ศาลยกฟ้องคดีผลกระทบเขื่อนโขงข้ามพรมแดน

Photo: Nicha Wachpanich/HaRDstories
Photo: Nicha Wachpanich/HaRDstories

17 สิงหาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องคดีเขื่อนแม่น้ำโขงในลาว “เขื่อนไซยะบุรี” คดีแรกที่ฟ้องให้เกิดการคุ้มครองสิทธิประชาชนไทยจากผลกระทบข้ามพรมแดน สรุปหน่วยงานรัฐไทยไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากเขื่อน ณ ศาลปกครองกลาง กรุงเทพฯ

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อสิงหาคม 2555 ชาวบ้านริมโขง 38 ราย นำโดยนิวัฒน์ รอยแก้ว นักปกป้องสิทธิที่จ.เชียงราย ผู้ได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมสากล Goldman Environmental Prize ปีนี้ เป็นตัวแทนชาวบ้านแม่น้ำโขงอีกหนึ่งพันราย ยื่นฟ้องห้าหน่วยงานรัฐด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี ว่าทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม รุนแรงกับชุมชนริมฝั่งโขง

เขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำแห่งแรกในลาว ตั้งกั้นแม่น้ำโขงที่เมืองไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว อยู่ทางตอนเหนือจากอ.เชียงคาน จ.เลย 200 กิโลเมตร กำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ โดยเริ่มต้นผลิตไฟฟ้าเพื่อขายอย่างเป็นทางการเมื่อตุลาคมปี 2562 มีการไฟฟ้าส่วนผลิตไทยเป็นผู้รับซื้อหลัก 95% ระยะเวลา 31 ปี

ชาวบ้านริมฝั่งโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยตั้งข้อสังเกตในช่วงปีที่ผ่านมาว่าหลังจากเขื่อนเปิดทำการ ได้กักเก็บตะกอนและน้ำ จนเป็นที่มาของปรากฎการณ์ “โขงสีคราม” เมื่อตะกอนไม่ไหลตามแม่น้ำโขงดั่งเช่นเดิม

 

 

ศาลมีคำพิพากษาเห็นพ้องด้วยผลศาลปกครองชั้นต้น พร้อมยืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยพิจารณาสองประเด็นหลักที่ชาวบ้านยื่นฟ้องเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและจัดกระบวนการมีส่วนรวมจากประชาชน

โดยสรุป ประเด็นแรก ศาลตัดสินว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นตั้งอยู่นอกอาณาธิปไตยรัฐไทยและไม่ได้ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพรุนแรงต่อผู้ฟ้อง

“ศาลกำลังมองแยกระหว่างสัญญาไฟฟ้ากับตัวเขื่อนซึ่งอยู่ในฝั่งลาว จริงๆ เราต้องมองถึงความรับผิดชอบตลอดเส้นทางการผลิตของไฟฟ้า” ส.รัตมณี พลกล้า ทนายศูนย์ข้อมูลชุมชน อธิบาย

ด้านประเด็นสองเป็นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม ศาลชี้ว่าการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในสามจังหวัด เวทีละราวหนึ่งร้อยคนนั้นเพียงพอกับการเผยแพร่ข้อมูล อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านแม่น้ำโขงต่างยืนยันว่ามีกว่า 1,000 หมู่บ้านในอีสานที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับลุ่มน้ำโขง การกระทำดังกล่าวจึงไม่ได้เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

“เราสู้มา 12 ปี รู้สึกเหนื่อย” สอน จำปาดอก หญิงชาวบ้านอ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี กล่าว เธอออกเรือหาปลาในแม่น้ำโขงแล้วพบว่าหายไปไม่มาตามฤดูกาลและยังร่วมการเก็บตัวอย่างความขุ่นน้ำกับนักวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี “เราต้องศึกษาผลกระทบจากเขื่อนไปเรื่อยๆ แต่ก็อยากได้ยินว่ารัฐจะช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบบ้าง”

ชาวบ้านและทนายเผย จะเดินหน้าปกป้องแม่น้ำโขงต่อ แม้จะผิดหวังกับคดีนี้ แต่แนวคำพิพากษาได้สร้างบรรทัดฐานใหม่เมื่อศาลตีความว่าสัญญาซื้อไฟและแผนพัฒนาพลังงานนับเป็นโครงการของประเทศไทย ปัจจุบัน หลักฐานผลกระทบจากเขื่อนมีมากขึ้น จึงจะหาช่องทางสู้ทางกฎหมายต่อ เพราะเขื่อนไซยะบุรีเป็นเพียงเขื่อนแรกจากเขื่อนอีกหลายแห่งกั้นแม่น้ำโขงที่มีกำหนดก่อสร้างและส่งขายไฟแก่ไทย

 

Help support our journalism!
Your donation allows us to keep bringing you these important stories
Stay informed!

Get our latest stories direct to your inbox.