินจำนวนดังกล่าวจะหักเข้ากองทุนประกันสังคมแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานรัฐและนายจ้างจะสมทบเพิ่ม

ผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทยสามารถใช้สิทธิประกันสังคมด้านต่างๆ ได้เท่ากับผู้ประกันตนชาวไทย ตั้งแต่เงินรักษาสุขภาพ เงินสงเคราะห์หยุดงานเพื่อคลอดบุตร รวมถึงเงินชดเชยช่วงว่างงานเป็นเวลาหกเดือน

“การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมควรจะให้สิทธิแรงงานข้ามชาติเลือกตั้งด้วย เพราะว่าทุกคนเป็นผู้ประกันตนเหมือนกัน จ่ายเงินสบทบมาตฐานเดียวกัน แตกต่างแค่ ‘สัญชาติ’ ” คายง์มิน หลุ่ย ผู้ประกันตนชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในไทยแล้วหลายปีกล่าว

เขามองว่าการบริหารจัดการประกันสังคมปัจจุบันควรปรับเปลี่ยน “สำหรับผู้ประกันตนแรงงานต่างด้าว รู้สึกว่าประกันสังคมไม่ค่อยโปร่งใสกับแรงงานสักเท่าไร เป็นระบบจ่ายง่าย ใช้สิทธิยาก” 

ผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทยมักเจอปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิประกันสังคม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำแพงภาษา เมื่อตุลาคม 2566 แรงงานทอผ้าหญิงชาวเมียนมาแปดคนที่จ.สมุทรปราการ เขตอุตสาหกรรมทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ถูกปฏิเสธเงินช่วยเหลือระหว่างว่างงานจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐประจำจังหวัด

สู้ให้เข้าถึงสิทธิ

สิริรัตน์ วันขำ พนักงานทอผ้าหญิงอายุ 54 ทำงานในโรงงานเดียวกันกับพนักงานกลุ่มดังกล่าว สหภาพแรงงานกิจการปั่น-ทอแห่งประเทศไทย (พิพัฒนสัมพันธ์) ซึ่งเธอเป็นประธานได้ช่วยเหลือพนักงานทั้งแปดให้ได้รับสิทธิตามประกันสังคม สิริรัตน์อธิบายว่าเพื่อนร่วมงานชาวไทยบางคนยังคิดว่าควรให้มีเพียงแรงงานสัญชาติไทยร่วมออกแบบนโยบายต่างๆ เท่านั้น เพราะว่าแรงงานข้ามชาติจะกลับประเทศบ้านเกิดในภายหลังอยู่ดี ทว่าเธอคิดว่าหากแรงงานข้ามชาติมีบทบาทในบอร์ดประกันสังคมมากขึ้น จะยิ่งช่วยเป็นปากเสียงให้กับปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาต้องเจอ

ผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทยมักจะไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมเต็มที่เนื่องจากนโยบายแรงงานของรัฐไทยที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น แรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อต่ออายุพาสปอร์ตหรือวีซ่า ก่อนกลับมาทำงานในไทย มักจะรายชื่อตกหล่นและระบบประกันสังคมไม่ได้บันทึกว่าเป็นผู้ประกันตนที่สมทบเข้ากองทุนมาก่อนหน้า ทำให้กระทบกับการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ที่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่สมทบเข้ากองทุน เช่น หากต้องการรับเงินสนับสนุนค่าเลี้ยงดูบุตร 600 บาทต่อเดือน จะต้องเป็นผู้ประกันตนที่สมทุบทุนมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี

เงินบำนาญกับแรงงานข้ามชาติ

นอกจากนี้ ผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติแทบไม่ได้รับประโยชน์จากเงินบำนาญ ซึ่งจะสนับสนุนผู้อายุมากกว่า 55 ปี เพราะตามกฎหมายแรงงานไทยแล้ว จะไม่มีการให้ใบอนุญาตทำงานในไทยแก่แรงงานข้ามชาติที่มีอายุมากกว่า 55 ปีเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การได้รับบำนาญยังต้องทำผ่านธนาคารไทยในประเทศไทยหรือมีสาขาในต่างประเทซซึ่งมีอยู่จำนวนจำกัด ก่อนหน้านี้ มีความพยายามสร้างความร่วมมือระบบบำนาญข้ามประเทศ แต่ยังเป็นเพียงความคิดเริ่มต้น

 

อุดรอยรั่วระบบประกันสังคม

“การบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมยังมีอคติแฝงอยู่ สิทธิหลายอย่างยังไม่สะท้อนกับผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทย” ศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าว

ศิววงศ์ลงสมัครเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ ร่วมกับนักสิทธิมนุษยชนชาวไทยอีกห้าราย ซึ่งรวมถึงนลัทพร ไกรฤกษ์ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวที่สื่อสารเพื่อผู้พิการแห่งแรกในไทย “ดิสเอเบิลมี ThisAble.me” (อ่านเรื่องราวของเธอได้ที่นี้)

การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากการเลือกตั้งทั่วไป ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยหลายคนยังมองว่าการเลือกตั้งนี้เป็นโอกาสต่อต้านเผด็จการทหาร คณะกรรมการประกันสังคมรุ่นปัจจุบันนั้นได้รับการแต่งตั้งในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเก้าปีก่อน

 

การเปลี่ยนแปลงที่อาจใช้เวลา

ทว่าการเปลี่ยนแปลงบอร์ดประกันสังคมอาจไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้ประกันตนเพียง 945,609 คนเท่านั้นที่ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง นับเป็น 4.11% ของจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด

ศิววงศ์ย้ำว่าระบบประกันสังคมนั้นตั้งอยู่บนฐานคิดเกี่ยวกับการจ้างงาน ไม่ใช่สัญชาติ ทว่าผู้กำหนดหลายรายยังมองว่าการใช้อำนาจเลือกตั้งต่างๆ ในไทย รวมถึงเลือกคณะกรรมการประกันสังคมตั้งอยู่บนการใช้อำนาจอธิปไตยของชาติ ทำให้อาจผิดไปจากเป้าหมายการเลือกตั้งที่มุ่งจะเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานข้ามชาติหรือคนพิการ

ต้นปี 2566 เขาและเครือข่ายได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐไทยเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนต่างชาติ

ศิววงศ์หวังว่าจะชนะการเลือกตั้งและเข้าไปผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทย

“สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการเลือกตั้งที่ผู้ประกันตนมีสิทธิเท่าเทียมกัน”

 

ข่าวชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษบน DVB English